|
จากผลงานที่ผ่านมา 2-3
เรื่องของผกก. ปรัชญา ปิ่นแก้ว ไม่นับ MV นับไม่ถ้วน
ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนทำหนังที่น่าเชื่อถือนัก
แต่อันที่จริง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ไม่เป็นเพียงคนทำหนังหรือมิวสิควีดิโอเท่านั้น
แต่เขายังเป็นนักการตลาดและนักการขายที่ดีอีกด้วย
เมื่อเขาต้องการขายอะไร วิธีการขายของเขาจะไม่เป็นประเภท
แอบๆ เดินเข้ามาสะกิด แล้วกระซิบถามว่า "โป๊มั้ยน้อง"
อะไรแบบนั้น แต่เขามักจะขายแบบออกหน้าออกตา ขายแบบแบไต๋กันไปทั้งร้านว่าที่นี่มีอะไรขายบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสินค้าที่อยู่ในมือของเขาเป็นสินค้าที่
"ขายได้"
และดูเหมือนองค์ประกอบแทบทุกอย่างใน
องค์บาก ก็ดูจะเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มในการขายสูงมาก
ถึงจะเป็นการขายของประเภท Exotic ก็เถอะ ทั้งมวยไทย
พระพุทธรูป รถตุ๊กๆ และอื่นๆ องค์บาก เป็นเรื่องของ
ทิ้ง ไอ้หนุ่มบ้านประดู่ ที่เผอิญเก่งกาจเหลือเกินในด้านหมัดๆ
มวยๆ จนวันหนึ่งเมื่อพระพุทธรูปหน้าบากที่ชาวบ้านเรียกว่า
องค์บาก ถูกโจรลักตัดเศียรไปขาย จึงเป็นหน้าที่ของไอ้ทิ้งที่จะต้องเข้ากรุงเทพเพื่อไปตามเศียรองค์บากกลับมา
ปรัชญา เปิดเรื่องมา 10 นาทีแรกด้วยความหวั่นใจของผม
เพราะพี่แกเล่นเอาบทไปยัดใส่ปากตัวละครอีกแล้ว คือเหตุการณ์เรื่องราวทุกอย่างล้วนออกมาจากการบอกเล่าของตัวละครอย่างจงใจ
ทื่อมะลื่อและเชยมากๆ แต่สถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อตัวหนังพา ทิ้ง เข้ามายังกรุงเทพและเจอะเจอเหตุการณ์ต่างๆ
ที่ทำให้เขาต้องแสดงความอึดระห่ำที่แฝงอยู่ในลีลามวยไทยที่จะทำให้คุณอึ้ง
ทึ่ง เสียว ฉากต่อสู้หลายๆ ฉากแม้จะดูจงใจ ดูยัดเยียด
และดูเป็นการ "จัดฉาก" เพื่อโชว์ลีลาของ
พนม มากไปสักนิด แต่น่าประหลาดที่ตัวหนังโดยรวมกลับดำเนินไปอย่างลื่นไหล
สนุกสนาน มีจุดที่ต้องสะดุดตาสะดุดใจน้อยมากๆ
พนม ยีรัมภ์ เป็นนักแสดงแทนในฉากผาดโผนที่ผันตัวมาเป็นพระเอกในเรื่องนี้
ฝีมือการแสดงของเขาแม้จะไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ขัดตาอะไร
อีกทั้งตัวบทก็ช่วยเขาด้วยอีกแรงด้วยการส่งบทส่วนใหญ่ไปให้กับ
หม่ำ จ๊กมก แทน คงไม่ต้องพูดกันมากถึงความสามารถ
ความเก่งฉกาจทางด้านการต่อสู้ของ พนม ฉากต่อสู้ทุกฉากที่เขาเล่น
ล้วนแล้วแต่เป็นฉากมหาหินที่จะทำให้คนดูอ้าปากค้าง
ส่วน หม่ำ ก็มาในแนวที่ "เท่" ผิดกับงานก่อนๆ
ที่เขาเคยรับมา พูดกันง่ายๆ ว่าคุ้มครับ ที่เอา
หม่ำ มาประกบเป็นพี่เลี้ยงให้กับ พนม ที่ยังอ่อนในเรื่องของการแสดง
หม่ำ เป็นนักแสดงไม่กี่คนที่สามารถปล่อยมุขและความสามารถทางการแสดงของเขาออกมาได้อย่างแพรวพราวโดยที่ไม่ได้ไปกดการแสดงของเพื่อนร่วมฉากมากนัก
เรียกว่าทำหน้าที่เป็น "ตัวเสริม" ที่ดี
ว่างั้นเถอะ
ท่ามกลางเสียง
"อื้อหือ" "โอ้โห" ของผมระหว่างชมกับฉากสตันท์มันส์ๆ
ที่มีมาตลอดทั้งเรื่อง มีฉากหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งมากๆ
ซึ่งแทนที่จะเป็นฉากหลังไคลแมกซ์ แต่กลับเป็นฉากเริ่มเรื่อง
ตอนที่ชาวบ้านพากันมาส่ง ทิ้ง ขึ้นรถ เงินแต่ละบาทที่แต่ละคนอดออมกันมา
ถูกเทลงในผ้าผืนเล็กๆ เพื่อให้ ทิ้ง เป็นทุนสำหรับการกู้
"ศรัทธา" คืนมาให้กับหมู่บ้าน อย่างไรก็ดี
ฉากบางฉาก ของตัวละครบางตัวในหนังก็ดูจะไม่จำเป็นเลยสำหรับเนื้อหนัง
เช่นฉากของ เง็ก พี่สาวเหลวแหลกของ หมวย ที่ถึงเธอจะอยู่หรือเธอจะตายก็ดูจะไม่มีผลต่อเนื้อเรื่องโดยรวมแม้แต่น้อย
สู้เอาเวลาไปเพิ่มฉากอัดเข้าอัดศอกของ พนม ยังดีซะกว่า
แต่ฉากการไล่ล่ากันในตรอกนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผกก.ฉลาดอย่างมากที่เซ็ตฉากออกมาแบบนี้
ผมไม่ได้พูดถึงการวาง "อุปสรรค" ต่างๆ
ตามรายทางอย่างจงใจเพื่อให้ พนม โชว์ฝีมือเหนือมนุษย์ของเขา
แต่ผมชอบช่วงหนึ่งของซีเควนซ์ยาวอันนี้ตรงที่ หนังให้
หม่ำ วิ่งหนีตามหลัง พนม มา และ "พยายาม"
กระโดดเลียนแบบ พนม หลายครั้งหลายครา แต่แน่นอนว่าใครจะทำได้แบบนั้น
ฉากนี้จึงนำมาทั้งความตลกขบขัน (มาก) และเป็นการบอกคนดูไปในตัวว่า
คิวสตันท์แบบนี้ไม่ใช่ใครๆ ก็ทำได้นะ โดยส่วนตัว
ผมชอบที่หนังใส่ gimmick ของความเป็นไทยลงไปอยู่ตลอดเรื่อง
โดยเฉพาะฉากที่ ทิ้ง เตรียมตัว "ลุย"
ครั้งสุดท้าย ที่เขาเอาตะกรุดที่หลวงพ่อให้มามาใช้เป็นเหมือน
"ไม้ตาย" นั้น ดูขลังเอามากๆ เป็นช็อตสั้นๆ
ง่ายๆ แต่เร้าอารมณ์ของคนดูได้ชงัดนัก ผมยังคิดว่า
หาก ผกก. เน้นในเรื่องของความศรัทธาและน้ำใจของคนไทยให้มากกว่านี้สักนิด
องค์บาก จะเป็นหนังที่ทำให้คุณจิ๊ดเอาได้ง่ายๆ เพราะลำพังตัวละครบ้านนอกอย่าง
ทิ้ง ที่เข้ามาในเมืองด้วยเหตุผลของความดีงามก็ทำให้ผู้ชมเอาใจช่วยไปแล้วกว่าครึ่ง
งานด้านโปรดักชั่นของหนังอยู่ในระดับดีมากๆ
ฉากในถ้ำช่วงท้ายเรื่อง ถ้าไม่รู้มาก่อน ผมคงต้องคิดว่าไปถ่ายกันในถ้ำจริงๆ
หรือฉากรถตุ๊กๆ ซิ่ง ที่ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ชอบอะไรนักหนาก็ตามที
แต่ก็ต้องยอมรับถึงการลงทุนที่หนังทุ่มลงไปเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจ
(ของฝรั่ง?) แต่น่าเสียดายที่การจัดแสงและการถ่ายภาพในช่วงท้ายๆ
ยังทำได้ไม่ดีนัก (ซึ่งผิดกับช่วงต้นเรื่องเหมือนใช้ตากล้องและทีมจัดไฟคนละคน)
โดยเฉพาะฉากในถ้ำ ที่ดูมืด ภาพดูหยาบและมุมกล้องที่ธรรมดาเกินไป
การที่ตั้งกล้องแช่ไว้ แม้ว่าจะทำให้เราเห็นผู้ร้ายถูกฟาดปากอย่างเต็มตา
แต่ก็ทำให้ตัวหนังดู "ทื่อ" เกินไปหน่อย
และด้วยการจัดแสงโทนมืดๆ กลับทำให้การตั้งกล้องแช่เพื่อให้เห็นภาพสตันท์ชัดๆ
กลับไร้ประโยชน์เพราะมองอะไรไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่
ส่วนดนตรีประกอบที่ใช้ปี่มวยไทยมาผสมกับดนตรีแนวเทคโนมันส์ๆ
ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายอะไร เมื่อหน้าหนังขายมวยไทยกันขนาดนี้
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการชื่นชมอยู่ดี
โดยรวมแล้ว องค์บาก คงเป็นหนังไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ผมจะแนะนำให้ฝรั่งดูได้อย่างค่อนข้างเต็มปาก
และนั่งรอฟังเสียงอุทานด้วยความทึ่ง (ที่ต้องมีแน่ๆ)
อย่างใจจดใจจ่อ แม้ว่าเนื้อหนังโดยรวมจะมีขาดมีเกินไปบ้าง
แต่ "สินค้า" ที่เรามีอยู่ในมือตัวนี้
ก็มีศักยภาพมากพอที่จะวางขายได้โดยไม่ต้องลดแลกแจกแถมใดๆ
เพราะสินค้าที่ดี ใครๆ ก็อยากซื้อครับ
|