Choi Kang-rok

(มีสปอยล์ไม่เหมาะสำหรับผู้ทียังไม่ได้รับชม)

ซีซันที่ 2 ของรายการแข่งขันทำอาหารยอดฮิต “Culinary Class Wars” สงครามเชฟคนละชั้น 2 ปิดฉากลงพร้อมการคว้าแชมป์ของ ชเวกังรก (Choi Kang-rok) เชฟมากประสบการณ์ที่เคยร่วมแข่งขันมาแล้วในซีซันแรก และตัดสินใจกลับสู่สนามครัวสุดกดดันอีกครั้ง โดยเจ้าตัวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในตอนแรกเขากังวลว่าเมนูรอบชิงของตัวเองอาจ “ไม่เหมาะกับรอบสุดท้าย” ถึงขั้นเปรียบว่าเหมือนอาหารที่ทำให้ทีมงานกิน

ในรอบชิงชนะเลิศ ชเวกังรกต้องดวลศึกกับเชฟช้อนดำ อย่าง อีฮาซอง ฉายาปีศาจอาหาร โดยเขาเลือกนำเสนอเมนู ซุปเต้าหู้งาดำ ซึ่งได้รับคะแนนเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากกรรมการทั้งสองคน ได้แก่ นักธุรกิจร้านอาหาร แพคจงวอน และเชฟ อันซองแจ ส่งผลให้การแข่งขันจบลงพร้อมตำแหน่งผู้ชนะ

เมนูนี้ไม่ใช่งานง่าย เพราะชเวกังรกต้อง คนเต้าหู้ด้วยมือมากกว่า 20 นาที ภายในเวลาการแข่งขัน 90 นาที เขาอธิบายภายหลังว่า จานนี้เป็นเหมือนการทบทวนและตรวจสอบตัวเองในฐานะเชฟ

“ผมคิดว่าอาหารทุกจานมีความหมายสำหรับคนทำ” ชเวกังรกกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่คาเฟ่ใจกลางกรุงโซล

“สำหรับผม เต้าหู้งาเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ขี้เกียจ พออายุมากขึ้น เราจะเลิกทำอาหารบางอย่างเพราะร่างกายเริ่มเจ็บ มีเมนูที่ทำให้เราต้องหันกลับมาถามตัวเองว่า ‘เมื่อก่อนฉันทำสิ่งนี้ได้ง่ายมากไม่ใช่เหรอ’ เต้าหู้งาเป็นหนึ่งในเมนูแบบนั้นสำหรับผม”

เขาเสริมว่า

“ตอนยังหนุ่มมันดูไม่ยากเลย แต่พออายุมากขึ้นกลับยากขึ้นมาก การทำเมนูนี้ทำให้ผมได้คิดถึงความหมายของมัน และผมอยากนำมันมาให้คนตัดสิน”

เมื่อถูกถามถึงชัยชนะ ชเวกังรกกล่าวว่า ประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็น

“เหตุผลให้ผมมีชีวิตต่อไปอีก 10 ปี”

สำหรับเงินรางวัล 300 ล้านวอน เขาเผยแผนอย่างเรียบง่ายว่า

“ผมตั้งใจจะใช้เงินนี้เพื่อเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต”

แม้จะเป็นผู้ชนะ แต่การกลับมารายการครั้งนี้ก็หมายถึงการกลับสู่สนามแข่งขันที่กดดัน ซึ่งเขาเคยสัมผัสมาแล้วในซีซันแรก โดยซีซันนี้เขาถูกแนะนำตัวในฐานะหนึ่งใน “เชฟลับช้อนขาว” ร่วมกับเชฟคิมโดยุน ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ของรายการ

ชเวกังรกเผยว่า สิ่งที่ดึงดูดให้เขากลับมาคือความตื่นเต้นของการแข่งขันแบบเอาตัวรอด

“มันให้โดพามีนจริง ๆ เวทีแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยในชีวิต เป็นสถานที่ที่คุณสามารถสวมหน้ากากแล้วก้าวออกไปได้ ถ้ามีเวทีแบบนี้และมีโอกาส ผมคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะลอง”

อย่างไรก็ตาม เขาก็แซวตัวเองว่า หากรู้ล่วงหน้าว่าจะถูกดึงออกมาอยู่ใต้แสงไฟจ้าแบบนั้นตั้งแต่เปิดตัว ก็คงลังเลเหมือนกัน

การกลับมาแข่งขันยังมาพร้อมความรับผิดชอบ

“มีคนรอบตัวผมมากมายที่อยากมายืนตรงนี้ และในฐานะคนที่เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ ผมไม่รู้ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ตั้งใจว่าจะไปให้ไกลที่สุดก่อนจะตกรอบ”

เขายังบอกอีกว่า ในใจของเขา รอบทีมคือรอบสุดท้าย

“ผมคิดว่าถ้าผ่านรอบนั้นไปได้ เรื่องที่เหลือค่อยว่ากัน”

ชเวกังรกเริ่มเป็นที่รู้จักจากรายการ Master Chef Korea ในปี 2013 ซึ่งเขาก็คว้าแชมป์เช่นกัน และยังเคยปรากฏตัวในรายการอย่าง Please Take Care of My Refrigerator โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแสดงให้เห็นถึงแพสชันต่อการทำอาหารอย่างจริงใจ แม้จุดเริ่มต้นจะต่างออกไป

“ผมเลือกทำอาหารเพื่อเลี้ยงชีพ” เขากล่าว

“เริ่มจากความคิดว่า ‘จะทำเป็นธุรกิจ’ แต่สุดท้ายมันกลับพาผมไปในทิศทางตรงกันข้าม”

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการตุ๋น เขาได้รับฉายาอย่าง “ยอดนักเคี่ยว” ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการทำอาหารของเขาที่มองว่า
“อาหารคือศิลปะที่ถูกหล่อหลอมด้วยเวลาและความอดทน”

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ามีอาหารประเภทหนึ่งที่เขาแอบอิจฉา นั่นคืออาหารจีน
“ผมชื่นชมแผ่นหลังที่ดูมีพลังของเชฟจีนมาก อาหารญี่ปุ่นจะนิ่งและสงบกว่า คนมักบอกว่าอาหารญี่ปุ่นคือ ‘น้ำ’ แต่อาหารจีนคือ ‘ไฟ’ ลึก ๆ แล้วผมก็อยากทำอาหารด้วยไฟแบบนั้นเหมือนกัน”

หลังซีซันแรกจบลง ร้านของเชฟหลายคนมีลูกค้าแน่นขึ้น แต่ชเวกังรกกลับปิดร้านของตัวเอง จนมีข่าวลือว่าเป็นเพราะนิสัยขี้อาย เขากล่าวชัดว่าไม่ใช่เช่นนั้น
“ผมปิดร้านเพราะสัญญาเช่าหมดเท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่น ช่วงนั้นรายการดัง ลูกค้าเพิ่มขึ้นจริง แต่ผมมีแผนออกจากตรงนั้นอยู่แล้ว ทุกอย่างจึงจบลงตามจังหวะ”

สำหรับการเปิดร้านใหม่ เขายืนยันว่า
“ผมมีแผนสำหรับร้านเล็ก ๆ ในอนาคต แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”

ท้ายที่สุด เขายังบอกว่า ไม่มีแผนร่วมงานกับบริษัทต่าง ๆ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชฟจากรายการมักเลือก
“ผมไม่อยากทำลายความทรงจำดี ๆ ของผู้ชม”

ที่มา (1)

เครดิตภาพจากรายการ Culinary Class Wars