ประเด็นเรื่องมาตรฐานทางศีลธรรมอันเข้มงวดของสังคมเกาหลีต่อบุคคลสาธารณะ กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง หลังจาก อิมซองกึน เชฟชื่อดังจากรายการ Netflix “Culinary Class Wars” ซีซัน 2 สูญเสียชื่อเสียงที่สร้างมาอย่างยากลำบากแทบจะในชั่วข้ามคืน จากการเปิดเผยว่าเขาเคยมีประวัติเมาแล้วขับในอดีต
นักสังคมวิทยาชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “วัฒนธรรมการแคนเซิล” เท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็นว่าคนดังในสังคมเกาหลีถูกมองว่าเป็นทั้ง ตัวแทนทางศีลธรรม, ที่ยึดเหนี่ยวทางอารมณ์, และ สัญลักษณ์ของความยุติธรรม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ
อิมซองกึนโด่งดังไปทั่วประเทศจาก Culinary Class Wars ซีซัน 2 โดยผู้ชมชื่นชมฝีมือ อารมณ์ขัน และความเป็นกันเองกับเชฟรุ่นน้อง สูตรอาหารเรียบง่าย ราคาจับต้องได้ของเขากลายเป็นไวรัลบน YouTube และภายในต้นเดือนมกราคม กล่องข้อความของเขาเต็มไปด้วยข้อเสนอร่วมงานจากสถานีโทรทัศน์และแบรนด์ดังมากมาย

อย่างไรก็ตาม กระแสดังกล่าวพังทลายลงในวันอาทิตย์ เมื่อเขาโพสต์วิดีโอใน YouTube ยอมรับว่าเคยเมาแล้วขับหลายครั้งตลอดระยะเวลาประมาณ 10 ปี โดยกล่าวว่า
“ผมทำผิดพลาดเพราะความหลงใหลในแอลกอฮอล์”
และยอมรับว่าเคยถูกเพิกถอนใบขับขี่ด้วย
รายงานเพิ่มเติมระบุว่า เขามีคดีเมาแล้วขับอย่างน้อย 4 ครั้ง รวมถึงกรณีขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งที่มึนเมาและไม่มีใบขับขี่ โดยมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกือบ สองเท่าของเกณฑ์ที่ต้องเพิกถอนใบขับขี่
หลังจากนั้น สถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ รีบถอดหรือยกเลิกการปรากฏตัวของเขา รายการที่ถ่ายทำไว้แล้วถูกระงับการออกอากาศ ขณะที่อิมซองกึนขอให้ผู้ผลิตและผู้ลงโฆษณา “ลบทุกอย่างออก” และพูดถึงการคืนค่าจ้างโฆษณา
กรณีของเชฟอิมสะท้อนรูปแบบที่คุ้นเคยในวงการบันเทิงเกาหลี ซึ่ง ข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงในโรงเรียน และ การเมาแล้วขับ มักถูกมองว่าเป็น “จุดจบของอาชีพ”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักแสดง นักแสดงตลก และนักดนตรีจำนวนมากต้องถอนตัวจากวงการหรือสูญเสียงานระยะยาว จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในวัยเรียน ขณะเดียวกัน เหตุการณ์เมาแล้วขับ — ตั้งแต่ดารารุ่นใหม่อย่างนักแสดงผู้ล่วงลับ คิมแซรน ไปจนถึงคนดังรุ่นใหญ่ — ก็นำไปสู่การพักงาน การสูญเสียสปอนเซอร์ และการหายหน้าจากสื่อท่ามกลางกระแสต่อต้านรุนแรงจากสังคม

บนโลกออนไลน์ บทลงโทษเหล่านี้มักถูกขยายความรุนแรงด้วยคอมเมนต์ถาโถม จนมีเสียงวิจารณ์ว่าวัฒนธรรมแคนเซิลของเกาหลีอาจใกล้เคียงกับการกลั่นแกล้งและการกีดกันถาวร อย่างไรก็ตาม ความเห็นสาธารณะยังคงยึดมั่นว่า การเมาแล้วขับและความรุนแรงในโรงเรียนคือเส้นที่ไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเหยื่อหรืออาจสร้างอันตรายต่อผู้อื่น
นักสังคมวิทยาชี้ว่า ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่ได้มองคนดังเป็นเพียงผู้มีความสามารถ แต่เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จได้จาก การสนับสนุนของสาธารณชน ทั้งยอดรับชม ยอดขายตั๋ว และการลงทุนทางอารมณ์
นักวิชาการด้านสื่อ คังจุนมัน อธิบายไว้ในหนังสือและบทความของเขาว่า คนบันเทิงเปรียบเสมือน
“ตัวแทนทางอารมณ์” และ “ข้าราชการกึ่งสาธารณะ”
เนื่องจากชื่อเสียงของพวกเขาถูกสร้างขึ้นจากการสนับสนุนทางอารมณ์ร่วมกันของสังคม ดังนั้น ความล้มเหลวทางศีลธรรมจึงถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายมาอย่างไม่เหมาะสม
คังอธิบายว่า เมื่อคนดังที่มีประวัติความรุนแรงหรือเมาแล้วขับซ้ำซากยังคงประสบความสำเร็จ สังคมจะมองว่านั่นคือการได้รับผลประโยชน์อย่างไม่ชอบธรรมจากทรัพยากรร่วม การถอดสปอนเซอร์ ยกเลิกงาน หรือเรียกร้องให้พักงาน จึงถูกมองไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่เป็นการ “ทวงคืนอำนาจ” จากผู้ที่ไม่สมควรถือครองมัน
ด้าน คิมมุนโจ ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคเรีย ชี้ให้เห็นถึงพลังของ “ความยุติธรรมเชิงตอบโต้” ในสังคมเกาหลี ซึ่งผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าตนเองถูกปิดกั้นโอกาสในการไต่ระดับทางสังคม และมองว่าชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความไม่เป็นธรรมและอภิสิทธิ์นิยม
“ความโกรธของชาวเกาหลีไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่เป็นความเจ็บปวดทางสังคมที่เกิดจากความเชื่อว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม ยิ่งสังคมสูญเสียความรู้สึกถึงความเป็นธรรมมากเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งตอบสนองต่อความบกพร่องทางศีลธรรมของคนดังอย่างอ่อนไหวมากขึ้น และพยายามยืนยันความยุติธรรมผ่านพวกเขา”
เขากล่าว
ขณะที่ โนมยองอู ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยอาจู อธิบายว่า แฟนคลับเกาหลีคือ “ชุมชนทางอารมณ์” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภค แต่เป็น “แรงงานทางอารมณ์” ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ศิลปิน ผ่านการสตรีม การโหวต และการโปรโมต
เขาเขียนไว้ในหนังสือ “Sociology into Worldly Affairs” ว่า
“ดาราคือผลงานร่วมที่ถูกสร้างขึ้นจากแรงงานทางอารมณ์ของแฟน ๆ ดังนั้น ความไร้ศีลธรรมของดาราจึงถูกมองว่าเป็นการทรยศ ที่ทำลายคุณค่าของการทุ่มเททางอารมณ์เหล่านั้น”
ที่มา (1)
