เชฟระดับตำนาน ฮูด็อกจุก จาก Culinary class wars ซีซั่น 2 ได้ย้อนเล่าถึงช่วงเวลาวิกฤตของภัตตาคารจีน ‘พัลซอน’ แห่งโรงแรมชิลลา และความทรงจำอันลึกซึ้งกับ อีบยองชอล ผู้ก่อตั้งกลุ่มซัมซุง ผู้ล่วงลับ จนถึงขั้นได้ดูแลอาหารให้ อดีตประธานาธิบดีจีน เจียงเจ๋อหมิน
ในรายการ tvN ‘You Quiz on the Block’ ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 21 มกราคม
——————
ฮูด็อกจุกเปิดใจความยากลำบากใน ‘Culinary Class Wars 2’
ยูแจซอกกล่าวว่า
“ผมเคยได้กิน ‘พระกระโดดกำแพง หรือ พุลดอจัง (불도장)’ ที่เชฟทำมาก่อนนะครับ”


ทำให้ฮูด็อกจุกยิ้มและตอบอย่างเป็นกันเองว่า
“จำได้ด้วยเหรอครับ เหมือนจะเคยรับใช้หลายครั้งเหมือนกัน”
เมื่อพูดถึงการเปิดบัญชี SNS ได้ไม่นานนี้ ยูแจซอกถามว่า
“เริ่มใช้ชีวิตแบบคนดังแล้วหรือเปล่าครับ?”
ฮูด็อกจุกตอบอย่างเขิน ๆ ว่า
“ลูก ๆ บอกว่าผมควรลองดู เพราะพวกเขายังหนุ่มสาวกันอยู่”
เกี่ยวกับเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วม ‘Culinary Class Wars 2’ ฮูด็อกจุกเผยว่า
“ปกติผมไม่ค่อยออกสื่อ แต่มีการติดต่อชวนมาหลายครั้ง เลยลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายผมอยากให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ และอยากลองประสบการณ์ใหม่ในแบบของผมเอง เลยตัดสินใจมา”
ในรอบ การแข่งขันแบบทีม ฮูด็อกจุกมักรับบทบาทช่วยเหลือเหมือนน้องเล็กของทีม เขาอธิบายว่า
“หนึ่งทีมมี 7 คน ทุกคนเก่งและมีฝีมือกันหมด ทุกคนมีเทคนิคของตัวเอง ถ้าไม่มีใครคอยช่วยประสานงาน การแข่งขันแบบทีมจะไปต่อยากมาก ผมคิดว่าทีมเวิร์กสำคัญที่สุด เลยตั้งใจว่าจะช่วยทีมในทุกบทบาทที่จำเป็น”
เมื่อถูกถามถึงคำที่แฟน ๆ ใช้เรียกกันว่า ‘อุบัติเหตุฮูด็อกจุก’ เขาหัวเราะพร้อมพูดว่า
“ผมยังงงเลยว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น เพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองไปทำอะไรผิด”
พร้อมเสริมทัศนคติของตัวเองว่า
“ผมไม่เคยบอกว่าตัวเองเก่งที่สุด ต่อให้เก่งแค่ไหน ความแตกต่างของฝีมือก็แค่เส้นบาง ๆ สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือทัศนคติและความตั้งใจ”
สำหรับเมนู แครอทหลากหลายจาน ที่เขาทำในรอบเซมิไฟนอล ฮูด็อกจุกเผยว่า
“ผมไม่ได้เขียนไอเดียหรือวางแผนล่วงหน้าเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นตรงหน้า ทำจานหนึ่งเสร็จ ก็คิดได้ทันทีว่าจะทำจานต่อไปอะไรดี”

ที่น่าประทับใจคือ แม้จะเป็นเชฟระดับตำนาน เขายังคงไม่หยุดเรียนรู้
“ในชีวิตประจำวัน ผมชอบไปกับครอบครัว ไปต่อคิวร้านดัง กินไปก็เรียนรู้ไป ผมจะจดโน้ต ถ่ายรูป และศึกษาว่าเขาทำกันอย่างไร”
——————
‘ปรมาจารย์อาหารจีน’ ฮูด็อกจุกเผยเคยโดนรุ่นพี่ตบหน้า
เขาย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางเชฟของตัวเองตอนอายุราว 20 ปี ฮูด็อกจุกเผยว่า
“ผมเป็นลูกคนที่สี่จากพี่น้องหกคน หลังแม่เสียชีวิต พวกเราก็แยกย้ายกันไป มีคนรู้จักแนะนำว่า แทนที่จะย้ายบ้านเพื่อนไปเรื่อย ๆ มาฝึกวิชาที่นี่ดีกว่า อย่างน้อยก็ได้กินแฮมเยอะ ๆ ซึ่งสมัยนั้นแฮมถือว่าเป็นของหายากมาก”
ฮูด็อกจุกเล่าว่า เมื่อเข้าทำงานในครัว ช่วง 1 ปีแรก เขาแทบไม่ได้แตะการทำอาหารเลย
“ผมทำแต่เรื่องจุกจิก ทั้งทำความสะอาด ซักกางเกงใน เรียกว่าทำทุกอย่างที่ไม่ใช่การทำอาหาร”
ฮูด็อกจุกเล่าถึงชีวิตเด็กใช้ครัวในยุคนั้นว่า
“เวลาเชฟทำอาหาร เขาแค่ดูวัตถุดิบก็รู้แล้วว่าจะทำเมนูอะไร นั่นเป็นโลกของเชฟเท่านั้น แต่เด็กรับใช้ครัวอย่างพวกผม แค่ชื่ออาหารก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ”
เขาเล่าต่อว่า หากเผลอถามว่าอาหารจานนั้นคืออะไร
“ก็จะโดนด่าว่า ‘ไอ้เด็กนี่!’ แล้วก็โดนตีด้วยทัพพี ตอนนั้นมันเป็นเรื่องปกติมาก”
เมื่อพิธีกร ยูแจซอก ถามว่า เคยถูกตบหน้าด้วยหรือไม่ ฮูด็อกจุกยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ครั้งนั้นผมผิดจริง ๆ”
เขาอธิบายเหตุการณ์ว่า ขณะที่รุ่นพี่พักผ่อนกันอยู่ เขายังจัดการงานในครัวต่อ และมีพนักงานเสิร์ฟมาบอกว่า ลูกค้าสั่ง แทงซูยุก เพิ่ม
“ผมกลัวว่าจะโดนดุว่า ‘พักอยู่ทำไมมารบกวน’ เลยคิดว่าลองทำเองเงียบ ๆ ดีกว่า”
แต่ความตั้งใจกลับกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่
“ผมรีบทำแล้วเสิร์ฟไป แต่ลูกค้าร้องเรียนว่าเค็มเกินไป ปรากฏว่าผมใส่ เกลือแทนน้ำตาล เพราะทั้งสองอย่างเป็นสีขาวเหมือนกัน สุดท้ายก็โดนตบหน้าไปหนึ่งที”
ฮูด็อกจุกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ด้วยน้ำเสียงสงบและจริงใจ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมอันเข้มงวดในครัวสมัยก่อน และเส้นทางอันยากลำบากที่หล่อหลอมเขาให้กลายเป็นเชฟระดับตำนานในวันนี้

——————
ฮูด็อกจุกเผยเหตุผลเบื้องหลังภาพงานแต่งที่ฝั่งเจ้าสาวไม่มีแขกเลย
เชฟระดับตำนาน ฮูด็อกจุก เปิดเผยเรื่องราวความรักและการแต่งงานที่ไม่ธรรมดา หลังภาพงานแต่งของเขาถูกพูดถึงอย่างมาก เนื่องจาก ฝั่งเจ้าสาวไม่มีแขกมาร่วมงานเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อถูกถามถึงแรงผลักดันที่ทำให้เขายืนหยัดในเส้นทางเชฟมาอย่างยาวนาน ฮูด็อกจุกตอบโดยไม่ลังเลว่า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพลังใจจากภรรยาของผม”
เผยให้เห็นมุมของสามีผู้รักภรรยาอย่างสุดหัวใจ
เขาเล่าต่อว่า ในช่วงที่พบกับภรรยาใหม่ ๆ ครอบครัวฝ่ายภรรยา คัดค้านอย่างหนัก
“สมัยนั้น อาชีพเชฟผู้ชายถูกมองไม่ดีในสังคม เขาพูดกันว่า ‘ไม่มีงานทำแล้วถึงไปยืนทำกับข้าวในครัวหรือไง’”
เมื่อ ยูแจซอก ตั้งข้อสังเกตว่า จากภาพงานแต่งที่เผยแพร่ออกมา ไม่มีแขกฝั่งเจ้าสาวเลย ฮูด็อกจุกจึงอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เราตั้งใจจะแต่งงานกัน แต่ฝ่ายครอบครัวคัดค้านตลอด ตอนนั้นคนแทบไม่มองอาชีพเชฟด้วยซ้ำ ผมไปถามคนรอบข้าง ก็รู้มาว่า แม้ไม่มีความยินยอมจากพ่อแม่ ก็สามารถจดทะเบียนสมรสได้”
เขายังเล่าเพิ่มเติมว่า
“แม้ผมจะโอนสัญชาติมาเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน แต่การแต่งงานครั้งนั้นถือเป็น การแต่งงานแบบนานาชาติ เราสองคนรับผิดชอบกันและกันโดยไม่พึ่งใคร และก็ใช้ชีวิตร่วมกันมาได้ดีจนถึงทุกวันนี้”
เรื่องราวความรักของฮูด็อกจุก สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจที่กล้าหาญ ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นในกันและกัน ท่ามกลางอคติทางสังคมในยุคนั้น จนกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ชมจำนวนมาก

——————
อีบยองชอล ผู้ก่อตั้งซัมซุง ยังต้องเปลี่ยนใจเมื่อได้ชิมฝีมืออาหารของเขา
ฮูด็อกจุกเผยว่า หลังจากไปศึกษาการทำอาหารที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ปี เขาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเปิดร้านของภัตตาคารจีนแห่งใหม่ พัลซอน ของโรงแรมชิลลา
เป้าหมายของพัลซอนในขณะนั้นคือการก้าวขึ้นเป็น ภัตตาคารจีนอันดับหนึ่งของประเทศ และโค่นบัลลังก์ร้านดังอย่าง ‘โดวอน’ แห่งโรงแรมพลาซ่า แต่หลังเปิดดำเนินการมา 2 ปี พัลซอนยังไม่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำของวงการได้
ด้วยหลักการบริหารแบบ “ต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้น” อีบยองชอลจึงมีคำสั่งให้ ปิดกิจการภัตตาคารพัลซอน
ฮูด็อกจุกเล่าว่า
“ตอนนั้นผมเป็นรองหัวหน้าเชฟ และดูเหมือนหัวหน้าเชฟจะรับแรงกดดันไม่ไหว เขาจึงลาออก และผมก็ต้องขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟแทน”
ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบาก โอกาสที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ฮูด็อกจุกเผยว่า บุตรสาวคนโตของอีบยองชอล ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโรงแรม ได้ชิมอาหารของเขาและพูดว่า
“รสชาติอาหารเปลี่ยนไปแล้ว”
พร้อมแนะนำให้คุณพ่อกลับมาลองอีกครั้ง
ในตอนแรก อีบยองชอลตอบปฏิเสธว่า
“สั่งปิดไปแล้ว จะไปดูทำไม”
แต่ด้วยการโน้มน้าวอย่างต่อเนื่องของบุตรสาว เขาจึงตัดสินใจไปที่พัลซอน และหลังจากได้ชิมอาหารฝีมือของฮูด็อกจุกด้วยตัวเอง เขาก็ ยกเลิกคำสั่งปิดร้าน

ภาพ อีบยองชอล
ฮูด็อกจุกเล่าว่า
“หลังจากนั้น พัลซอนก็สามารถกลับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของวงการได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี”
นอกจากนี้ ฮูด็อกจุกยังเล่าว่า ในช่วงที่สุขภาพของอีบยองชอลทรุดลงจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ เขาถึงกับเดินทางไป จีนและญี่ปุ่น เพื่อค้นหาอาหารที่อาจช่วยเป็นยาได้
เขาอธิบายว่า
“มีอาหารที่เรียกว่า ‘ยาผสมอาหาร (ยัคซอน)’ คือการนำสมุนไพรมาใส่ในอาหารแล้วปรุงไปพร้อมกัน ท่านประธานมีปัญหาเกี่ยวกับปอด และเมื่อรับประทานอาหารไม่ได้ ก็ไม่สามารถทานยาได้ด้วย”
ฮูด็อกจุกเล่าว่า เขาพยายามตามหาร้านอาหารยัคซอนในจีน แต่พบว่าร้านส่วนใหญ่ย้ายไปญี่ปุ่น จึงต้องสืบหาข้อมูลอย่างยากลำบาก และเดินทางไปถึงที่นั่นด้วยตัวเอง
“ผมเข้าไปในฐานะลูกค้า แล้วพยายามถ่ายรูปอาหารด้วยกล้องฟิล์ม ผู้จัดการร้านก็มาไล่ผมออก”
เขากล่าวพร้อมหัวเราะ
เขาเล่าว่า ตนเองรออยู่หน้าร้านจนถึงเวลาเลิกงานของเชฟในตอน 4 ทุ่ม ก่อนจะอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ฟัง
“พอเป็นคนทำอาหารเหมือนกัน เขาก็เข้าใจ และให้ผมเข้าทางประตูหลังหลังร้านปิด พร้อมทำอาหารที่ผมอยากเรียนรู้ให้ดูด้วยตัวเอง”
จากประสบการณ์นั้น ฮูด็อกจุกได้นำสูตร ลูกแพร์นึ่งผงเทียนเป้ยมู่ กลับมาปรุงให้อีบยองชอล
“ผมเอาไปนึ่งให้ท่านทาน อย่างน้อยท่านก็พอทานได้บ้าง”
ทั้งนี้ ฮูด็อกจุกเคยดำรงตำแหน่ง เชฟใหญ่ภัตตาคารจีนพัลซอน แห่งโรงแรมชิลลา และเคยเป็นผู้บริหารฝ่ายอาหารของโรงแรมชิลลา

——————
ฝีมือถึงขั้นมัดใจเจียงเจ๋อหมินเหตุผลที่ปฏิเสธการทาบทามจากจีน คือคำเดียว… “ความภักดี”
ฮูด็อกจุกเล่าย้อนถึงปี 1994 ช่วงที่เจียงเจ๋อหมินเดินทางเยือนเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกว่า
“นั่นเป็นการเยือนเกาหลีครั้งแรกของผู้นำจีน หลังจากจีนกับเกาหลีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้เพียง 2 ปี เป็นครั้งแรกที่เราได้ต้อนรับแขก VIP จากจีนอย่างเป็นทางการ”
เขาเผยว่า
“ผมดูแลอาหารให้ท่านทุกมื้อ ดูเหมือนท่านจะชอบมาก เพราะถึงกับบอกว่าอร่อยกว่าที่จีนเสียอีก”
คำชื่นชมดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อจีนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ฮูด็อกจุกได้รับข้อเสนอมากมาย
“มีทั้งคำเชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์ และข้อเสนอให้ร่วมทำธุรกิจจากจีน”
อย่างไรก็ตาม เขาเลือก ปฏิเสธทุกข้อเสนอ
“ผมไม่รับทั้งหมดเลย เพราะมันคือความภักดีที่ผมมีต่อโรงแรมชิลลา ชิลลาเชื่อใจผม และให้โอกาสผมได้ยืนอยู่ตรงนี้ ผมจึงอยากตอบแทนบริษัท”
เขายังเผยความรู้สึกในฐานะเชฟว่า
“ผมเป็นเชฟคนแรกที่ก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับกรรมการ (ซังมู) ในบริษัทใหญ่ มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่าควรตอบแทนองค์กร”

ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน (แถวหน้าขวา) และภรรยา ในปี 1995
ทั้งนี้ ฮูด็อกจุกเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภัตตาคารจีน ‘พัลซอน’ แห่งโรงแรมชิลลา มายาวนานถึง 43 ปี และในปี 1994 เขาได้สร้างประวัติศาสตร์ในวงการโรงแรมเกาหลี ด้วยการเป็น เชฟคนแรกที่ได้รับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทใหญ่ ปัจจุบันเขาเป็นเชฟของภัตตาคารจีน โฮบิน (Hobin) โรงแรม Ambassador Seoul Pullman
ฮูด็อกจุก เกิดในปี 1949 ปัจจุบันอายุ 76 ปี และยังคงทำงานในวงการอาหารอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเขากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจากการเข้าร่วมรายการ ‘Culinary Class Wars 2’ และสามารถคว้าอันดับ TOP 3 มาครอง พิสูจน์ให้เห็นว่าฝีมือระดับตำนานของเขายังคงแข็งแกร่งไม่เสื่อมคลาย

เครดิตภาพ รายการ tvN ‘You Quiz on the Block’
