ยุนยอจอง (Youn Yuh Jung) พูดถึงเส้นทางในวงการบันเทิงตลอดหลายสิบปี รวมถึงรางวัลออสการ์ที่เธอเพิ่งได้รับ
2021-04-30 16:11:04
Advertisement
คลิก!!!

หลังจากสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการบันเทิงเกาหลี ด้วยการคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากผลงานภาพยนตร์เรื่อง  Minari ในงาน Academy Awards ครั้งที่  93 ในโอกาสน้ นักแสดงหญิงยุนยอจอง ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อพูดคุยกับนักข่าวเกาหลีซึ่งออกอากาศทางช่อง KBS 1TV



ยุนยอจองได้ชื่นชมผู้เข้าชิงคนอื่นในงานแถลงข่าวครั้งนี้ “ฉันยังคงงุนงงอยู่เลย ไม่คิดว่าตัวเองจะได้รางวัล ฉันอยากให้ Glenn Close ชนะ” เธอบอกว่าติดตามผลงานของ Glenn Close ที่แสดงไว้เมื่อปี 2000 “ฉันคิดว่าเธอยอดเยี่ยมมาก เธออายุเท่ากับฉัน และฉันอยากให้เธอชนะจริงๆ คนที่ร่วมงานใน Minari บอกว่าฉันสมควรได้รับมันแล้ว แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อพวกเขา อาจเป็นเพราะฉันมีชีวิตมานานแล้ว และผ่านการทรยศมามากมาย แต่ฉันก็ไม่ได้หมดหวังอะไรนะ”

เธอพูดถึงคำขึ้นรับรางวัลที่เฉียบคมของตัวเองว่า “ฉันไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่ฉันคิดว่าฉันน่าจะทำได้ดีกว่านั้น ตอนนั้นงงไปหมด”

ยุนยอจองบอกว่าเธอได้เจอกับ บงจุนโฮ ผู้กำกับที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขา Best Director, Best Picture, Best Original Screenplay และ Best International Film เมื่อปีที่แล้ว จากภาพยนตร์เรื่อง Parasite “บงจุนโฮได้ไปออสการ์ก่อนที่จะเริ่มมีการระบาดของ [COVID-19 ในสหรัฐฯ] เขาเลยได้ไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงานทั้งหมดของเขา” เธอพูดต่อ “แต่ปีนี้ ผู้เข้าชิงสามารถพาผู้ติดตามไปได้แค่คนเดียว แต่ฉันมีลูกชาย 2 คน คิดว่าพาไปคนเดียวคงไม่ได้ ฉันมีเพื่อนชื่อ อีอินอา ที่ทำงานกับฉันในหนังเรื่องนี้และช่วยเหลือฉันในแคมเปญของออสการ์ ลูกชายคนเล็กของฉันบอกว่าเธอสมควรได้ไปงานนี้กับฉันมากกว่าเขา” เธอยังเล่าอีกว่า อีอินอา ซึ่งรับหน้าที่โปรดิวเซอร์ เป็นคนที่เสนอให้มอบบทใน Minari ให้กับ ยุนยอจอง

ยุนยอจองบอกว่า “ฉันตัดสินใจร่วมงานกับ Minari ก็เพราะว่าเพื่อนแนะนำมากกว่าสนใจตัวบทเสียอีก พออายุ 60 ฉันเริ่มเปลี่ยนวิธีเลือกโปรเจคของตัวเอง ก่อนจะอายุ 60 ฉันจะคิดคำนวณเกี่ยวกับมัน แต่พออายุ 60 ฉันให้สัญญากับตัวเองว่า ถ้าพวกเขาเป็นคนดี ถ้าฉันเชื่อใจโปรดิวเซอร์ที่เสนอบทมาให้ฉัน ฉันก็จะทำมัน ตั้งแต่นั้น ฉันก็ตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแสนหรูหรา ชีวิตหรูหราก็คือการใช้ชีวิตโดยสามารถตัดสินใจเองได้ว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร”

เธอพูดต่อ “ฉันอ่านบท (เรื่องอื่นๆ) มาเยอะมากก่อนหน้านี้ ฉันเลยรู้ว่าอะไรคือสมจริง หรือไม่สมจริง Minari เป็นเรื่องที่บริสุทธิ์ ซื่อตรง และเป็นความจริงมาก ไม่ใช่เรื่องที่ใช้เทคนิคการเขียนที่คมคาย แต่เป็นการเขียนออกมาจากใจ”

ตอนขึ้นรับรางวัล ยุนยอจองได้พูดถึง Lee Isaac Chung ผู้กำกับของเรื่อง Minari รวมถึง คิมกียอง ผู้กำกับผู้ล่วงลับ เธอบอกว่า “ฉันได้เจอเขาตอนอายุประมาณ 20 ฉันรู้สึกเสียใจที่ฉันเริมรู้สึกขอบคุณเขามากแค่ไหนตอนที่ฉันอายุ 60 แล้ว ก่อนหน้านั้น ฉันไม่รู้เลย ฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่แปลก คนบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แต่เขาเป็นคนที่รับมือยากสำหรับฉัน”

เธอพูดต่อ “ฉันเจอคิมกียองตอนที่อายุยังน้อย และได้มาเจอ Lee Isaac Chung ตอนที่แก่แล้ว Lee Isaac Chung อายุน้อยกว่าลูกชายฉันเสียอีก แต่ความนิ่งสงบและความสามารถในการจัดการคนจำนวนมากของเขาไม่ธรรมดาเลย เขาสามารถจัดการผู้คนด้วยบุคลิกที่นิ่งสงบโดยไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกอับอายหรือบังคับพวกเขา เขาเคารพผู้คนในขณะที่บอกคำสั่ง”

“ฉันมีเพื่อนหลายคน และทุกคนบอกฉันว่า Lee Isaac Chung เป็นผู้กำกับคนเดียวที่ฉันไม่บ่นว่าเขาทำผิดพลาดอะไร” เธอพูดต่อ “เขาเป็นคนเกาหลี-อเมริกัน เขามีความเป็นเกาหลี และเติบโตที่สหรัฐฯ และเติบโตเป็นคนที่ได้รับการขัดเกลามาอย่างดี ฉันรู้สึกได้ถึงความหวังตอนที่เจอเขา ถึงแม้เขาจะอายุ 43 ปี แต่ฉันเคารพก็เขา”


ยุนยอจองยังได้พูดถึงเรื่องที่เธอคิดว่าจะทำอาชีพนักแสดงต่อไปเท่าที่เป็นไปได้ “มันจะไม่จบลงแค่ฉันชนะออสการ์” เธอบอก “มีเรื่องที่ฉันสาบานไว้มานานแล้ว พออายุมากขึ้น การจำบทก็ยากขึ้น ฉันไม่อยากจะเป็นภาระให้คนอื่น ฉันเลยจะทำงานนี้ไปจนกว่าฉันจะสามารถทำมันได้โดยไม่รู้สึกเป็นภาระของใคร ฉันคิดอยู่บ่อยๆว่า อยากตายตอนที่ยังทำงานนี้อยู่เหมือนกัน”

ยุนยอจองยังได้พูดถึง Brad Pitt ที่ทำหน้าที่ประกาศรางวัลของเธอ และเธอได้พูดถึงเขาในคำรับรางวัลด้วยเช่นกัน “เขาเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง ฉันเลยบอกเขาว่ามีคนมากมายในเกาหลีที่ชอบเขา และเขาควรมาที่นี่” Brad Pitt เป็นซีอีโอของบริษัท Plan B Entertainment ผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง Minari “ฉันแนะนำเขาว่าเขาควรจะลงทุนเงินมากกว่านี้ในโปรเจคหน้า” เธอเล่าต่อ “เขาบอกว่าเขาจะมาเกาหลีแน่นอน ฉันไม่เชื่อคำคนอเมริกันหรอก พวกเขาพูดจาประดิษฐ์คำเกินไป เขาบอกฉันว่าเขาเคารพฉันและทุกคน แต่ฉันเป็นพวกที่ไม่ค่อยเชื่อคำพูดคนอื่นง่ายๆ”

เธอปิดท้ายว่า “ฉันพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่านักกีฬาทีมชาติรู้สึกอย่างไร ฉันไม่มีแผนเลยตอนที่ฉันถ่ายทำภาพยนตร์ แต่ผลสุดท้ายมันออกมาเป็นแบบนี้ ฉันกังวลว่าจะเป็นอย่างไรถ้าฉันไม่ชนะ ในขณะที่มีหลายคนสนับสนุนฉัน แค่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงก็ถือเป็นเกียรติแล้ว ฉันเข้าใจว่านักกีฬารู้สึกอย่างไร นักฟุตบอลที่แข่งใน 2002 World Cup รู้สึกอย่างไร มันคงวุ่นวาย กระสับกระส่ายมากในเวลานั้น ฉันเข้าใจแล้วว่านักกีฬา ยูนา คิม เผชิญกับความยากลำบากขนาดไหน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเผชิญกับความเครียดแบบนี้ มันเลยไม่สนุกเลยสำหรับฉัน”

ที่มา ( 1 )

 


.



Latest





เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ “นโยบายการใช้คุกกี้”   ยอมรับ   นโยบายการใช้คุกกี้ X