BOYS II PLANET

ต่างจากโปรเจกต์กรุ๊ปก่อนหน้านี้อย่าง Wanna One ที่มีสัญญา 1.5 ปี และ ZEROBASEONE ที่มีสัญญา 2.5 ปี ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดเลือกใน “Boys II Planet” ต้องเผชิญกับสัญญายาวถึง 5+1 ปี โดย 5 ปีแรกคือช่วงเวลาการโปรโมตที่บังคับใช้ ส่วน “+1” ปีที่เพิ่มเติมเข้ามา คือข้อกำหนดให้ต้องปล่อยซิงเกิ้ลอีกหนึ่งชุดและจัดการแสดงพิเศษ ซึ่งเท่ากับเป็นการผูกมัดกับ CJ ENM เป็นเวลารวม 6 ปีเต็ม

ตามสัญญาที่ Dispatch ได้มา สมาชิกต้องเดบิวต์ภายใต้ WAKEONE (บริษัทในเครือ CJ) และอยู่ภายใต้การดูแลบริหารจัดการของบริษัทนี้เพียงเจ้าเดียวตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แม้แต่ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบในรอบไฟนอลก็ไม่พ้นข้อผูกมัด เพราะ CJ ENM สงวนสิทธิ์ในการเซ็นสัญญาบริหารจัดการพิเศษกับพวกเขา และสามารถจัดตั้งกรุ๊ปอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม

นักวิจารณ์มองว่าสิ่งนี้ขัดแย้งกับท่าทีสาธารณะที่ CJ ENM ประกาศไว้ว่า “มอบโอกาสให้ศิลปินที่มีความสามารถ” และ “ร่วมมือกับเอเจนซีเล็ก ๆ” ตรงกันข้าม สัญญากลับสะท้อนถึงกลยุทธ์ที่รุกคืบเพื่อผูกขาดวงการ โดยใช้แพลตฟอร์มการออกอากาศของตัวเองเพื่อดึงดูดและควบคุมศิลปินแทบจะตลอดวงจรชีวิตการเป็นไอดอล

วงในของอุตสาหกรรมชี้ว่า ระยะเวลา 6 ปีนั้นถือเป็นช่วงวิกฤตของเส้นทางอาชีพไอดอล โดยมักถูกเรียกว่า “คำสาป 7 ปี” เพราะความยากลำบากในการรักษาความนิยมไว้ได้ยาวนาน “มันแทบจะเหมือนกับการพูดว่า ‘ส่งเด็กฝึกมาให้เรา แล้วเราจะเก็บไว้จนกว่าพวกเขาจะหมดไฟ’” ตัวแทนจากเอเจนซีหนึ่งให้ความเห็น

หากดีลลักษณะนี้ถูกนำไปใช้กับ IZ*ONE ความสำเร็จที่โดดเด่นอย่าง LE SSERAFIM, IVE หรือศิลปินเดี่ยวอย่าง โจยูริ, ชเวเยนา, ควอนอึนบี และคิมมินจู อาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้

เมื่อ CJ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ในธุรกิจวัฒนธรรมภายใต้สโลแกน Only One คำถามจึงเกิดขึ้นว่า คำว่า “Only One” นี้หมายถึงนวัตกรรม หรือแท้จริงแล้วคือการผูกขาด?

ที่มา daum