BTS

โดย Pyo Kyung-min | 3 เมษายน 2026

กระแสการใช้ภาษาอังกฤษในเพลง K-pop กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความพยายามของวงการที่จะขยายอิทธิพลสู่ตลาดโลก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามสำคัญว่า ความเป็น “เกาหลี” (Koreanness) ของ K-pop กำลังลดลงหรือไม่

หลังจาก บีทีเอส (BTS) กลับมาพร้อมอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 “ARIRANG” ซึ่งใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเกาหลีอย่างเข้มข้น ทั้งภาพลักษณ์ แนวดนตรี และเวทีคัมแบ็กที่จัตุรัสกวางฮวามุน สิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้ตัวเพลง คือสัดส่วนเนื้อร้องภาษาอังกฤษที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในสารคดี Netflix ที่เกี่ยวข้องกับอัลบั้มนี้ อาร์เอ็ม (RM) หัวหน้าวงได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษจำนวนมาก โดยตั้งคำถามว่า โปรเจกต์ที่เน้นอัตลักษณ์เกาหลีจะยังคง “ความแท้จริง” ได้หรือไม่ หากเนื้อเพลงจำนวนมากไม่ได้ใช้ภาษาเกาหลี ขณะที่ ชูก้า (SUGA) ก็เสนอให้เพิ่มเนื้อร้องภาษาเกาหลีมากขึ้น แต่ผู้บริหารค่ายเพลงมองว่า การเข้าถึงผู้ฟังทั่วโลกคือสิ่งสำคัญ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับ BTS เพียงวงเดียว ศิลปิน K-pop หลายวง เช่น แบล็กพิงก์ (BLACKPINK) รวมถึงศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมาก ต่างปล่อยเพลงที่มีเนื้อร้องภาษาอังกฤษเป็นหลัก หรือทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเหตุผลเชิงธุรกิจมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากเนื้อร้องภาษาอังกฤษช่วยให้ผู้ฟังในอเมริกาและยุโรปเข้าใจได้ทันที เพิ่มโอกาสในการติดชาร์ตระดับโลกอย่าง Billboard Hot 100 โดย Grace Kao ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัย Yale ระบุว่า แม้แฟนเพลงอเมริกันจำนวนมากจะชื่นชอบ K-pop ที่คงความเป็นเกาหลี แต่เพลงที่มีภาษาอังกฤษและท่อนฮุกที่เหมาะกับ TikTok มักมีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดสหรัฐมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ดนตรี Kim Seong-dae เตือนว่า หากขาดภาษาเกาหลี คำว่า “K” ใน K-pop ก็อาจสูญเสียความหมาย โดยมองว่าการเพิ่มภาษาอังกฤษสะท้อนตรรกะทางธุรกิจมากกว่าความจำเป็นทางศิลปะ

ขณะเดียวกัน ตัวอย่างความสำเร็จระดับโลกของเพลงภาษาเกาหลีก็ยังมีให้เห็น เช่น “Life Goes On” ของ BTS ที่ขึ้นอันดับ 1 Billboard Hot 100 ในปี 2020 และ “Gangnam Style” ของ ไซ (PSY) ที่โด่งดังทั่วโลกจากเอกลักษณ์วัฒนธรรมเกาหลี

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าผู้ฟังต่างชาติไม่ได้หลีกเลี่ยงภาษาเกาหลี แต่กลับสนใจเรียนรู้มากขึ้น โดย Duolingo รายงานว่าจำนวนผู้เรียนภาษาเกาหลีในสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 22% ในปีที่ผ่านมา และจำนวนผู้สมัครสอบ TOPIK (Test of Proficiency in Korean) ก็ทะลุ 500,000 คนเป็นครั้งแรก

ในขณะนี้ K-pop ยังคงสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตระดับโลกและอัตลักษณ์วัฒนธรรม แต่เมื่อภาษาอังกฤษเริ่มกลายเป็น “มาตรฐาน” คำถามเกี่ยวกับทิศทางของ K-pop ในอนาคตก็อาจยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น