Nana

นักร้อง–นักแสดง นานะ ถูกชายผู้ก่อเหตุบุกปล้นบ้านพักยื่นฟ้องกลับในข้อหา “พยายามฆ่า” ล่าสุดผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมขังอยู่ ได้ส่งจดหมายจากเรือนจำจำนวน 5 ฉบับ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตน

ตามรายงานของรายการ Crime Chief ทาง JTBC เมื่อวันที่ 2 มกราคม ระบุว่า ผู้ต้องหา (นามสมมติ A) ถูกควบคุมตัวในเรือนจำ และส่งจดหมายผ่านคนรู้จักเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว A บุกเข้าไปในบ้านของนานะที่เมืองกูรี จังหวัดคยองกี ด้วยการปีนบันไดเข้าทางระเบียงพร้อมพกอาวุธมีด โดยระหว่างเกิดเหตุได้บีบคอแม่ของนานะ ทำให้เธอกรีดร้องจนปลุกนานะให้ตื่นและเกิดการต่อสู้กัน ต่อมา ตำรวจวินิจฉัยว่าการกระทำของนานะและแม่เข้าข่าย การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย และ A ถูกจับกุมในข้อหาชิงทรัพย์ทำร้ายร่างกาย ก่อนจะกลับคำให้การและยื่นฟ้องนานะในข้อหาพยายามฆ่า

ในจดหมาย A อ้างว่า ขณะเข้าไปในบ้าน “ไม่ได้เตรียมอาวุธล่วงหน้า” โดยระบุว่าได้วางกระเป๋าไว้ด้านนอกระเบียง สวมเพียงถุงมือและเฮดเซ็ตเท่านั้น และยืนยันว่าเป้าหมายคือการลักทรัพย์ ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร เขากล่าวว่า

“การปะทะกันไม่ได้เตะหรือต่อยตี เพียงแค่กอดรัดแม่ของนานะเพื่อไม่ให้ขยับตัว”

A ยังอ้างอีกว่า นานะพยายามใช้มีดที่อยู่ในบ้านแทงเขา แต่เขาหลบได้และถูกแทงบริเวณระหว่างหูกับคอ ลึกประมาณ 7 เซนติเมตร พร้อมย้ำว่า

“ตั้งแต่พบหน้านานะครั้งแรก ผมไม่เคยแตะต้องร่างกายของเธอแม้แต่ปลายขน และหลังถูกแทงก็ยังถูกทำร้ายอีก”

อย่างไรก็ดี ตำรวจยืนยันข้อเท็จจริงตรงกันข้าม โดยระบุว่า A พกอาวุธมีดในฝัก บุกเข้าไปในบ้าน และหลังเข้ามาได้ผลักแม่ของนานะจนล้ม ก่อนบีบคอจนหมดสติ ระหว่างที่นานะพยายามควบคุมตัวและแย่งอาวุธ ผู้ต้องหาไม่ยอมปล่อยมีด จึงเกิดการต่อสู้ร่างกายขึ้น เจ้าหน้าที่ชี้ชัดว่า ข้อกล่าวอ้างว่า A ถูกนานะทำร้าย “ไม่เป็นความจริง”

A ยังอธิบายเหตุผลที่เปลี่ยนคำให้การ โดยอ้างว่า ตอนแรกยอมรับสารภาพทั้งหมด แต่ภายหลังเพราะต้องการเงินค่ารักษาแม่ และหลังถูกควบคุมตัว นานะได้เสนอให้

“ถ้าให้การกับตำรวจว่าบุกเข้ามาพร้อมอาวุธ จะให้เงิน 40 ล้านวอน”

เขาอ้างว่าเชื่อคำพูดดังกล่าวและให้การตามที่ตกลงกัน แต่เมื่อถูกส่งเข้าเรือนจำและทราบว่านานะกับแม่ยื่นใบรับรองแพทย์ จึงตัดสินใจเขียนจดหมายเพื่อ “เปิดเผยความจริง”

ด้านทีมงานรายการ Crime Chief ระบุว่า ฝั่งนานะปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง ยืนยันว่า ไม่เคยเสนอเงินหรือพูดถึงอาวุธ ตรงกันข้าม ผู้ต้องหาเป็นฝ่ายขอร้องไม่ให้แจ้งตำรวจ โดยแม่ของนานะเคยลังเลจะยอม แต่สุดท้ายนานะเป็นผู้ตัดสินใจแจ้งความ

ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่าการฟ้องกลับในข้อหาพยายามฆ่าอาจเป็นกลยุทธ์ทางคดี เพื่อสร้างข้อถกเถียงเรื่องการป้องกันตัวและลดโทษในชั้นศาล บางฝ่ายยังคาดเดาว่าผู้ต้องหาอาจเรียนรู้วิธีดังกล่าวจากผู้ต้องขังรายอื่น

ด้านต้นสังกัดของนานะออกแถลงการณ์ยืนยันว่า

“คดีนี้ผ่านการสอบสวนอย่างละเอียด และข้อเท็จจริงของอาชญากรรมได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน ผู้ก่อเหตุไม่มีท่าทีสำนึกผิด และยังอาศัยสถานะคนดังของผู้เสียหายก่อให้เกิดความเสียหายซ้ำซ้อน”

พร้อมย้ำว่า

“จะไม่มีการยอมความ และจะดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาอย่างถึงที่สุด”


Nana Afterschool

ด้าน นานะ โพสข้อความลงใน ig ส่วนตัวของเธอว่า

“ฉันเพิ่งมาทราบเรื่องเมื่อไม่นานนี้ว่า ถูกฟ้องร้องมาตั้งแต่ระยะหนึ่งแล้ว
ฉันรู้เรื่องนี้ในช่วงเวลาที่สภาพจิตใจของฉันกำลังย่ำแย่อยู่พอดี และกำลังพยายามฝืนก้าวผ่านมันไปให้ได้

เมื่อวันงานแฟนมีตติ้งที่ถูกกำหนดไว้ใกล้เข้ามา ฉันใช้เวลานานมากกับความกังวล พยายามตั้งสติ และประคองหัวใจรวมถึงจิตใจที่สั่นคลอนและอ่อนล้าให้มั่นคง ฉันพยายามอย่างดีที่สุดที่จะโฟกัสกับเวลาที่มีอยู่ เพื่อดึงตัวเองกลับมายืนให้ได้อีกครั้ง

ฉันไม่อยากผิดสัญญาที่ให้ไว้กับแฟน ๆ เพราะเหตุการณ์นี้
ฉันอยากฟื้นตัวให้เร็วที่สุด และกลับไปพบทุกคนอีกครั้งในสภาพที่แข็งแรงและมั่นคง
โชคดีที่การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพัก ช่วยให้ฉันกลับมามีพลังขึ้นบ้าง

ในที่สุด ฉันก็สามารถจัดงานแฟนไซน์ได้อย่างที่หวังไว้ และนั่นทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณและมีความสุขมาก
ฉันสามารถรักษาสัญญาไว้ได้ และเมื่อได้พบกับแฟน ๆ ฉันรู้สึกว่าทุกคนกำลังสนุกกับช่วงเวลานั้นอย่างแท้จริง โดยไม่ได้เอาแต่กังวล
วันนั้นจึงกลายเป็นวันที่พิเศษสำหรับพวกเราทุกคน

จากประสบการณ์ครั้งนี้ ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย
และก็รู้สึกได้ว่า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉันกำลังทำได้ดีมากในการก้าวข้ามทุกอย่างเหล่านี้

แต่อีกด้านหนึ่ง ฉันก็คิดว่า
การที่ฉันอยากมองโลกและผู้คนในแง่ดี อยากเชื่อใจพวกเขา มันเป็นความโลภของฉันหรือเปล่า
แต่ทำไมสิ่งนั้นถึงต้องเรียกว่า “ความโลภ” ด้วยล่ะ
ทุกครั้งที่คิดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกสับสน
ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
อนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และหลายครั้งก็ไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้

หลังจากคิดทบทวนอย่างหนัก ฉันก็ได้ข้อสรุปว่า
ถึงแม้ฉันจะพยายามไม่คาดหวัง สุดท้ายฉันก็ยังคงมีความคาดหวังอยู่ดี
แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ควรเชื่อใจ ฉันก็ยังอยากจะเชื่อ
ฉันคิดว่านั่นคงเป็นตัวตนของฉันเอง
ดังนั้น แทนที่จะปฏิเสธตัวเอง ฉันเลือกที่จะยอมรับและเข้าใจตัวเองในแบบที่เป็น
แต่เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บปวดซ้ำอีก ฉันจำเป็นต้องมองทุกอย่างอย่างรอบคอบมากขึ้น

สถานการณ์ที่ไร้สาระเช่นนี้ ยังคงเกิดขึ้นอยู่ และฉันก็ต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้
ฉันหวังจริง ๆ ว่าสิ่งเลวร้ายแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
แต่หากมันเกิดขึ้นอีก ฉันอยากจะสามารถมองเห็นผิดถูกอย่างเป็นกลาง เพื่อที่จะไม่ต้องเจ็บปวดมากเหมือนเดิม

นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดในช่วงชีวิตตอนนี้
ฉันจะไม่ล้มลง และจะไม่หวั่นไหว
ไม่ต้องกังวลเรื่องของฉันมากเกินไปนะคะ และขอโทษหากสถานการณ์นี้ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจโดยไม่จำเป็น

ฉันจะจัดการแก้ไขเรื่องนี้ให้เรียบร้อย
ดังนั้นขอให้เชื่อใจฉัน และไม่ต้องกังวลนะคะ

แม้การพูดเรื่องแบบนี้ตั้งแต่ต้นปีใหม่อาจฟังดูเศร้า
แต่ฉันหวังว่าทุกคนจะไม่มองเรื่องนี้ในแง่ที่ไม่ดี
ฉันจะรู้สึกขอบคุณมาก หากทุกคนมองมันในมุมบวก
ในฐานะการเติบโตของตัวฉันเอง

ฉันหวังว่าความรู้สึกที่จริงใจของฉัน จะถูกถ่ายทอดไปถึงทุกคนอย่างถูกต้อง”

ที่มา (1)