Lee Joo Bin

นักแสดงสาว อีจูบิน (Lee Joo Bin) เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับช่วงเวลายาวนานในวันที่ยังไร้ชื่อเสียง รวมถึงความกังวลที่ยังคงอยู่ แม้วันนี้จะประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม

ในรายการของ SBS “Sunim & Sonim: Soul Trip in India” ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พระอาจารย์ พอมจอง (Beopjeong) ได้พูดคุยและให้คำปรึกษาแก่เธอเกี่ยวกับชีวิตและความกังวลส่วนตัว

ระหว่างนั่งรถไฟด้วยกัน พระอาจารย์ถามถึงวัยเด็กของเธอ ทำให้อีจูบินเริ่มเปิดใจอย่างระมัดระวัง

เธอกล่าวว่า
“พูดตามตรง ฉันแทบจำวัยเด็กตัวเองไม่ได้เลย”

ก่อนเล่าว่า
“ฉันเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ตั้งแต่สมัยม.ต้น เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายเรื่องเรียน ตอนอายุ 21 แม่กับน้องย้ายไปอเมริกาเพราะญาติฝั่งแม่อยู่ที่นั่น ส่วนพ่อก็ไปทำงานโรงงาน สุดท้ายฉันเลยต้องอยู่คนเดียว ฉันใช้ชีวิตมาพร้อมความกังวลมาตลอด”

อีจูบินยังเผยอีกว่า เธอเพิ่งได้เริ่มต้นอาชีพนักแสดงจริง ๆ ตอนอายุ 30 หลังใช้เวลานานถึง 10 ปีในการพยายามเข้าสู่วงการ

เมื่อพระอาจารย์บอกว่าเคยคิดว่าเธอเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก อีจูบินจึงตอบว่า
“10 ปีที่ผ่านมา ฉันแค่พยายามจะเป็นนักแสดงเท่านั้นเอง”

เธอเล่าว่า เคยเดินสายออดิชันละครเวที หนังสั้น และหนังอินดี้นับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยได้รับบทเลย

“หลัง ๆ ฉันอดทนด้วยความคิดว่า ‘ถ่ายอีกสักงานแล้วค่อยเลิกก็ได้’”

อีจูบินกล่าวต่อว่า
“ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิศหรือแต่งงาน ฉันก็บอกตัวเองให้ทนอีกแค่ปีสองปี จนในปีที่ 10 ในที่สุดก็ได้แสดงโปรเจกต์ดี ๆ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยหยุดทำงานอีกเลย”

อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าความกลัวยังคงตามมา แม้จะประสบความสำเร็จแล้ว

“ฉันกลัวมากว่างานจะหายไป กลัวพลาดทุกโอกาส เลยวิ่งต่อไม่หยุด”

เมื่อพูดถึงความกังวลในปัจจุบัน อีจูบินเผยว่า
“เมื่อก่อนฉันกังวลแม้กระทั่งค่าโทรศัพท์ และไม่สามารถสั่งอาหารเดลิเวอรีที่อยากกินได้ตามใจ แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้กังวลเรื่องนั้นมานานแล้ว”

“แต่ถึงจะได้ใช้ชีวิตแบบที่เคยฝันไว้ มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเติมเต็มแบบสุด ๆ หรือทำให้ความกังวลหายไปทั้งหมด”

อีจูบินถามว่า
“ฉันต้องทำอะไรถึงจะมีความสุข? ฉันควรต้องการอะไร?”

ด้านพระอาจารย์พอมจองตอบว่า
“อย่าพยายามค้นหาว่าเราต้องการอะไร เพราะสิ่งที่เราอยากได้เปลี่ยนไปตลอดเวลา เมื่อมัวแต่ค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ สุดท้ายก็จะไม่พบคำตอบ”

จากนั้นท่านได้พูดถึงหนังสือ “Hope for the Flowers” พร้อมอธิบายว่า
“ต่อให้เอาชนะผู้คนมากมายและขึ้นไปถึงจุดสูงสุด สิ่งที่เหลืออยู่ก็อาจเป็นเพียงความว่างเปล่า”

พร้อมแนะนำให้อีจูบินใช้เวลาเงียบ ๆ เพื่อทบทวนและมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง

พระอาจารย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า
“เมื่อรู้สึกกังวล ก็ไม่จำเป็นต้องรีบกำจัดมัน แค่ยอมรับว่า ‘ตอนนี้ฉันกำลังกังวลอยู่’ ก็พอ ลองเฝ้ามองจิตใจตัวเองในช่วงเวลานั้นอย่างสงบ การมีจิตใจที่มั่นคงเหมือนผืนน้ำที่นิ่งสงบ นั่นคือการรู้จักตนเอง”

และยังกล่าวว่า
“หลายครั้งคนอื่นอาจรู้จักตัวเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเอง แต่ถ้าเราฝึกมองตนเองและควบคุมจิตใจได้ ข้อเสียของเราก็จะไม่ปรากฏชัดต่อสายตาคนอื่น อีกทั้งคุณงามความดีที่สะสมอย่างเงียบ ๆ จะย้อนกลับมาหาเราเอง”

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ไม่ควรทำร้ายหรือตำหนิตัวเองมากเกินไป แต่ควรโฟกัสกับการเข้าใจสภาพจิตใจของตัวเองในปัจจุบัน

ที่มา (1)