Lee Dong Wook

อีดงอุค (Lee Dong Wook) เปิดใจถึงเส้นทางการทำงานอันยาวนานในวงการบันเทิง โดยเผยว่า แม้จะทำงานมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 3 ทศวรรษ แต่เขาไม่เคยประสบกับภาวะหมดไฟ (Burnout) พร้อมแบ่งปันมุมมองการใช้ชีวิตที่ว่า เมื่อคนเราเกิดมาแล้วก็ควรลงมือทำอะไรบางอย่างต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

นักแสดงวัย 45 ปี ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในปี 1999 หลังคว้ารางวัลจากการประกวดนายแบบ ก่อนจะมีผลงานโดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ School, My Girl, Scent of a Woman และ Goblin

ต่อมา อีดงอุค ได้ขยายขอบเขตการแสดงด้วยผลงานแนวดราม่าและระทึกขวัญมากขึ้น ทั้ง Strangers from Hell, ซีรีส์ Tale of the Nine Tailed รวมถึงซีรีส์แอ็กชั่นของ Disney+ เรื่อง A Shop for Killers ซึ่งปัจจุบันเขากำลังกลับมารับบทเดิมอีกครั้งในซีซันที่ 2

แม้จะมีผลงานประสบความสำเร็จมากมาย แต่ อีดงอุค ยืนยันว่า เขาไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของวงการ “ผมไม่คิดว่าตัวเองอยู่ในจุดสูงสุดนะครับ บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมทำงานมาได้ยาวนานขนาดนี้”

เมื่อถูกถามว่า ใครคือคนที่เขามองว่าเป็น “ซูเปอร์สตาร์ตัวจริง” อีดงอุค ตอบติดตลกว่าเป็น ยูแจซอก (Yoo Jae Suk) “สำหรับผม ซูเปอร์สตาร์คือ ยูแจซอก ครับ เขาเป็นคนที่เชื่อมโยงกับผู้ชมได้ทุกช่วงวัย และเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ ถ้าไม่ถึงระดับของ แจซอก ผมก็ไม่คิดว่าควรใช้คำว่า ‘ซูเปอร์สตาร์’ ง่าย ๆ ครับ”

อีดงอุค เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้เขาอยู่ในวงการมาได้นาน ไม่ใช่พรสวรรค์หรือชื่อเสียง แต่คือความสม่ำเสมอในการทำงาน “ผมแค่ทำงานของตัวเองอย่างต่อเนื่องและตั้งใจมาตลอด ผมแทบไม่เคยหยุดพักนาน ๆ ผู้ชมจึงคุ้นเคยกับการได้เห็นผมอยู่เสมอ อีกอย่างผมก็ไม่คิดว่าตัวเองเคยทำอะไรที่ทำให้ผู้ชมหมดศรัทธาครับ”

จากนั้น นักแสดงหนุ่มได้พูดถึงมุมมองเกี่ยวกับภาวะหมดไฟ โดยเชื่อว่าการหยุดนิ่งอาจยิ่งทำให้สภาพจิตใจแย่ลง “เวลาคนเราไม่ได้ทำงาน ก็อาจสูญเสียพลังในการใช้ชีวิตได้ สำหรับผม ไม่เคยรู้สึกหมดไฟเลยนะครับ เพราะถ้าคุณเอาแต่เก็บตัวอยู่บ้าน ไม่พบปะผู้คน ความรู้สึกแย่ ๆ ก็อาจยิ่งหนักขึ้น ดังนั้นในช่วงเวลาแบบนั้น ผมคิดว่าควรลุกขึ้นเคลื่อนไหวให้มากกว่าเดิมครับ”

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ทัศนคติดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนที่หลงใหลการทำงานจนเกินไป “ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนที่รักการทำงานมากเป็นพิเศษนะครับ ผมแค่คิดว่า เมื่อคนเราเกิดมาแล้ว ก็ควรทำอะไรสักอย่างต่อไปเรื่อย ๆ บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ค่อยได้หยุดพักครับ”

อีดงอุค ยังเผยอีกว่า เวลาพิจารณาเลือกรับงาน เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริมาณเวลาที่ตัวละครปรากฏบนหน้าจอ

ก่อนหน้านี้ เขาเคยรับเชิญพิเศษในภาพยนตร์ Harbin และยังคงเลือกบทบาทที่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ “ผมไม่ได้สนใจว่าบทจะออกหน้าจอมากหรือน้อย ถ้าเรื่องโดยรวมดี หรือแม้ตัวละครของผมจะมีช่วงเวลาที่โดดเด่นเพียงฉากเดียว ผมก็ไม่คิดว่าขนาดของบทเป็นเรื่องสำคัญครับ”

เขากล่าวต่อว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้สึกที่อยากท้าทายตัวเองกับตัวละครใหม่ ๆ หรือแนวการแสดงที่ไม่เคยลอง นั่นคือเกณฑ์หลักในการเลือกงานของผมครับ”

นอกเหนือจากงานแสดง อีดงอุค ยังสร้างชื่อเสียงในสายวาไรตี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับหน้าที่พิธีกรรายการ Produce X 101, การมีรายการทอล์กโชว์ของตัวเอง Because Lee Dong Wook Wants to Talk รวมถึงการเป็นแขกรับเชิญประจำในรายการออนไลน์ยอดนิยม Pinggyego 

เขาเผยว่า เหตุผลที่ยังคงรับงานวาไรตี้ก็เพราะชื่นชอบการทำให้ผู้คนหัวเราะอย่างแท้จริง “ตอนนี้ผมกำลังเข้าสู่ช่วงปลายวัย 40 แล้ว และยิ่งรู้สึกว่าความสนุกกับเสียงหัวเราะเป็นสิ่งสำคัญ ชีวิตคนเรามีแค่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นก็ควรใช้ชีวิตให้มีความสุขไม่ใช่เหรอครับ อีกอย่าง ผมก็ไม่คิดว่าการออกรายการวาไรตี้จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของผมมากนักครับ”

แม้เขาจะยอมรับว่าอยากกลับมาทำรายการทอล์กโชว์อีกครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าการเป็นพิธีกรยากกว่าที่คิดไว้มาก “พูดตามตรง ผมอยากทำรายการทอล์กโชว์อีกนะครับ แต่พอเคยทำแล้วถึงรู้ว่ามันยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการหาจุดสมดุลว่าจะเน้นความสนุกหรือสาระดีครับ”

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า พิธีกรยังต้องรับมือกับประเด็นอ่อนไหวในสังคมอย่างระมัดระวัง และต้องศึกษาข้อมูลใหม่ ๆ ของแขกรับเชิญทุกคนในแต่ละสัปดาห์ “ผมคงไม่สามารถรู้ทุกเรื่องในทุกสาขาได้ การต้องศึกษาข้อมูลใหม่ทุกสัปดาห์สำหรับแขกรับเชิญแต่ละคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถึงจะยังอยากทำอยู่ แต่ก็คงไม่ได้ทำแล้ว… หรืออาจไม่มีใครอยากให้ผมจัดรายการอีกก็ได้ครับ” เขาพูดติดตลก

เมื่อถูกถามถึงโอกาสคว้ารางวัลในงาน Pinggyego Awards ปีนี้ อีดงอุค ก็ตอบแบบขำ ๆ เช่นกัน หลังเพิ่งไปร่วมรายการกับ คิมฮเยจุน (Kim Hye Joon) เพื่อโปรโมต A Shop for Killers 2 ซึ่งนับเป็นการออกรายการครั้งที่ 10 จนได้รับฉายาว่าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของรายการ “อย่างแรกเลย ผมคิดว่า คิมฮเยจุน คงไม่ได้รางวัล ส่วนตัวผมก็คงไม่ได้เหมือนกัน ปีนี้ผลงานของผมใน Pinggyego มีน้อยเกินไป เป็นปีที่ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองเลยครับ” 

แม้จะพูดเชิงหยอกล้อกับตัวเอง แต่ อีดงอุค ก็เผยว่าเขารู้สึกผูกพันกับรายการนี้เป็นอย่างมาก “ผมดีใจนะครับที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผู้คนก็มักพูดถึง Pinggyego กับผม มันทำให้ผมรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดกับผู้ชมมากขึ้น และยังเป็นหัวข้อที่ช่วยให้เริ่มต้นบทสนทนากับผู้คนที่เพิ่งเจอกันได้ง่ายขึ้นอีกด้วยครับ”