คิมซูฮยอน (Kim Soo-hyun) ได้รับข่าวดีทางกฎหมายอีกครั้ง หลังศาลมีคำพิพากษาให้ต้นสังกัด Gold Medalist ชนะคดีที่แบรนด์นาฬิกาสวิส MIDO ยื่นฟ้องเรียกคืนเงินค่าจ้างโฆษณามูลค่ากว่า 570 ล้านวอน หรือประมาณ 13.5 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม แหล่งข่าวจากศาลระบุว่า ศาลแขวงกรุงโซลตะวันออก แผนกคดีแพ่งที่ 13 มีคำพิพากษา ยกคำร้องของ MIDO ในคดีเรียกคืนเงินค่าจ้างตามสัญญาโฆษณาที่ฟ้อง Gold Medalist ต้นสังกัดของคิมซูฮยอน
———
⌚ MIDO ขอเงินคืน หลังยกเลิกสัญญา
ก่อนหน้านี้ MIDO ทำสัญญากับคิมซูฮยอนในฐานะพรีเซนเตอร์มาตั้งแต่ปี 2020 และต่อสัญญากันทุกปี
กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทั้งสองฝ่ายต่อสัญญาออกไปอีก 1 ปี โดย MIDO จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าเป็นเงิน 900 ล้านวอน หรือประมาณ 21.4 ล้านบาท
แต่หลังจากเกิดกระแสข่าวและข้อกล่าวหาต่าง ๆ เกี่ยวกับคิมซูฮยอน แบรนด์ได้ตัดสินใจยกเลิกสัญญา พร้อมเรียกร้องให้คืนเงินส่วนที่คิดเป็นระยะเวลาที่ยังเหลืออยู่ของสัญญา
MIDO ให้เหตุผลว่า มูลค่าทางการค้าของนายแบบได้รับความเสียหาย จึงควรมีการคืนค่าจ้างตามสัดส่วนระยะเวลาที่เหลือ
อย่างไรก็ตาม Gold Medalist โต้แย้งว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดจาก การเปิดเผยข้อมูลเท็จที่ถูกบิดเบือนโดยบุคคลที่สาม และไม่ใช่พฤติกรรมที่เป็นความผิดของคิมซูฮยอนเอง
———
⚖️ ศาลไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของ MIDO
ท้ายที่สุด ศาลไม่ได้รับฟังข้อกล่าวอ้างของ MIDO และมีรายงานความเห็นว่า เงื่อนไขสำหรับการยกเลิกสัญญายังไม่เกิดขึ้น
ดังนั้น ศาลจึงมีคำสั่ง ยกคำร้องของ MIDO ทำให้ Gold Medalist เป็นฝ่ายชนะคดีในครั้งนี้
คดีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะคิมซูฮยอนยังมีข้อพิพาททางกฎหมายกับผู้ลงโฆษณารายอื่น ๆ อีกหลายราย ทั้ง Eider, FromBio, Classys, Cuckoo Electronics และ Trendmaker ซึ่งมีมูลค่ารวมกันระดับ หมื่นล้านวอน หรือกว่า 100 ล้านบาท
จึงต้องจับตาว่า คำตัดสินของศาลในคดี MIDO ครั้งนี้จะมีผลต่อข้อพิพาทกับผู้ลงโฆษณารายอื่นหรือไม่
———
📌 ย้อนประเด็นข่าวฉาวที่เป็นต้นเหตุ
ก่อนหน้านี้ คิมซูฮยอนตกเป็นประเด็นจากข้อกล่าวหาว่าเขาเคยคบหากับ คิมแซรน (Kim Sae-ron) นักแสดงผู้ล่วงลับตั้งแต่ช่วงที่เธอยังเป็นผู้เยาว์ รวมถึงข้อกล่าวหาว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของเธอ
คิมเซอี (Kim Se-eui) ตัวแทนของช่อง YouTube Garosero Research Institute ได้เผยแพร่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองผ่านรายการ YouTube ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว
กระแสข่าวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผลงานของคิมซูฮยอน โดยการเปิดตัวซีรีส์ Knock-Off ของ Disney+ ซึ่งเขารับบทนำ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดในขณะนั้น
คิมเซอียังเคยจัดงานแถลงข่าวแทนครอบครัวของคิมแซรน และเปิดเผยไฟล์เสียงที่อ้างว่าเป็นเสียงของคิมแซรน รวมถึงข้อมูลที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาใน KakaoTalk ระหว่างคิมซูฮยอนกับคิมแซรน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สอบสวนระบุภายหลังว่า ไฟล์เสียงดังกล่าวเป็นไฟล์ที่ถูกสร้างและดัดแปลงด้วย AI และบทสนทนา KakaoTalk ที่นำมาเปิดเผยก็ถูกตัดสินว่าเป็นข้อมูลที่ถูกปลอมแปลงเช่นกัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน อัยการได้สั่งฟ้องคิมเซอีในเรือนจำในหลายข้อหา ซึ่งรวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง การสะกดรอยตาม การเผยแพร่สื่อที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางเพศ การข่มขู่ และพยายามบังคับผู้อื่น
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 เดือนที่แล้ว คิมซูฮยอนยังได้รับพิจารณา “ไม่ต้องส่งต่อคดี” ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายสวัสดิการเด็กและข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายเด็ก
ล่าสุด คิมซูฮยอนเริ่มกลับมาทำกิจกรรมอีกครั้ง โดยเข้าร่วมงานพิเศษฉลองครบรอบ 37 ปีของสถานีโทรทัศน์ RCTI ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
ชัยชนะในคดี MIDO ครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของคิมซูฮยอน ท่ามกลางข้อพิพาทกับผู้ลงโฆษณาหลายรายที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ⚖️
ที่มา (1)
