ปัจจุบันค่านิยมการแต่งตัวของสุภาพบุรุษเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ของใช้ติดตัวอย่างกระเป๋าไม่ได้มีไว้เพียงแค่ใส่สัมภาระ หรือคอมพิวเตอร์พกพาอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือกระเป๋าแบรนด์เนมผู้ชายได้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ การเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมสำหรับผู้ชาย จึงต้องมองข้ามเรื่องดีไซน์ตามเทรนด์ แล้วหันมาโฟกัสที่ความคลาสสิก ความหายาก รวมถึงมูลค่าในตลาดรีเซลที่เพิ่มสูงขึ้นตามกาลเวลา

Louis Vuitton Keepall ความคลาสสิกที่เหนือกาลเวลา

หากต้องการเริ่มต้นกับใบแรกที่ใช้งานได้จริงและซื้อง่ายขายคล่อง Louis Vuitton ตระกูล Keepall คือคำตอบระดับขึ้นหิ้ง กระเป๋าเดินทางทรงบอสตันลาย Monogram หรือ Damier ตัวนี้ถูกผลิตขึ้นมาเกือบศตวรรษ แต่ความนิยมกลับไม่เคยลดลง เอกลักษณ์ของแคนวาสที่มีความทนทานสูง กันน้ำ ดูแลรักษาง่าย ทำให้กระเป๋ารุ่นนี้เป็นที่ต้องการในตลาดมือสองอยู่ตลอดเวลา การครอบครองกระเป๋าแบรนด์เนมสำหรับผู้ชาย รุ่นนี้เสมือนการถือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง เพราะราคาปรับขึ้นทุกปีตามนโยบายของแบรนด์ และหากรักษาสภาพแคนวาสรวมถึงคาวไฮด์ให้อยู่ในเกณฑ์ดี การปล่อยต่อในอนาคตแทบจะไม่ขาดทุนเลยทีเดียว

Hermès HAC (Haut à Courroies) ที่สุดของความหรูหราทรงคุณค่า

สำหรับผู้ที่ก้าวเข้าสู่การเป็นนักสะสมระดับพรีเมียม คงไม่มีแบรนด์ไหนทรงพลังไปกว่า Hermès และถ้ารุ่น Birkin คือราชินีฝั่งผู้หญิง ฝั่งผู้ชายก็ต้องยกให้ HAC หรือ Haut à Courroies ซึ่งเป็นต้นแบบของกระเป๋า Birkin ที่มีสัดส่วนสูงกว่าและดูบึกบึนกว่า ด้วยกระบวนการผลิตแบบแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ และความยากในการเข้าถึงคิวการซื้อ ส่งผลให้กระเป๋าแบรนด์เนมสำหรับผู้ชายรุ่นนี้มีราคาขายต่อในตลาดมือสองพุ่งสูงกว่าราคาป้ายในช็อปทันที ยิ่งเป็นหนังวัวเกรดพรีเมียมอย่าง Togo หรือ Clemence ในโทนสีคลาสสิกอย่าง ดำ เทา (Etain) หรือน้ำตาลทอง (Gold) มูลค่าจะยิ่งเติบโตอย่างมั่นคงราวกับทองคำ

Chanel Large Classic Handbag ก้าวข้ามกำแพงทางเพศ

การเลือกซื้อเครื่องหนังชะลอวัยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในแผนกผู้ชายอีกต่อไป ชายหนุ่มสายแฟชั่นและนักลงทุนจำนวนมากเริ่มหันมาจับจอง Chanel Classic Flap ในไซส์ใหญ่อย่าง Maxi หรือ Large ด้วยรูปทรงที่มินิมอลแต่แฝงความหรูหราเมื่อสะท้อนเข้ากับสายโซ่โลหะ การเลือกกระเป๋าแบรนด์เนมสำหรับผู้ชายสไตล์นี้ช่วยเพิ่มความล้ำลึกให้กับการแต่งตัว และจุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ แบรนด์มักปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง ส่งผลให้ราคาในตลาดรีเซลเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง การซื้อเก็บไว้ใช้งานและดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจึงเป็นการลงทุนที่การันตีผลกำไรในอนาคตได้อย่างแน่นอน