Lee Soon Jae

อีซุนแจ (Lee Soon Jae) ใช้ชีวิตในฐานะนักแสดงผู้ทำงานจนถึงวาระสุดท้ายของเขา แม้จะอายุ 91 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่คนส่วนใหญ่มักปลดเกษียณและใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่เขายังคงเดินทางไปมาระหว่างเวทีและกองถ่าย โดยมีความหลงใหลในการแสดงที่ไม่เคยมอดดับผลักดันอยู่ ชีวิตของเขาคือผลงานศิลปะหนึ่งชิ้น ที่ถูกหล่อหลอมด้วยวินัย ความถ่อมตน และฝีมืออันประณีต

ข่าวการจากไปของ อีซุนแจ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ได้ก่อให้เกิดความโศกเศร้าไปทั่ววงการบันเทิงเกาหลี นักแสดง ผู้กำกับ และเพื่อนร่วมงานมากมายร่วมส่งคำไว้อาลัยและรำลึกถึงศิลปินอาวุโสผู้เป็นตำนานด้วยความอาดูร

Lee Soon Jae

ไม่กี่ปีก่อน ระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง “Good Morning” อีซุนแจ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว Hankook Ilbo ทาง YouTube ว่า “เรื่องนี้ค่าตัวผมไม่มากนักครับ มันเป็นหนังทุนต่ำแต่บทดีมาก ผมเลยตกลงร่วมงานด้วยความยินดี แถมยังมีความทะเยอทะยานอยู่นิด ๆ โดยไม่สนเรื่องเงินเลยครับ” เขาพูดพลางหัวเราะ

‘แม้เกิดใหม่อีกครั้ง ผมก็ยังจะเป็นนักแสดง’

สำหรับ อีซุนแจ แล้ว โชคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักแสดงคือการได้พบทั้งบทที่ดีและผู้กำกับที่ดี “มันทำให้คุณได้แสดงศักยภาพทั้งหมดออกมา นั่นล่ะคือความโชคดีของนักแสดงจริง ๆ ครับ” เขากล่าว

ใน “Good Morning” เขารับบทชายชราที่อยู่ในหอผู้ป่วยประคับประคอง “แน่นอนว่านักแสดงต้องเล่นอารมณ์ใหญ่ ๆ เป็น แต่การแสดงที่ละเมียดละไม นุ่มนวล ก็สามารถเติมเต็มภาพยนตร์ได้เหมือนกันใช่ไหมล่ะครับ? นั่นคือเหตุผลที่ผมยึดติดกับตัวละครตัวนี้ คนที่ทุ่มเทจนถึงที่สุดจะมีมิติ และนั่นคือเสน่ห์ของพวกเขาครับ”

คำว่า “ยึดติด” ของเขา—เหมือนกำลังผูกตัวเองเข้ากับบทบาท—เผยให้เห็นแนวคิดเกี่ยวกับการแสดงของเขาชัดเจนยิ่งกว่าตำราใด ๆ มันสะท้อนความทะเยอทะยาน ความแน่วแน่ และความเป็นช่างฝีมือที่เป็นเข็มทิศนำทางมาตลอดชีวิต เขาเข้าถึงทุกตัวละครด้วยการวิเคราะห์ ความสงสัยใคร่รู้ และความตั้งใจ

เมื่อบทสนทนาลากไปถึงหัวข้อ “บัคเก็ตลิสต์” อีซุนแจ หัวเราะลั่น

“ผมไม่เคยหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำเลยครับ ทั้งที่อยากจะมีสักหน่อยเหมือนกัน”

แล้วใบหน้าที่เคยล้อเล่นก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “ผมพอใจกับงานของตัวเองนะ แม้เกิดมาใหม่ผมก็จะเลือกทางนี้ ผมจะเป็นนักแสดงครับ ทุกวันนี้คนทำเงินได้เป็นพันล้านวอน แต่ในยุคของเรา เราทำงานกันแทบตาย แต่ก็ยังจะอดตายอยู่”

ความปรารถนาที่เขาไม่เคยทำสำเร็จ: เดินทางต่างประเทศกับภรรยา

หนึ่งในความฝันที่ยาวนานของ อีซุนแจ คือการได้ไปต่างประเทศกับภรรยา แต่เขามักต้องเดินหน้าไปยังละครเรื่องต่อไป บทต่อไป ตารางถ่ายทำต่อไป ด้วยเวลาพักเพียงสองสามวัน การเดินทางยาว ๆ จึงแทบเป็นไปไม่ได้

“ผมไม่เคยไปต่างประเทศกับภรรยาเลยครับ ถ้ามีเวลาและเรี่ยวแรงกว่านี้ ก็อยากพาเธอไปเที่ยวรอบโลก… แต่ตอนนี้คงสายไปแล้ว งานมาก่อนเสมอ ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากไปอยู่ดีครับ”

เมื่อถูกถามถึงรายการท่องเที่ยวเรียลิตี้ “Grandpas Over Flowers” เขายิ้ม “ตอนนั้นผมต้องไปคนเดียว ผมรู้สึกผิดมาก ผมบอกให้เธอไปเองต่างหาก แต่เธอก็ไม่ไปครับ”

เขายังย้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่นักแสดงเคยเผชิญในอดีต “เมื่อก่อนนักแสดงถูกดูถูกกันมาก เราถ่ายทำกันในสตูดิโอศิลปะตอนกลางคืน แล้ววันหนึ่งมีจิตรกรที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรเข้ามาตะโกนใส่เราว่า พวกนักแสดงกำลังทำให้สตูดิโอแปดเปื้อน อีกครั้งเป็นตอนที่ผมพยายามเรียนการควบคุมวงดนตรีเพื่อบทบาทหนึ่ง แต่หัวหน้าวงไม่ยอมสอนครับ สีหน้าของเขาบอกชัดว่า ‘คุณเป็นใครถึงมาขอเรียน?’ นั่นแหละคือความอับอายที่เราต้องเจอครับ”

แม้เช่นนั้น เหตุผลที่เขาเลือกเส้นทางนักแสดงก็ไม่เคยสั่นคลอน “ตอนนั้นผมดูภาพยนตร์ต่างประเทศแล้วคิดว่า ‘นี่แหละศิลปะ นี่แหละงานที่ควรลอง’ ผมเริ่มจากความสงสัยใคร่รู้ล้วน ๆ ครอบครัวก็อดทนไปกับผม ผ่านความลำบากทั้งหมดมาด้วยกันถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ครับ”

อีซุนแจ ยังแสดงความเชื่อมั่นในอนาคตของวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์เกาหลีด้วยว่า “ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว คนเก่ง ๆ ท้าทายโลกผ่านกระแส Korean Wave ผมเชื่อว่าคนแบบ ยุนยอจอง—ผู้ได้รางวัลออสการ์—จะเกิดขึ้นได้อีกแน่นอนครับ”

ต่อมา เขาหัวเราะลั่นก่อนพูดว่า “แค่คิดนะ ถ้าผมเกิดช้ากว่านี้สัก 20 ปี ก็คงดี แต่ผมเกิดเร็วไปหน่อย”

และแม้กล้องจะดับ เขายังคงเล่าเรื่องงานฝีมือ เบื้องหลังการถ่ายทำ และชีวิตนักแสดงต่อไป เปิดให้เห็นความหลงใหล ศักดิ์ศรี และความจริงใจที่สร้างเส้นทางกว่าเก้าทศวรรษของเขา

แม้ อีซุนแจ จะจากไปแล้ว แต่เสียงสะท้อนจากศิลปะของเขาจะยังคงก้องอยู่อีกนานแสนนาน