รายงานล่าสุดของ Korean Film Council (KOFIC) จุดกระแสถกเถียงในวงการภาพยนตร์เกาหลี เมื่อเปิดเผยว่า “ค่าตัวนักแสดง” กินสัดส่วนสูงถึงเกือบ 20% ของงบประมาณการสร้างภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลต่อความเสี่ยงทางการเงินของอุตสาหกรรมในยุคหลังโควิด-19
ตามรายงาน ระบุว่าในปี 2024 ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์เกาหลีมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยราว 9.5 พันล้านวอน (ประมาณ 6.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดย ค่าแรงงาน คิดเป็น 43% ของงบทั้งหมด หรือราว 4.1 พันล้านวอน ในจำนวนนี้ ค่าตัวนักแสดงเพียงอย่างเดียวสูงถึง 1.8 พันล้านวอน (ราว 1.24 ล้านดอลลาร์) คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของค่าแรงงานทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้างทีมงานกองถ่าย
หลังตลาดภาพยนตร์เกาหลีหดตัวจากผลกระทบโควิด-19 สัดส่วนค่าตัวนักแสดงที่สูงกลายเป็นประเด็นสำคัญ แม้ค่าตัวจะเคยลดลงชั่วคราวช่วงหลังการระบาด แต่ข้อมูลของ KOFIC ชี้ว่าสัดส่วนได้ “ทรงตัว” อยู่ที่ราว 18–19% ของงบรวม
นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมมองว่า ตัวเลขนี้สะท้อนการพึ่งพา “พลังดารา” ของวงการหนังเกาหลีอย่างหนัก การดึงนักแสดงแถวหน้าอาจช่วยเพิ่มแรงดึงดูดบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงหากภาพยนตร์ไม่ประสบความสำเร็จ
แม้การลดค่าตัวนักแสดงจะช่วยบรรเทาความกดดันงบประมาณ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เกี่ยวข้องระบุว่ามูลค่าตลาดของซูเปอร์สตาร์ยังแข็งแกร่งจากการแข่งขันสูงระหว่างบริษัทผู้สร้าง การลดค่าตัวอาจทำให้ดึงตัวนักแสดงระดับแม่เหล็กไม่ได้ ขณะเดียวกัน ค่าจ้างทีมงานผูกพันกับเงื่อนไขแรงงาน จึงยิ่งยากต่อการตัดลดค่าใช้จ่ายรวม
โครงสร้างตลาดยิ่งซ้ำเติมปัญหา ในปี 2024 รายได้รวมของภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ 37 เรื่อง 68% มาจากบ็อกซ์ออฟฟิศ ขณะที่ แพลตฟอร์มสตรีมมิงมีสัดส่วนเพียง 3% สะท้อนการพึ่งพาโรงภาพยนตร์เป็นหลัก
ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาตั๋วที่ชะลอ และการเติบโตดิจิทัลที่ยังช้า การรักษาความสามารถทำกำไรจึงยากขึ้น ส่งผลให้เสียงวิจารณ์จากสาธารณชนเพิ่มขึ้น บางส่วนมองว่านักแสดงเกาหลีได้รับค่าตัวระดับใกล้เคียงฮอลลีวูด แต่ไม่ได้การันตีความสำเร็จด้านรายได้ จึงเริ่มมีแรงสนับสนุนต่อ โมเดลค่าตอบแทนตามผลงาน (performance-based pay) เพื่อเชื่อมโยงค่าจ้างกับผลลัพธ์จริงของภาพยนตร์มากขึ้น
ที่มา LD
