dog

ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด ยืนโทษจำคุกเจ้าของสุนัขที่ไม่ใส่สายจูง จนทำให้เพื่อนบ้านหลายรายถูกสุนัขกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส

เมื่อวันที่ 10 แวดวงกฎหมายรายงานว่า องค์คณะที่ 2 ของศาลฎีกาได้ยกคำร้องฎีกาของนายเอ (นามสมมติ) ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ และกระทำโดยประมาทร้ายแรงจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และยืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำคุก 4 ปี

นายเอเลี้ยงสุนัข 2 ตัวไว้ที่บ้านในอำเภอโกฮึง จังหวัดช็อลลาใต้ โดยในเดือนมีนาคม 2024 เกิดเหตุสุนัขสีดำที่ถูกปล่อยไว้ในลานบ้านโดยไม่ใส่สายจูง วิ่งออกไปกัดน่องของนายบีซึ่งกำลังเดินผ่าน จนได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน สุนัขตัวเดิมออกจากบ้านอีกครั้ง และกัดพนักงานส่งพัสดุ (นายซี) บริเวณก้นทั้งสองข้างรวม 3 ครั้ง ขณะปฏิบัติงานในละแวกใกล้เคียง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้น นายเอยังคงไม่ควบคุมสุนัขอย่างเหมาะสม และเกิดเหตุที่พนักงานส่งของซึ่งมาเยือนบ้านถูกสุนัขทั้งสองตัวกัดที่ต้นขาทั้งสองข้างและน่องขวา

ในเดือนพฤศจิกายน สุนัขทั้งสองตัวได้วิ่งออกไปยังถนนเลียบชายฝั่งซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 40 เมตร และรุมกัดนายดีซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่บริเวณนั้น ถูกกัดที่ใบหน้าและร่างกายหลายจุด จนต้องเข้ารับการรักษานานประมาณ 3 สัปดาห์

จากเหตุการณ์ต่อเนื่องดังกล่าว นายเอถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นเห็นว่า นายเอไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการถูกสุนัขกัด ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย จึงพิพากษาจำคุก 4 ปี พร้อมสั่งยึดสุนัขทั้งสองตัว

ศาลระบุว่า “ผู้เลี้ยงต้องใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการถูกสุนัขกัด ให้เหมาะสมกับความดุร้ายและความเสี่ยงของสัตว์ที่ตนเลี้ยง” และชี้ว่า “ไม่สำคัญว่าสุนัขจะเป็นสายพันธุ์ใด หรือเข้าข่ายนิยามสุนัขดุตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์หรือไม่”

ศาลยังชี้ว่า “ผู้เสียหายบางรายถูกสุนัขทำร้ายอย่างโหดร้าย เมื่อพบตัวอยู่ในสภาพร่างกายเป็นแผลเหวอะและเปื้อนเลือดทั่วตัว” และ “ระหว่างการรักษา บางรายถึงขั้นเผชิญภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลันเกือบถึงแก่ชีวิต”

อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นเห็นว่ายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ จึงยกฟ้องในข้อหานี้

ศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุกตามคำพิพากษาเดิม แต่ปรับคำสั่งยึดสุนัขเหลือเพียง 1 ตัว เนื่องจากอีกตัวหนึ่งเสียชีวิตแล้ว ขณะที่ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และยืนยันโทษจำคุก 4 ปีเป็นที่สุด

ที่มา+เครดิตภาพ (1)