ท่ามกลางกระแสข้อกล่าวหาว่า ชาอึนอู (Cha Eun Woo) สมาชิกวง ASTRO และนักแสดงชื่อดัง มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเลี่ยงภาษีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านวอน ล่าสุด อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนของกรมสรรพากรได้ออกมาวิเคราะห์ตรรกะการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในคดีนี้
มุนโบรา นักบัญชีภาษี ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรเขตโซล เปิดเผยการวิเคราะห์ผ่านช่อง YouTube ส่วนตัวเมื่อวันที่ 24 โดยชี้ว่ากรณีนี้ถือเป็น ยอดเรียกเก็บภาษีย้อนหลังที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการบันเทิงเกาหลี
ตามการวิเคราะห์ของมุนโบรา ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ การมีอยู่จริงของ “บริษัท A” ซึ่งก่อตั้งโดยมารดาของชาอึนอู
โครงสร้างการแบ่งรายได้ทั่วไปคือ ต้นสังกัดรับรายได้ก่อนแล้วจึงแบ่งให้ศิลปิน ซึ่งจะถูกเก็บภาษีเงินได้ในอัตราสูงถึง 49.5% แต่ในกรณีของชาอึนอู มีการทำสัญญาบริหารจัดการ (Management Service) ระหว่างต้นสังกัด Fantagio กับบริษัท A และแบ่งรายได้ผ่านบริษัทดังกล่าว ซึ่งในฐานะนิติบุคคลจะถูกเก็บภาษีเพียง 19% ทำให้สามารถลดภาระภาษีได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรมองว่าบริษัท A เป็น “บริษัทกระดาษ (Paper Company)” ที่ไม่มีตัวตนจริง และเป็นเพียง ช่องทางส่งผ่านรายได้ เท่านั้น
มุนโบราอธิบายว่า
“ประเด็นหลักคือ มีการดำเนินธุรกิจจริงในสถานที่ตั้งหรือไม่ กลิ่นปลาไหลย่างยังลอยอยู่ในร้านปลาไหล แล้วจะบริหารจัดการซูเปอร์สตาร์ระดับชาอึนอูได้อย่างไร ช่องว่างระหว่างสถานที่กับลักษณะธุรกิจมันแตกต่างกันมาก”
จากการตรวจสอบ พบว่าแม้บริษัท A จะจดทะเบียนเป็นธุรกิจด้านการจัดการศิลปิน แต่กลับ ไม่มีอุปกรณ์สำนักงาน ไม่มีผู้จัดการ และไม่มีโครงสร้างด้านบุคลากรหรือทรัพย์สินใด ๆ ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางการดำเนินงานของบริษัทก็ยิ่งเพิ่มข้อสงสัย โดยบริษัท A ก่อตั้งเป็นบริษัทจำกัดในปี 2022 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น บริษัทจำกัดความรับผิด (LLC) ในปี 2024 ซึ่งบริษัทจำกัดต้องมีการตรวจสอบจากภายนอกและเปิดเผยบัญชีอย่างโปร่งใส ขณะที่ LLC ไม่มีภาระต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
มุนโบรากล่าวว่า
“กรมสรรพากรมองว่า ‘ต้องมีอะไรปกปิด ไม่ใช่แค่การประหยัดภาษีธรรมดา แต่เป็นการหลบเลี่ยงสายตาการตรวจสอบ’”
พร้อมเสริมว่า การเพิ่มธุรกิจปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น อาจถูกตีความว่าเป็นความพยายามตั้งบริษัทนอกเขตเมืองใหญ่ และซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการได้มาซึ่งทรัพย์สินในอัตราสูง
มีรายงานว่า กรมสรรพากรได้พิจารณาใบกำกับภาษีที่ Fantagio ออกให้บริษัท A ว่าเป็น ใบกำกับภาษีปลอม และได้เรียกเก็บภาษีเพิ่มถึง 8,200 ล้านวอน ทั้งนี้ การตรวจสอบจากกองสืบสวนที่ 4 ของกรมสรรพากร ซึ่งได้รับฉายาว่า “ยมทูตแห่งวงการธุรกิจ” เป้าหมายแต่เดิมคือ ผู้บริหารของต้นสังกัด แต่ระหว่างการสอบสวนกลับพบเส้นทางเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลไปยังร้านปลาไหลในคังฮวาโด ทำให้ชาอึนอูกลายเป็นผู้ถูกสอบสวนโดยตรง
มุนโบราระบุว่า
“การที่กองสืบสวนที่ 4 เรียกเก็บถึง 20,000 ล้านวอน แสดงว่าพวกเขามั่นใจในตรรกะทางภาษีของตนเองอย่างมาก คดีนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในการรับมือ”
ด้านต้นสังกัด Fantagio แถลงอย่างเป็นทางการว่า
“ประเด็นหลักของคดีนี้คือ บริษัทที่มารดาของชาอึนอูก่อตั้งขึ้น เข้าข่ายเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามสาระสำคัญหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ใช่คดีที่มีคำวินิจฉัยและแจ้งยอดชำระขั้นสุดท้าย และจะชี้แจงอย่างเต็มที่ตามขั้นตอนทางกฎหมายในประเด็นการตีความและการบังคับใช้กฎหมาย”
ทั้งนี้ ชาอึนอูเข้ารับราชการทหารเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการรับใช้ชาติ โดยในสังคมบางส่วนได้ตั้งข้อสงสัยว่า การเข้ากรมของเขาในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นความพยายามหลีกเลี่ยงกระแสดราม่าครั้งนี้หรือไม่
ที่มา (1)
