อีแฮอิน (Lee Hae In) อดีตเด็กฝึกที่เคยได้รับผลกระทบจากประเด็น การล็อกผลโหวตของ Mnet เปิดใจถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผัน จากการเป็นผู้เข้าแข่งขันที่ได้อันดับ 1 ในรายการเซอร์ไววัล แต่กลับไม่ได้เดบิวต์ ก่อนจะก้าวมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (Creative Director) และโปรดิวเซอร์เบื้องหลังวง KISS OF LIFE
ในรายการ Happy Together – “ดีที่ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง” ทาง KBS2 ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม อีแฮอินมาร่วมรายการพร้อมกับ นัตตี้ (Natty) สมาชิกวง KISS OF LIFE
อีแฮอินใช้เวลาราว 10 ปีในฐานะเด็กฝึก ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางมาทำงานเบื้องหลัง และเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างวง KISS OF LIFE ขึ้นมา
นัตตี้เล่าว่า ทั้งสองเคยเข้าร่วมรายการออดิชันด้วยกันเมื่อประมาณ 9 ปีก่อน
“ตอนนั้นฉันกับพี่แฮอินไปออกรายการออดิชันด้วยกัน เราเคยเตรียมตัวเพื่อเดบิวต์เป็นทีมเดียวกัน แต่สุดท้ายต่างคนต่างก็เดินตามเส้นทางของตัวเองและพยายามทำสิ่งที่ตัวเองรัก”
อีแฮอินเล่าว่า แม้ในตอนแรกพวกเธอจะเป็นคู่แข่งกัน แต่การต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานถึง 7 เดือน ทำให้ความรู้สึกแข่งขันค่อย ๆ หายไป
“ตอนนั้นเราไม่มีโทรศัพท์เลย สิ่งที่ทำได้ตลอด 7 เดือนก็มีแค่พูดคุยกัน ตอนนั้นนัตตี้ยังเป็นนักเรียนมัธยมต้น ส่วนฉันอายุ 24 ปี แต่เราสนิทกันโดยไม่สนเรื่องอายุเลย”
————
💔 ได้อันดับ 1 แต่กลับไม่ได้เดบิวต์
อีแฮอินเคยคว้า อันดับ 1 ในรายการออดิชัน แต่กลับไม่ได้เดบิวต์ตามที่ควรจะเป็น โดยเธอกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตว่า
“มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้เดบิวต์ทั้งที่มันไม่ได้เกี่ยวกับความตั้งใจหรือความพยายามของฉันเลย”
เธอกำลังพูดถึงกรณี ‘Idol School’ ซึ่งภายหลังเกิดประเด็นการจัดการผลโหวต
อีแฮอินยอมรับว่าช่วงเวลานั้นเจ็บปวดมาก แต่สถานการณ์ทำให้เธอไม่มีเวลาจมอยู่กับความเสียใจ
“ตอนนั้นมันยากมาก แต่คนที่มาจากต่างจังหวัดน่าจะเข้าใจนะคะ ฉันไม่มีเวลามานั่งคิดว่ามันยากแค่ไหน เพราะแค่คิดว่าจะต้องกลับบ้านที่มาซาน ก็รู้สึกมืดแปดด้านแล้ว”
เธอจึงพยายามคิดเพียงว่า “ต้องทำอะไรสักอย่าง” เพื่อเดินหน้าต่อ ทำให้แทบไม่มีเวลาจดจำความเจ็บปวดในช่วงนั้นมากนัก

————
🥲 จากเด็กฝึก 10 ปี สู่การทำงานเพื่อเอาชีวิตรอด
หลังจากยุติเส้นทางเด็กฝึก อีแฮอินไม่ได้วางแผนเอาไว้ว่าจะกลายมาเป็นผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์แต่อย่างใด
เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“จริง ๆ ไม่ได้มีความคิดยิ่งใหญ่ว่า ‘ตั้งแต่วันนี้ฉันจะเป็นผู้กำกับ’ หรอกค่ะ แค่คิดว่าถ้าจะหาเลี้ยงตัวเอง ก็ต้องทำอะไรสักอย่าง”
หลังใช้ชีวิตเป็นเด็กฝึกมาประมาณ 10 ปี และต้องเจอกับการเดบิวต์ที่ล้มเหลวหลายครั้ง เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคงไม่ได้เดบิวต์กับทีมนี้อีกแล้ว จึงตัดสินใจออกจากบริษัท เพราะคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
“พอออกมาแล้วถึงได้รู้ว่า โลกข้างนอกมีอะไรอีกเยอะมากที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”
อีแฮอินบอกว่า ตอนนั้นเธอแทบไม่มีประสบการณ์ทำงานอย่างอื่นเลย จึงต้องลองทำทุกอย่างเพื่อใช้ชีวิตในกรุงโซล ทั้ง งานพาร์ตไทม์เป็นฟิตติ้งโมเดล งานคาเฟ่ งานแสดง และงานอื่น ๆ อีกมากมาย
ความพยายามเหล่านั้นทำให้เจ้าของบริษัทของ KISS OF LIFE สังเกตเห็นเธอ และเสนอว่า
“ลองทำอะไรแบบนี้ดูไหม? ผมคิดว่าคุณน่าจะทำได้ดี”
แม้เธอจะลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจใช้แนวคิดว่า “ลองทำไปก่อน” และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ในวงการ
————
😭 แต่ความฝันในการเป็น “คนบนเวที” ยังไม่เคยหายไป
เมื่อถูกถามว่าเธอไม่รู้สึกเสียดายบ้างหรือที่ไม่ได้เป็นศิลปิน แต่ต้องกลายมาเป็นคนเบื้องหลัง อีแฮอินถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่
เธอเล่าถึงช่วงเวลาที่ตกรอบว่า จริง ๆ แล้วเธอคิดอยู่แล้วว่าตัวเองจะต้องแพ้
โดยปกติในรอบสุดท้ายของรายการ ผู้เข้าแข่งขันจะสามารถเชิญพ่อแม่มาชมการแสดงได้ แต่เพราะอีแฮอินคิดว่าตัวเองคงไม่ได้ไปต่อ เธอจึงไม่ได้เชิญพ่อแม่มา
แต่สุดท้ายพ่อแม่ของเธอกลับเดินทางมาอยู่ที่นั่น
“ตอนที่ฉันมองเห็นพ่อแม่บนเวที มันไม่ได้เป็นภาพของการแสดงที่ดีสำหรับฉันเลยค่ะ มันทำให้ใจฉันไม่ดี เพราะคิดว่าต่อจากนี้ฉันคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นเวทีอีกแล้ว”
เธอพูดทั้งน้ำตาว่า สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดที่สุดคือความรู้สึกว่า ตัวเองยังไม่มีโอกาสทำให้พ่อแม่ภูมิใจในฐานะคนที่ยืนอยู่บนเวทีเลยสักครั้ง

เรื่องราวของอีแฮอินจึงกลายเป็นเส้นทางที่น่าจับตา จากเด็กฝึกที่ใช้เวลาถึง 10 ปีและต้องพลาดการเดบิวต์จากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม สู่การค้นพบตัวเองในโลกเบื้องหลัง และกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ช่วยสร้าง KISS OF LIFE ให้เกิดขึ้นในวงการ K-pop 🎤❤️
ที่มา (1)
