การเมืองไทย อาจกำลังเดินมาถึงขั้นแตกหัก เมื่อรัฐบาล คสช. ต้องเชือด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยการถอนหนังสือเดินทาง การถอดยศ คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทกองทัพบก และหมิ่นสถาบัน โดนมาตรา 112
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ คสช. ไม่ได้ตามไล่บี้ พ.ต.ท.ทักษิณ แบบถึงที่สุดแบบนี้ แต่ก็สบช่องเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่เกาหลีใต้ แฉเบื้องหลังการรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 ที่ล้มรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของเขานั้น ไม่แตกต่างจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ล้มรัฐบาลของตนเองเท่าใดนัก
โดยการพาดพิง "องคมนตรี" ที่ทหารจะต้องฟังคำสั่ง จนต้องก่อการรัฐประหาร หลังจากที่ให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำม็อบออกมา
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พาดพิง "องคมนตรี" ว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร
แต่เมื่อครั้งรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เขาเอ่ยชื่อ ป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อย่างชัดเจน มีการเผยแพร่คลิปภาพและเสียงกันอย่างแพร่หลายในเวลานั้น
อีกทั้งในเวลาดังกล่าว บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ลูกป๋า ได้รับเชิญมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ คมช. อีกด้วย
มาครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พาดพิง "องคมนตรี" อีกครั้ง แม้จะไม่ได้ระบุชื่อ แต่ก็ทำให้แวดวงสะเทือน จนต้องมีการส่งสัญญาณมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ ให้มีรีแอ๊กชั่น
จนนำมาซึ่งการถอนหนังสือเดินทาง 2 เล่มแรก โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นว่า มีกี่เล่มก็จะถอนให้หมด
แล้วตามมาด้วยการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอถอดยศ พันตำรวจโท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และถอนคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
พร้อมๆ กับการที่กองทัพบก แจ้งความฟ้องร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ หมิ่นประมาท ทำให้กองทัพบกเสียหาย และมีประชาชนฟ้องร้องเรื่องการหมิ่นสถาบัน จนนำมาซึ่งการเอาผิดในมาตรา 112
"ต้องถามว่าคนที่พูดออกมานั้นได้สร้างความปรองดองหรือไม่ ในเมื่อสิ่งที่เขาพูดออกมาไม่เป็นความจริง ทำให้กองทัพและทหารเสียหาย ถ้าผมนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย ก็เท่ากับเป็นการยอมรับ เพราะฉะนั้น การดำเนินการฟ้องร้องที่ทำไปนั้น ก็เพื่อให้พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้พูดความจริง สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่การแนะนำอย่างสร้างสรรค์ หากเราไม่แสดงออกในการปกป้องศักดิ์ศรีกองทัพก็เท่ากับว่าเรากลัว" เหตุผลที่ บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการ คสช. ในฐานะ ผบ.ทบ. ระบุ ที่ต้องฟ้องร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ในมาตรา 326 และ 328
ที่ทำให้บทบาทของ พล.อ.อุดมเดช เข้มข้นขึ้น ในการเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้อง ทั้งกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และการจัดการกับ พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. ที่ถูกออกหมายจับโยงเอี่ยวค้ามนุษย์ ด้วยการตั้งกรรมการสอบสวน และเสนอกลาโหมสั่งพักราชการ และงดจ่ายเงินเดือน เพื่อแสดงให้เห็นว่า คสช. เอาจริง แม้เป็นทหารขั้นนายพลก็ตาม
ท่ามกลางการจับตามองของฝ่ายตรงข้าม คสช. ว่า เรื่องนี้จัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการไฟเขียวหรือไม่ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2558 แต่กองทัพเพิ่งมามีปฏิกิริยาหลังจากนั้นเกือบ 1 สัปดาห์
"ผมไม่ได้ไฟเขียว หรือสั่งห้ามอะไร หากหน่วยงานที่รับผิดชอบเห็นว่าเป็นความผิด หรือทำให้เสียหาย ก็ส่งเรื่องมา" บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุ
พร้อมแจงว่า ก่อนหน้านี้ คสช. ก็ไม่ได้ไปดำเนินการใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เพราะครั้งนี้ทางกองทัพบกและประชาชน มีการแจ้งความฟ้องร้องมา
แม้แต่เรื่องการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น "ที่ไม่ได้ทำนั้น เพราะต้องทูลเกล้าฯ ให้โปรดเกล้าฯ ถอดยศ ผมก็ไม่อยากให้มีการไปวิพากษ์วิจารณ์กระทบสถาบันอีก"
"จนมาคิดเผื่อไว้ว่า ถ้าทำโดยขั้นตอนปกติ แล้วไปกระทบสถาบัน ผมก็คิดไว้ว่า อาจใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. แต่มันยังไม่ถึงเวลา เพราะต้องดูความจำเป็นและตัวบทกฎหมายให้ชัดเจนด้วย" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
แต่ที่สุด ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เป็นฝ่ายทำเรื่องเสนอถอดยศขึ้นมา ตามขั้นตอนปกติ
"ถึงผมวันไหน ผมก็ทำให้วันนั้น" บิ๊กตู่ ยันด้วยว่าไม่ได้เป็นการล้างแค้นทางการเมือง เพราะไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวอะไร แถมที่ผ่านมากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผมก็ให้คำแนะนำต่างๆ มาตลอด แต่เมื่อฝืนทำ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้
แม้แต่ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งถือเป็นพี่ใหญ่ของ คสช. และได้ชื่อว่าเคยสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นคนแต่งตั้งเขาเป็น ผบ.ทบ. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่า ที่ผ่านมา 1 ปี คสช. ไม่เคยไปทำอะไร พ.ต.ท.ทักษิณ เลย แต่นี่ทำผิด ทำให้เสียหาย ก็ต้องถูกฟ้องร้อง
"นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ท่านทำผิดกฎหมาย"
ท่ามกลางการวิเคราะห์วิจารณ์ว่า คำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่
แต่ทั้งหมดนี้ก็สะท้อนให้เห็นทิศทางทางการเมืองไทยได้ว่า โอกาสที่จะทำให้เกิดความปรองดองกับฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง นั้นมาถึงจุดสิ้นสุดลงแล้ว
ความจริงก็คงตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช. เรื่อยมาจนมีการถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และตามมาด้วยคดีแพ่งและอาญา รวมถึงแกนนำพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน
แต่นี่ก็เป็นอีกสัญญาณที่อาจสะท้อนว่า คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องอยู่ในอำนาจไปแบบยาวนาน และหมายถึงการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ในต้นปี 2559 จะต้องเลื่อนออกไป ด้วยเงื่อนไขของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่อาจไม่ผ่าน สปช. หรือหากต้องถึงขั้นแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 เพื่อทำประชามติ ก็เชื่อกันว่า จะไม่ผ่านการประทำประชามติ
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะพูดปลอบใจฝ่ายที่อยากเลือกตั้งว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เราจะมีการเลือกตั้งราวสิงหาคม-กันยายน 2559 ก็ตาม
แต่ในที่สุดปลายทางแล้วก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นี้ คงต้องตกไป แล้ว คสช. ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่
ดังนั้น ในปี 2559 ประเทศไทยก็จะยังไม่มีการเลือกตั้ง นั่นหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. จะต้องอยู่เป็นรัฐบาลและคุมอำนาจต่อไป
"วันนี้ผมยังยืนยันทำตามโรดแม็ปของผม ยกเว้นว่ามีใครมาทำให้โรดแม็ปผมต้องเปลี่ยนแปลงไป" บิ๊กตู่ เปรย
จึงไม่แปลกที่เมื่อถูกสะกิดถามว่า ท่านอาจจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงอย่างน้อยปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ได้ปฏิเสธใดๆ แต่ออกตัวแต่เพียงว่า อยู่ที่ประชาชน
"การจะอยู่นานกี่ปีนั้น ไม่ได้อยู่ที่ดวงชะตา หรือลายมือ แต่อยู่ที่การกระทำ การทำงาน ความตั้งใจของผม และที่สำคัญคืออยู่ที่ประชาชน ว่าจะยอมรับและร่วมมือ สนับสนุนผมในการแก้ปัญหาประเทศต่อไปหรือไม่" บิ๊กตู่ เปรย
"ชีวิตนี้ผมพลีแล้ว เพื่อชาติและประชาชน นี่ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ เปรย เมื่อถามว่า ทำใจที่จะต้องเป็นนายกฯ ไปอีกหลายปีหรือไม่
ทั้งนี้ ในหมู่แกนนำ คสช. ได้ประเมินสถานการณ์กันแล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้การยอมรับในตัว พล.อ.ประยุทธ์ และยังให้เวลาในการแก้ปัญหาประเทศต่อไป แถมยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่ชื่นชอบในบุคลิกลักษณะของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แม้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหง่าย แต่ก็หายเร็ว จนมีการเน้นที่ว่า "นายกฯ เป็นคนตลก" ขึ้นมา ให้เห็นมุมของการเป็นนายทหารอารมณ์ดี
อีกทั้งตัว พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ดูจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้นๆ ในคะแนนนิยม แถมมีโพลสำรวจความคิดเห็นออกมาในเชิงหนุนเนื่อง ชี้ว่าประชาชนพอใจ คสช. พอใจ พล.อ.ประยุทธ์ หนุนแก้ปัญหาต่อ และโดยเฉพาะหนุนให้ปฏิรูปให้เสร็จแล้วค่อยเลือกตั้ง
ที่ไปๆ มาๆ ก็ไปตรงกับแนวทางของ กปปส. ก่อนหน้านั้นพอดี
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอดีตผู้นำการปฏิวัติ ที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี คุมอำนาจเอง ที่ส่วนใหญ่มักจะจบไม่สวย เมื่อขึ้นขี่หลังเสือแล้ว จะลงอย่างไรให้สวย สง่างาม
"ก็ต้องลงให้เป็นสิ มีบทเรียนมาแล้วนี่" บิ๊กตู่ เปรย
ก่อนพูดทีเล่นทีจริงว่า "หรือไม่ก็ต้องฆ่าเสือให้ตายก่อน หรือเอาเสือไปล่ามขังไว้ก่อน"
ท่ามกลางการตีความกันอีกว่า "เสือ" ที่ว่านี้ จะหมายถึงอะไร นอกเหนือจากที่หมายถึง "อำนาจ"
แม้จะระบุว่า ตนเองเป็น "คนธรรมดาเดินดินคนหนึ่ง" แต่เมื่อพูดถึงเสือแล้ว บิ๊กตู่ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความเป็น "ทหารเสือฯ" หรือทหารเสือราชินี ในฐานะที่รับราชการในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) และผ่านการฝึกหลักสูตรทหารเสือราชินีมา จนเคยเป็นครูฝึกหลักสูตรมาด้วย
"การเป็นทหารเสือราชินี เป็นความภาคภูมิใจ สมัยก่อน อารักขาบุคคลสำคัญ และติดตามเสด็จ ถวายอารักขา ฝึกมาต้องอดทน" บิ๊กตู่ เปรย
ก่อนที่จะระบุว่า ชีวิตของตนเอง ก็ต้องฝากไว้กับทีมทหารเสือฯ ที่มาเป็น รปภ. ให้ เพราะก็ไม่รู้ว่าผมไปทำอะไรให้ใครเกลียดผมบ้าง
เช่นเดียวกับเป็นเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ไม่สามารถที่จะการันตีดูแลความปลอดภัยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ หากกลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย
"เพราะผมไม่รู้ว่าท่านไปสร้างรอยแค้นไว้ให้ใครบ้างหรือเปล่า ท่านมีศัตรูอะไรที่ไหนหรือเปล่า ขนาดตัวผมเองยังต้องระวังเลย ก็ไม่รู้ไปทำอะไรให้ใครเกลียด ขนาดผมเองยังต้องระวังตัวเลย ผมจะไประวังให้คนอื่นได้ยังไง"
นี่ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปิดประตู ที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู้คดีในเมืองไทย แม้ว่าก่อนหน้านี้ ตลอด 1 ปี หลังการรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จะกวักมือเรียกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู้คดีก็ตาม โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้
แต่มาวันนี้ เมื่อมีไฟเขียวให้ดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งการถอนพาสปอร์ต ถอดยศ ฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมาย เพิ่มขึ้น เช่นนี้ย่อมหมายถึงการปิดประตูแห่งการสงบศึก
"ถ้ากลับมาสู้คดีก่อนหน้านี้ก็จบแล้ว มันจบตั้งนานแล้ว ถ้ามาล่ะก็มันไม่เละขนาดนี้หรอก" บิ๊กตู่ เปรย
พล.อ.ประยุทธ์ จึงปฏิเสธที่จะพูดคุยใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตนเองอยู่ในฐานะที่ไม่อาจพูดคุยได้ แล้วที่ผ่านมาก็ไม่เคยคุย ไม่ว่าจะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะตอนนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมหมดแล้ว
อีกทั้งรู้ดีว่า หากเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีข้อเสนอใด "ท่านทำผิดกฎหมาย จะให้ปรองดอง ด้วยการยกโทษให้ มันทำไม่ได้ มันอยู่ในกระบวนการแล้ว"
การจัดการเชือด พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้ จึงเป็นการสะท้อนได้ด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในอำนาจไปอีกยาวนาน เพราะหากยอมให้มีการเลือกตั้งง่ายๆ เร็วๆ นี้ หากพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล ก็ย่อมตามมาด้วยการล้างบาง แก้แค้น พล.อ.ประยุทธ์ คสช. และกองทัพ แล้ววงจรเดิมๆ ที่ทหารจะไม่ยอม และนำมาสู่การรัฐประหาร ล้มรัฐบาลเลือกตั้ง ก็ต้องเกิดขึ้นอีก
ดังนั้น นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเสี่ยงที่จะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยการใช้เงื่อนไขของการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยังขัดแย้ง และไม่เป็นที่ยอมรับนี้ไปเรื่อยๆ เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ก็ได้เปิดช่องโหว่นี้ไว้ให้ตั้งแต่แรกนั่นแล้ว
ไปๆ มาๆ แผนเดิมก่อนการรัฐประหาร จะอุบัติขึ้น ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่นาน 3-5 ปี นั้นน่าจะกลายเป็นจริง
แต่อาจเพราะว่า นี่แค่ 1 ปีผ่านไป แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 เมื่อนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องต่อสู้กับประโยคที่ว่า คนไทยเบื่อง่าย
แต่ยุทธศาสตร์หนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ที่ทำสำเร็จก็คือ การวาดภาพความรุนแรง ความเลวร้ายหลังการเลือกตั้ง ให้กลายเป็นสิ่งที่คนไทยหวาดกลัว ทั้งม็อบปิดถนน การใช้อาวุธสงคราม ทหาร ตำรวจ ไม่ทำหน้าที่รักษาความสงบ กลับมาอีก
อีกทั้งคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่คิดไปว่า ถ้าเลือกตั้งได้ แล้วทายาทชินวัตร คนใดคนหนึ่งมาเป็นนายกฯ หรือใครในพรรคเพื่อไทย หรือได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกฯ อีก คนไทยก็คงคิดว่า ให้บิ๊กตู่เป็นนายกฯ ไปก่อนแล้วกัน
จนลืมคำว่า ประชาธิปไตย และการเลือกตั้งไปชั่วขณะ
แต่ก็สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจถึงขั้นที่ว่า จะเป็นนายกฯ อยู่ได้ โดยไม่ต้องมีกองทัพค้ำรัฐบาล ยิ่งหากต้องถูกจับตาว่า จะดัน บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ. น้องชาย ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในโยกย้ายกันยายนนี้
"ตอนนี้เราไประแวงกันเรื่องอำนาจ แล้วกลัวเรื่องของอำนาจ ซึ่งการใช้อำนาจในทางสร้างสรรค์ เขาถึงเรียกว่าอำนาจ แต่ถ้าสิ่งที่เป็นอำนาจแล้วขี้โกง ทุจริต เรื่องนี้ผมคิดว่าไม่ใช่อำนาจ จึงอย่าไปพูดว่าผมอยากจะอยู่ต่อ หรือ คสช. อยู่เพื่ออำนาจ ไม่ใช่ เพราะอำนาจคือเรื่องการอยากอยู่ต่อในตำแหน่ง โดยมีน้องชายผมคอยออกมาปกป้อง อย่ามาพูดอย่างนี้กับผม" บิ๊กตู่ ระบุ
"เขาจะมาค้ำอะไรได้ ถ้าผมทำไม่ดี กองทัพเขาจะค้ำผมมั้ย เวลาผมทำงานไม่มีพี่มีน้อง"
ด้วยเพราะการจะเลือกใคร ต้องดูจากความรู้ความสามารถ ความมีอาวุโส ความเหมาะสม
"ถ้าไอ้สองคนแรกมันห่วย มันไม่ได้ ก็ต้องตั้งคนที่ 3" บื๊กตู่ เปรย เพราะกว่าจะโตมาถึงขนาดนี้ เขาก็กรองกันมาทั้งหมดแล้ว ก็ไปไล่ความมีความอาวุโสกันมา ไม่ใช่ใครก็จะเป็นได้ ไม่ใช่ 5 เสือก็เป็นไปได้ทุกคน ถ้า รอง ผบ.ทบ. ดี ก็ต้องเป็น รอง ผบ.ทบ. ไม่ใช่ รอง ผบ. ไม่เอา ไปเอา เสธ. ไปเอาผู้ช่วยขึ้นมาแล้วจะตั้ง รอง ผบ.ทบ. มาทำไม"
แต่ไม่ต้องห่วง เพราะมีคณะกรรมการ มี พ.ร.บ.กลาโหม ผมไม่ไปก้าวก่าย ไม่ไปสั่งคนนั้นคนนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนว่าใครเป็นได้ ใครเป็นไม่ได้ ในกองทัพเขารู้อยู่แล้ว
"สื่ออย่าไปเขียนให้คนนั้นคนนี้ จากที่ไม่เคยอยากจะเป็นก็อยากเป็นขึ้นมาบ้าง คิดว่ากูก็มีสิทธิเหมือนกัน นี่แหละที่เรียกว่าความแตกแยกในกองทัพ เป็นเพราะสื่อ" พล.อ.ประยุทธ์ ลั่น
ทั้งนี้เพราะ พล.อ.อุดมเดช ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน จะเป็นคนเลือกว่าใครจะเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่ ผมไม่เคยสั่ง และตอนที่ผมเป็น ผบ.ทบ. ก็ไม่เคยเกรงใจใคร เพราะถือว่าเป็นสิทธิและอำนาจของผม แต่ทั้งหมดทุกคนจะเอาพวงของตัวเองเข้าสู่ที่ประชุม บอร์ดกลาโหมซึ่งมีคณะกรรมการแต่งตั้ง ถ้าทุกคนดูแล้ว แต่ละกองทัพไม่มีปัญหา เขาก็ตั้งไปตามนั้น
เป็นไปตามกลไกปกติ
"อย่าต้องใช้อำนาจ ต้องใช้กฎหรือใช้มาตรา 44 ตลอดไปจนตายเลย" บิ๊กตู่ เปรย
อีกไม่กี่อึดใจ ก็จะได้รู้กันแล้ว ทั้งอนาคตของน้องชาย และพี่ชายคนโต แห่ง จันทร์โอชา
ขอขอบคุณที่มา มติชนออนไลน์
