Home > A Tale of Two Sisters
 
 
:: Trailer
Trailer
 
:: Music Video
 
 

::>>Still Cut
>> stillcut 01
>> stillcut 02
>> stillcut 03
>> stillcut 04
>> stillcut 05
>> stillcut 06
>> stillcut 07
>> stillcut 08
>> stillcut 09
>> stillcut 10
>> stillcut 11
>> stillcut 12
>> stillcut 13
>> stillcut 14
>> stillcut 15
>> stillcut 16
>> stillcut 17
>> stillcut 18
>> stillcut 19
>> stillcut 20
>> stillcut 21
>> stillcut 22
>> stillcut 23
>> stillcut 24
>> stillcut 25
>> stillcut 26
>> stillcut 27
>> stillcut 28
>> stillcut 29
>> stillcut 30
 
 
 


ทุกๆครอบครัวย่อมมีความลับในด้านมืด (Every family has its dark secrets) นี่คือคำโฆษณาของภาพยนตร์เรื่อง A Tale of Two Sisters ที่ติดไว้ที่โปสเตอร์ เพื่อสื่อเป็นนัยๆว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้คุณจะได้สัมผัสกับเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร? A Tale of Two Sisters เป็นเรื่องราวของสมาชิกครอบครัวสี่คน ซึ่งประกอบด้วย พ่อที่ไม่สนใจลูกๆ รับบทโดย คิม คับ-ซู แม่เลี้ยงที่เครียดจนเกินไป รับบทโดย ยอม จอง-อา และสองสาวพี่น้องที่ดูอ่อนแอและเปราะบาง รับบทโดย อิม ซู- จอง และ มุน คึน-ยอง พวกเขาทั้งสี่กำลังจะเล่าเรื่องครอบครัวของพวกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่?

 

มุน คึน-ยอง รับบท ซูยอน


"A Tale of Two Sisters เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของฉัน" เธอตั้งใจจะบอกอะไรกันนะ? นับจากหนังเรื่อง On the Way และ Lover's Concerto แล้ว A Tale of Two Sisters ก็เป็นแค่ผลงานชิ้นที่สองเท่านั้น เธอตั้งใจจะลาวงการบันเทิงอย่างนั้นเหรอ? มุน คึน-ยอง ทำหน้าแดงแล้วพูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า "เพราะว่าฉันคงไม่พบหนังดีขนาดนี้อีกแล้ว" หลังจาก มุน คึน-ยอง คุยเรื่องบทและหนังต่างๆ กับผู้กำกับ คิม จี-วุน ตั้งชั่วโมงครึ่งแล้ว และถูกเลือกให้รับบทซูยอนใน A Tale of Two Sisters เธออ่านบทอยู่หลายครั้งไปมา แม้ว่าเธอจะยังไม่เข้าใจว่ามันน่ากลัวตรงไหน แต่เธอกลับหลงรักตัวละครที่เธอต้องรับผิดชอบนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น "ซูยอนเป็นเด็กที่ฉลาดมากเกินไป ซูยอนเป็นตัวละครที่อ่อนโยนที่โดนทำลายโดยแม่เลี้ยง สีหน้าและแววตาของเธอต้องเหมือนร้องไห้ตลอดเวลา" ความตั้งใจดังกล่าวเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความลับของหนัง ซึ่งบอกรายละเอียดไม่ได้แน่เพื่อคนดูหนังจะได้ดูอย่างมีอัตถรส ผู้กำกับ คิม จี-วุน พูดถึง มุน คึน-ยอง ว่า เธอคือ "เด็กที่อยู่ในมิติอื่น" ดวงตาที่มีแววโศกเศร้า ทำให้ใครต่อใครสงสารและเอ็นดูเธอมากกว่าปกติ มันไม่เหมือนสายตาของเด็กๆ
ผลงานชิ้นแรกที่ทำให้เรารู้จัก มุน คึน-ยอง กันก็คือละครเรื่อง Autumn in My Heart ซึ่งเธอรับบทเป็นซอง เฮ-เคียวในสมัยเด็ก เธอเป็นนักเรียนชั้นม.4 ที่มีอารมณ์ดีซึ่งต่างจากซูยอนในหนังเรื่อง A Tale of Two Sisters ชนิดฟ้ากับเหว ตอนนี้ปัญหาคือไม่ใช่อนาคตจะเป็นนักแสดงต่อไปหรือไม่ เธออยากเรียนและผ่านการสอบ มุน คึน-ยอง พูดและยิ้มว่า "ยังไม่แน่ใจว่าจะเล่นหนังต่อไปหรือเปล่า? แต่เรียนต้องจบให้ได้ใช่ไหมคะ?"

 

อิม ซู-จอง รับบท ซูมี


"เธอทำแบบนี้ทำไม?" พ่อถามอย่างนั้น ซูมีตอบว่า "ไม่รู้เหรอ? หรือไม่รู้จริงๆ ว่าฉันทำอย่างนี้เพราะอะไร จึงต้องมาถามอย่างนั้นหรือ?" ซูมีพยายามแสดงให้พ่อเห็นว่าเธอต้องดูแลและปกป้องน้องจากแม่เลี้ยงยังไง บอกกับพ่อที่ไม่สนใจด้วยเสียงโกรธขึงปนเศร้า ซูมีมีอารมณ์ปรวนแปรหลายแบบ เธอเป็นนางเอกและเป็นตัวละครที่พาเราไปสู่บรรยากาศสยองขวัญใน A Tale of Two Sisters อิม ซู-จอง รับบทเป็นซูมี ผู้ซึ่งมีความโกรธต่ออึนจูผู้เป็นแม่เลี้ยง เธอแสดงออกราวกับเป็นแม่ของซูยอนทั้งที่ซูยอนเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น และนอกจากนั้นเธอยังต้องเผชิญกับความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดต่อมูเฮียนผู้เป็นพ่อ "การที่ต้องแสดงเป็นคนที่มีบุคลิกสับสน จำเป็นต้องทำความเข้าใจมันอย่างดีตั้งแต่แรกและสมาธิคือสิ่งที่สำคัญที่สุดใช่ไหมคะ?" อิม ซู-จอง แทบหมดแรงทุกครั้งที่ผู้กำกับสั่งคัท เพราะเธอต้องใช้พลังอย่างมหาศาลเพื่อแสดงอย่างที่ผู้กำกับต้องการ วันหนึ่ง อิม ซู-จอง ดูรายการสารคดีทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวที่เสียลูกด้วย "เหตุการณ์ไฟไหม้ค่ายเยาวชนฤดูร้อน" นักข่าวถามเด็กว่า "รู้ไหมว่าพี่ชายอยู่ที่ไหน" เด็กเขาชี้หน้าอกตัวเองพร้อมกับเผยรอยยิ้มน่ารัก แต่หลังจากดูภาพเหตุการณ์นั้นแล้ว เธอกลับหนีออกไปหลบด้านหลังโซฟาและร้องไห้เสียงดัง อิม ซู-จอง เข้าใจความเศร้าของเด็กคนนั้น เพราะบทของเธอก็คล้ายคลึงกันกับบางส่วนในแง่ที่ว่าเด็กคนนั้นก็เป็น หนึ่งในเหยื่อที่สามารถรอดได้จากวิกฤตขณะที่คนใกล้ชิดของเธอจากไป
อิม ซู-จอง ตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับบทของซูมี จนบางครั้งเธอได้ยินเหมือนเสียงกระซิบของผู้หญิงในเวลาถ่ายหนัง ในหนังเธอจ้องมองย้อนกลับมาที่กล้องโดยไม่ต้องแสดงสีหน้าเย็นชาราวกับรูปสลัก เธอพิถีพิถันในการแสดงออก ด้วยประสบการณ์ทำให้เธอสามารถเข้าถึงบทได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบดูกับ 4 ปีที่แล้ว ที่เริ่มเล่นละคร เธอทิ้งท้ายกับเราว่า "อยากจะเล่นหนังต่อ แต่ไม่แน่ใจว่าในฉันจะได้รับบทที่ดีอย่างนี้อีกหรือเปล่า ฉันห่วงนะค่ะ" ว่าแต่ว่ามันเป็นความห่วงของคนเดียวเองมั้ง!


ยอม จอง-อา รับบท อึนจู (ผู้เป็นแม่เลี้ยง)


"ฉันเป็นผี ใช่หรือไม่ใช่คะ?" นี่คือคำแรกที่ ยอม จอง-อา ถามเมื่อได้รับบทหนังเรื่อง A Tale of Two Sisters เปิดเผยว่าเธอออกจะเป็นคนขี้ขลาด ถ้าดูหนังสยองขวัญแล้วรู้สึกกลัวก็จะฝันร้ายตลอด เธอมักมีอาการแบบนั้น ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้คนรอบข้างของเธอรู้สึกกลัว ในหนัง A Tale of Two Sisters แม้ว่าเธอออกจะเกรงกลัว แต่เธอคิดว่า "ถ้าฉันไม่ได้เล่นแล้ว ฉันคงเสียใจแน่" ยอม จอง-อา ไม่เคยฝันร้ายระหว่างเวลาถ่ายทำหนัง เธอแสดงออกด้วยเสียงแหลมสูง "ลูกๆ มาแล้วเหรอ~" อึนจูต้อนรับเด็กๆ ที่มาจากโรงพยาบาล เธอทำให้สถานการณ์ภายในบ้านแผงบรรยากาศน่าสะพรึง ในบทหนังอึนจูเป็นผู้หญิงที่ดุและแกร่ง ผู้กำกับ คิม จี-วุน เจอกับ ยอม จอง-อา แล้วหลังจากนั้นเขาจึงได้ปรับเปลี่ยนบทเพื่อให้เหมาะสมกับ ยอม จอง-อา บทอึนจูคือความท้าทายใหม่สำหรับ ยอม จอง-อา ในครั้งแรกบทของอึนจูเปรียบเสมือนมีดซึ่งคมมากจนพร้อมที่จะเฉือนคนอื่นให้เป็นชิ้นๆ แต่มันดูไม่เหมาะสมกับ ยอม จอง-อา ผู้กำกับจึงปรับให้เธอเป็นเหมือนลูกระเบิดที่ถอดสลักแล้ว มันกลับสร้างบรรยากาศที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า เพราะระเบิดแม้วางอยู่เฉยๆมันก็ฆ่าคนได้ แม้ ยอม จอง-อา จะไม่เคยประสบความสำเร็จสูงสุดแต่เธอก็ไม่เคยพบกับความล้มเหลว จนกระทั่ง คราวนี้เธอสามารถแสดงได้อย่างน่าจดจำ จนพูดได้ว่า A Tale of Two Sisters คือ "การพัฒนาก้าวกระโดดของ ยอม จอง-อา"

 

คิม คับ-ซู รับบท มูเฮียน (ผู้เป็นพ่อ)


ตุลาคมปี 2002 คิม คับ-ซู ได้รับโทรศัพท์ เขาตอบกับผู้กำกับ คิมจี-วุน ว่า "ตกลง" โดยไม่ขอดูบทหนัง เพราะเขาเชื่อฝีมือผู้กำกับคนนี้ เมื่อหลายปีก่อนเขาปฏิเสธเล่นหนัง The Foul King ซึ่งเป็นความเสียดายและเสียใจต่อการตัดสินใจครั้งนั้น แต่เขาเริ่มเป็นกังวลหลังจากได้อ่านบทหนังแล้ว เขาเป็นนักแสดงที่มีประสบการณ์มาก เคยร่วมงานผู้กำกับชั้นนำหลายคน แต่ไม่เคยคุยกับผู้กำกับเพื่อทำความเข้าใจกับบทได้นานขนาดนี้มาก่อน จนกระทั่งถึงหนังถ่ายทำจบไปแล้วเขาก็ยังไม่ได้เข้าใจเต็มที่ด้วยซ้ำ A Tale of Two Sisters เป็นหนังที่ทำให้คนดูต้องตึงเครียดตลอดเวลา คิม คับ-ซู เล่นบทที่ไม่ได้ทำอะไรมากนัก แต่เป็นบทสำคัญที่กำความลับของหนังทั้งหมดไว้ มูเฮียนเป็นตัวละครที่แตกต่างจากตัวละครอื่นๆใน A Tale of Two Sisters ผู้หญิงทุกคนในหนังเรื่องนี้จะต้องมีบทตะโกนเสียงร้องจนถึงเป็นลม แต่มูเฮียนมองพวกเธออย่างเย็นชา ทำไมละ? ความลับดังกล่าวอาจทำให้ใครบางคนต้องสยองก็ได้
"ถึงแม้ว่าจะเป็นบทรอง แต่มันก็สามารถจะแสดงให้ดีและทำให้มันมีความสำคัญกับหนังได้" นี่คือความคิดของ คิม คับ-ซู ความไม่พอใจอย่างหนึ่งกับหนัง A Tale of Two Sisters ของเขา ก็คือ "พ่อที่ดูแลบ้านที่ซึ่งมีผู้หญิงจิตผิดปกติถึง 3 คนซึ่งล้วนเป็นที่รัก จะมีความทุกข์มากแค่ไหนรู้ไหมครับ? ถ้าคิดเรื่องนี้ออกได้แล้วคุณก็ไม่จำเป็นต้องดูหนังเรื่องนี้?"

Weekly Issue คุยกับผู้กำกับ คิม จี-วุน กับผลงานการกำกับล่าสุดของเขา A Tale of Two Sisters

ผู้กำกับ คิม จี-วุน ทำหนัง The Quiet Family , The Foul King , Coming Out และ Memories ส่วนหนังใหม่ของเขาคือ A Tale of Two Sisters ซึ่งเริ่มฉายแล้วเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้กำกับยุ่งยากกว่านักแสดงก็เพราะเป็นแบบนี้ A Tale of Two Sisters เป็นหนังสยองขวัญและเรื่องโศกเศร้าเกี่ยวกับบาดแผลจากอดีต เราเจอกับผู้กำกับ คิม จี-วุน เมื่อวันหนึ่งในหน้าร้อนที่อากาศเย็น

"นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็ยังมีหัวเรื่องอื่นอีกมาก แต่ทำไมต้องเลือกนิยายโบราณ จังฮวาและโฮงเรียน มาทำเป็นหนังครับ?"

ผมต้องพูดถึง Three ตอน Memories ก่อนครับ ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างความสยดสยอง แต่มันยังไม่สมบูรณ์เพราะเรื่องโดยรวมขาดความต่อเนื่อง มันยากที่จะทำสิ่งนั้นได้ในหนังสั้น ดังนั้นอยากนำความรู้สึกแบบเดียวกันมาใส่ในหนังเรื่องยาว พอดี producer โอ กิ-มิน เขาบอกว่าอยากนำเรื่อง จังฮวาและโฮงเรียน มาทำเป็นหนัง แล้วเขาก็ชวนผมทำหนังด้วยกัน ผมคิดมานานแล้วว่าอยากทำหนังสยองขวัญแต่ต้องทำให้มันเป็นหนังที่ดูสวยด้วย จึงคิดว่า จังฮวาและโฮงเรียน เหมาะสมตามความต้องการของผม

"หนังนี้ถูกเปรียบเทียบกับหนังอย่าง The Sixth Sense และ The Others เพราะมันมีการจบแบบหักมุม"

นอกจาก The Sixth Sense และ The Others แล้ว ก็ยังเปรียบเทียบกับ The Ring และ Audition ด้วยได้ ผมเห็นว่านอกจากคนทำหนังแล้วคนดูหนังก็ยังติดอยู่กับการอ้างอิงหนังจากหนังเรื่องอื่นๆ เพียงเพราะว่ามันมีการจบแบบหักมุม แต่ผมว่าจุดหักมุมจริงๆในหนังมันไม่ใช่เรื่องของผี แต่มันเป็นส่วนท้ายสุดที่เล่าเรื่อง Flashback ไปที่เหตุการณ์ในอดีตซึ่งผมถ่ายฉากนั้นคนละอารมณ์กับหนังทั้งเรื่อง การ Flashback ไปผมเจตนาให้มันเป็นการหักมุมที่แท้จริง ส่วนการหักมุมครั้งอื่นๆที่แสดงออกมาตอนแรกมันเป็นแค่เครื่องมือนำไปสู่จัดหักมุมสุดท้าย

"คุณคิดอย่างไรกับเรื่องที่เนื้อหาหรือรูปแบบหนังจะถูกเปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ แล้วทำให้คุณรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าในการทำงาน?"

ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนกันครับ ผมบอกไว้แล้วว่าทุกคนไม่ปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากประสบการณ์ เมื่อดูหนังเรื่องหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันมาก่อน ผมเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเลียนแบบวิธีการสร้างสถานการณ์ตึงเครียดด้วยเงื่อนไขแบบ thriller หรือ suspense มันแตกต่างกับที่เราเลียนแบบฉากใดฉากหนึ่ง การสร้างสถานการณ์ตึงเครียดและไม่มั่นคงมันเป็นเรื่องของความสามารถและเทคนิคของแต่ละบุคคล ผมไม่คิดว่ามันเป็นการเลียนแบบแต่เป็นทักษะที่อาจจะมีเหมือนกันครับ

"ในด้านหนึ่งของหนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับรอยแผลและความทรงจำ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีอะไรเชื่อมโยงเกี่ยวกับ 'Memories' หรือเปล่าครับ?"

'Memories' คือการทำให้เรื่องนามธรรมที่เกี่ยวกับความทรงจำมาเป็นเรื่องรูปธรรม แต่ A Tale of Two Sisters คือความทรงจำที่เราเมินเฉยแต่ในที่สุดก็กลับมาผูกมัดชีวิตของตัวเองแล้วกลายเป็นคำสาป ในหนังเรื่องนี้แม่ป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ พ่อจึงพานางพยาบาลมาดูแลแม่ แต่แม่ก็ยังไม่หาย พ่อคงจะอยากปลดปล่อยความอึดอัดที่เกิดจากเรื่องยุ่งยากในครอบครัว บางครั้งจึงออกไปเที่ยวกับนางพยาบาลบ้าง แต่พอกลับมาบ้านแล้วสบตากับลูกๆ ซึ่งคงจะทำให้ลูกเจ็บปวด ผมอยากจะบอกอะไรแบบนั้น ในโลกนี้บางครั้งเรื่องใหญ่จะแก้ง่ายกว่าเรื่องเล็กๆ เรื่องเล็กๆมันทำให้เจ็บปวดกันและกันแล้วทำให้เกิดเรื่องใหญ่อีกได้

"มีคนพูดว่าวิธีการจบหักมุมใน A Tale of Two Sisters ค่อนข้างเล่าเรื่องได้อ่อนในส่วนของเหตุผล"

A Tale of Two Sisters ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ narrative ถ้าดู dramatic effect แล้วจะรู้ พูดง่ายๆ แล้ว หมายความว่า ทำด้วยวิธี impressionistic speech style confusion and dissolution, confrontation situation คือทำให้เกิดเรื่องที่แก้ไม่ได้อีก ซึ่งเหมือนกับหนังของ David Lynch หนังนี้อธิบายไม่ถูก เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดใน epilogue เกิดขึ้นเพราะคนเราไม่สมบูรณ์ที่ไม่มีเหตุผล เราต้องนำเรื่องนี้เป็นหัวเรื่อง ดังนั้น narrative จะต้องสับสนไปหน่อยแล้วไม่ต้องสนใจการเล่าเรื่อง เช่น ตอนแรกเริ่มต้นด้วยคนหนึ่งแต่ถึงเวลาใดแล้วหลายคนออกมาด้วยกัน การสับสนแบบนี้อยากจะบอกว่าคือความคิดที่สับสนของซูมี

"มีฉากหลายฉากที่ทำให้สงสัยถึงความตั้งใจของผู้กำกับ"

เวลาทำหนัง ประมาณ 70% ผมทำตามความตั้งใจของผม แต่อีกประมาณ 30% ผมก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ทำไมทำแบบนั้นและทำไมทำรูปแบบนั้นก็มี หาส่วนที่ผู้กำกับก็ไม่นึกถึง มันเป็นหน้าที่ของนักวิจารณ์ใช่ไหม?

"บทตัวละครของซูยอนยังไม่ชัดเจน จริงหรือเปล่าครับ?"

สำหรับซูมีเขารู้สึกผิดกับตัวเอง แต่ความจริงของเหตุการณ์ซ่อนอยู่โดยซูมีไม่รู้ตัว ดังนั้นซูมีจะแก้ความผิดโดยใช้ลักษณะของคนอื่น ตัวจริงของซูยอนคงไม่ต้องพูดมาก จะดีกว่าครับ

"มือที่ออกมาจากข้างในกระโปรงของผี มันหมายความว่าอะไรครับ?"

ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ตอนแรกใบหน้าของเด็กจะออกมาแต่ดูแปลกมากเกินเลยเปลี่ยนเป็นมือแทน คงจะเป็นสัญลักษณ์ของซูยอนหรือเปล่า? ซึ่งเกี่ยวข้องกับฉากที่มือของซูยอนออกมาจากตู้เสื้อผ้า และอีกอย่างคือการแสดงของความผิดซึ่งไม่ได้ช่วยเหลือแล้วปล่อยไป

"มีฉากหนึ่งที่ว่าซูมีผ่านป่าไม้ไผ่ไปห้องเก็บของ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกิดอะไรขึ้นแน่แต่ตัดต่อไปแล้ว เปลี่ยนเป็นฉากว่าถือกระเป๋าและออกมาจากบ้าน เลยสงสัยว่ามีอะไรขาดไปเวลาตัดต่อครับ?"

ก็มีฉากที่ตัดไป ในห้องเก็บของเขาดูของแม่ พอดีมีเสียงแปลกดังขึ้นแล้วเปิดลิ้นชักดู ที่นั่นหนูตัวหนึ่งกระโดดออกมา ซูมีตกใจเลยรีบปิดลิ้นชัก หนูหนีไม่ทันเลยถูกจับระหว่างช่องลิ้นชัก ฉากนี้มีคำวิจารณ์แยกเป็นสองส่วน ก็คือ บางคนบอกว่าตลกมาก แต่บางคนบอกว่าไม่น่ามี เหตุที่ตัดฉากนี้ทิ้งไปก็คือเพราะไม่เหมาะสมกับระดับหนังนี้ (หัวเราะ) สำหรับปลาในตู้เย็นไม่มีคำอธิบายใดๆ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทำให้สงสัยคนอื่น ผมอยากจะทำให้ประทับใจแบบ grotesque และ unusual แล้วก็เป็นฉากที่ทำให้หลง mystery ของหนังมากยิ่งขึ้น

"เห็นว่ามีเรื่องความโลภส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง"

ใช่ นี่เป็นเรื่องสยองขวัญแต่ไม่ใช่แค่ทำหนังน่ากลัวและตกใจ แต่อยากจะแสดงความตั้งใจของผมด้วย เรื่องนี้ฟังแล้วเหมือนคำโฆษณาเลยผมไม่อยากพูด แต่เหตุผลที่ผมโกนผมเวลาประท้วงเรื่องนักเรียนที่ถูกฆ่าตายจากทหารอเมริกา ก็คือ เพราะผมแรงบันดารใจจาก A Tale of Two Sisters เพราะว่าเมื่อทำหนังนี้ผมเข้าใจอย่างเต็มที่ว่าชีวิตของเด็กๆ ที่ไม่ได้ดูแลรักษาแล้วตายไปก่อนถึงโต ผมอยากจะเล่าเรื่องราวชีวิตของมนุษย์ที่ดิ้นรน ซึ่งทำให้ผมมีความโลภกับหลายๆส่วน The Quiet Family เป็นหนังวุ่นวายที่แสดงสถานการณ์อย่างชัดเจน และ The Foul King เป็นหนังตลกที่แสดงตัวลักษณะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ความคิดด้วยนามธรรมและทางจิต ผมจึงต้องบอกแบบนี้ให้ได้ ผมเลยใช้ visual และ sound effect เต็มที่ ในสถานที่เดียวกัน ด้วยแค่สี่คน ไม่ให้ความตึง ความทึบ ความหนาแน่นเสียระหว่างทั้งสองชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องยากจริงๆ เพราะฉะนั้นผมต้องสนใจกับทุกฉากในหนัง อาจจะดูเหมือนผมมีโลภมากก็ได้

"ในฉากที่มีเสียงเท้าจากชั้นสอง ก็เห็นว่าสนใจกับ sound effect อย่างมาก"

เพราะ A Tale of Two Sisters เป็นหนังสยองขวัญ เสียงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเสียงจะทำให้เรารู้สึกกลัวหรือผ่อนคลายได้

"เห็นว่ามีคำชมเกี่ยวกับการถ่ายทำและงานด้านศิลปะมากๆในหนังเรื่องนี้"

ก็มี shot ที่ถ่ายใกล้และละเอียดกับทุกสิ่งที่เห็นได้ในกล้องมาก แต่ผมพยายามหาสถานการณ์ที่ทำด้วยศิลปะหรือสิ่งต่างๆ จะไม่ให้เสียอารมณ์หรือความรู้สึก ดังนั้นต้องเอาของหรือคนที่ประกอบหรือส่วนละเอียดของฉากดึงออกมากเหมือนกัน โดยภาพรวมแล้วต้องสร้างบรรยากาศเดียวกันตลอดเลยจนถึงสนใจสิ่งของที่มองไม่เห็นในกล้องด้วย ผมต้องสนใจส่วนเรื่อง visual ต่างๆ ต้องหาผู้กำกับถ่ายหนังและผู้กำกับ lighting ที่มือใหม่ เพราะอยากจะใช้สีที่ไม่เหมือนเดิมและทำให้รู้สึก handmade เราต้องพยายามและอดทนอย่างเต็มที่ เราต้องลงทุนทั้งเวลาและความพยายาม

"ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ คุณคิดว่าได้ความอิสรภาพมากที่สุดในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?"

ทางด้าน Horror หรือ Noir ควบคุมผู้กำกับมากที่สุด เพราะต้องใช้ visual, sound และ act เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันหนังทางด้านนี้มีเสน่ห์กับผู้กำกับและมีความทุกข์ตามมาด้วย ถ้าผมนึกถึงหนังที่ผมชอบแล้ว A Tale of Two Sisters และ Memories ก็ไปได้ใกล้เคียงกับสิ่งนั้นแล้ว

"ถ้าไม่ติดเรื่องงบประมาณในการถ่ายทำแล้ว คุณอยากจะทำหนังแนวไหน?"
Pickpocket ของ Robert Bresson หรือ Le Mepris ของ Godara ผมมั่นใจว่าจะทำได้ดีมากที่สุดคือหนังแบบ Ghost World หนังที่มีอารมณ์ขันแบบเชยแต่ทำให้เรารู้สึกเศร้า ถ้ามีคนมาทำให้เราทำหนังโดยไม่ต้องสนใจเงิน แล้วผมอยากจะทำหนังแบบนี้จริงๆ

"คุณรู้สึกว่า หนังของคุณจะดีขึ้นเรื่อยๆไหม?"

ผมทำหนังใหม่เพื่อจะชดเชยส่วนที่ขาดไปในหนังเก่า เมื่อทำหนัง The Quiet Family แล้วคิดว่า narrative จะน้อยเกินไป เลยทำหนัง The Foul King ซึ่งขึ้นอยู่กับ narrative หนัง The Foul King มีแต่สายตาของผู้ชายเท่านั้น เลยทำหนัง Coming Out และ Memories ที่มีความรู้สึกทางผู้หญิง เวลาทำหนัง Coming Out อยากจะมีอารมณ์จริงจัง เลยทำหนัง Memories แต่ Memories ทำให้รู้สึกแห้งๆ เลยทำหนัง A Tale of Two Sisters ที่มีความรู้สึกชุ่มชื้นและเหนียวๆ

"คุณคงเหนื่อยมากพอสมควรแล้ว คราวหน้าคุณคิดจะทำหนังแบบเล่นๆดูบ้างหรือเปล่า?"

ผมอยากจะทำหนังที่มาจากเรื่องจริง ถึงตอนนี้ผมทำหนังแต่ใช้จิตนาการณ์ ทำหนังด้วยตัวลักษณะที่ไม่จริงและสถานการณ์ไม่จริง ผมเลยคิดว่า "มันอะไรกันแน่?" ถ้าผมจะทำด้วยเรื่องจริงละก็ คงทำให้รู้สึกชินกว่าอย่างมาก ถ้าพูดถึงแนวหนัง ผมอยากจะทำหนังแนว Noir หนัง melo ก็ดี แต่ผมไม่อยากทำหนังสยองขวัญอีกแล้วล่ะครับ

***A Tale of Two Sisters มีกำหนดเข้าฉายในไทย วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2003 ทุกโรงภาพยนตร์***

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทางค่ายหนังนนท์นันท์ครับ

 
 
::>>Star Profile

 

Moon Geun-Young
Im Soo-Jung
 
::>> Movie Review
A Tale of Two Sisters
::>>Poster

 

>> Version 1
>> Version 2
>> Version 3
>> Version 4
 
 
 
contact webmaster
 
popcornfor2@hotmail.com
..............:::: Home | Movies | What's News | Flash | Download | Stars | Webboard