| Weekly
Issue คุยกับผู้กำกับ คิม จี-วุน กับผลงานการกำกับล่าสุดของเขา
A Tale of Two Sisters
ผู้กำกับ คิม จี-วุน ทำหนัง The
Quiet Family , The Foul King , Coming Out และ Memories
ส่วนหนังใหม่ของเขาคือ A Tale of Two Sisters ซึ่งเริ่มฉายแล้วเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา
ผู้กำกับยุ่งยากกว่านักแสดงก็เพราะเป็นแบบนี้ A Tale of
Two Sisters เป็นหนังสยองขวัญและเรื่องโศกเศร้าเกี่ยวกับบาดแผลจากอดีต
เราเจอกับผู้กำกับ คิม จี-วุน เมื่อวันหนึ่งในหน้าร้อนที่อากาศเย็น
"นอกจากเรื่องนี้แล้ว
ก็ยังมีหัวเรื่องอื่นอีกมาก แต่ทำไมต้องเลือกนิยายโบราณ
จังฮวาและโฮงเรียน มาทำเป็นหนังครับ?"
ผมต้องพูดถึง Three ตอน Memories
ก่อนครับ ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างความสยดสยอง
แต่มันยังไม่สมบูรณ์เพราะเรื่องโดยรวมขาดความต่อเนื่อง
มันยากที่จะทำสิ่งนั้นได้ในหนังสั้น ดังนั้นอยากนำความรู้สึกแบบเดียวกันมาใส่ในหนังเรื่องยาว
พอดี producer โอ กิ-มิน เขาบอกว่าอยากนำเรื่อง จังฮวาและโฮงเรียน
มาทำเป็นหนัง แล้วเขาก็ชวนผมทำหนังด้วยกัน ผมคิดมานานแล้วว่าอยากทำหนังสยองขวัญแต่ต้องทำให้มันเป็นหนังที่ดูสวยด้วย
จึงคิดว่า จังฮวาและโฮงเรียน เหมาะสมตามความต้องการของผม
"หนังนี้ถูกเปรียบเทียบกับหนังอย่าง The Sixth
Sense และ The Others เพราะมันมีการจบแบบหักมุม"
นอกจาก The Sixth Sense และ The
Others แล้ว ก็ยังเปรียบเทียบกับ The Ring และ Audition
ด้วยได้ ผมเห็นว่านอกจากคนทำหนังแล้วคนดูหนังก็ยังติดอยู่กับการอ้างอิงหนังจากหนังเรื่องอื่นๆ
เพียงเพราะว่ามันมีการจบแบบหักมุม แต่ผมว่าจุดหักมุมจริงๆในหนังมันไม่ใช่เรื่องของผี
แต่มันเป็นส่วนท้ายสุดที่เล่าเรื่อง Flashback ไปที่เหตุการณ์ในอดีตซึ่งผมถ่ายฉากนั้นคนละอารมณ์กับหนังทั้งเรื่อง
การ Flashback ไปผมเจตนาให้มันเป็นการหักมุมที่แท้จริง
ส่วนการหักมุมครั้งอื่นๆที่แสดงออกมาตอนแรกมันเป็นแค่เครื่องมือนำไปสู่จัดหักมุมสุดท้าย
"คุณคิดอย่างไรกับเรื่องที่เนื้อหาหรือรูปแบบหนังจะถูกเปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ
แล้วทำให้คุณรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าในการทำงาน?"
ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนกันครับ
ผมบอกไว้แล้วว่าทุกคนไม่ปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากประสบการณ์
เมื่อดูหนังเรื่องหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันมาก่อน ผมเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่การเลียนแบบวิธีการสร้างสถานการณ์ตึงเครียดด้วยเงื่อนไขแบบ
thriller หรือ suspense มันแตกต่างกับที่เราเลียนแบบฉากใดฉากหนึ่ง
การสร้างสถานการณ์ตึงเครียดและไม่มั่นคงมันเป็นเรื่องของความสามารถและเทคนิคของแต่ละบุคคล
ผมไม่คิดว่ามันเป็นการเลียนแบบแต่เป็นทักษะที่อาจจะมีเหมือนกันครับ
"ในด้านหนึ่งของหนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับรอยแผลและความทรงจำ
ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีอะไรเชื่อมโยงเกี่ยวกับ 'Memories'
หรือเปล่าครับ?"
'Memories' คือการทำให้เรื่องนามธรรมที่เกี่ยวกับความทรงจำมาเป็นเรื่องรูปธรรม
แต่ A Tale of Two Sisters คือความทรงจำที่เราเมินเฉยแต่ในที่สุดก็กลับมาผูกมัดชีวิตของตัวเองแล้วกลายเป็นคำสาป
ในหนังเรื่องนี้แม่ป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ พ่อจึงพานางพยาบาลมาดูแลแม่
แต่แม่ก็ยังไม่หาย พ่อคงจะอยากปลดปล่อยความอึดอัดที่เกิดจากเรื่องยุ่งยากในครอบครัว
บางครั้งจึงออกไปเที่ยวกับนางพยาบาลบ้าง แต่พอกลับมาบ้านแล้วสบตากับลูกๆ
ซึ่งคงจะทำให้ลูกเจ็บปวด ผมอยากจะบอกอะไรแบบนั้น ในโลกนี้บางครั้งเรื่องใหญ่จะแก้ง่ายกว่าเรื่องเล็กๆ
เรื่องเล็กๆมันทำให้เจ็บปวดกันและกันแล้วทำให้เกิดเรื่องใหญ่อีกได้
"มีคนพูดว่าวิธีการจบหักมุมใน
A Tale of Two Sisters ค่อนข้างเล่าเรื่องได้อ่อนในส่วนของเหตุผล"
A Tale of Two Sisters ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ
narrative ถ้าดู dramatic effect แล้วจะรู้ พูดง่ายๆ แล้ว
หมายความว่า ทำด้วยวิธี impressionistic speech style
confusion and dissolution, confrontation situation คือทำให้เกิดเรื่องที่แก้ไม่ได้อีก
ซึ่งเหมือนกับหนังของ David Lynch หนังนี้อธิบายไม่ถูก
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดใน epilogue เกิดขึ้นเพราะคนเราไม่สมบูรณ์ที่ไม่มีเหตุผล
เราต้องนำเรื่องนี้เป็นหัวเรื่อง ดังนั้น narrative จะต้องสับสนไปหน่อยแล้วไม่ต้องสนใจการเล่าเรื่อง
เช่น ตอนแรกเริ่มต้นด้วยคนหนึ่งแต่ถึงเวลาใดแล้วหลายคนออกมาด้วยกัน
การสับสนแบบนี้อยากจะบอกว่าคือความคิดที่สับสนของซูมี
"มีฉากหลายฉากที่ทำให้สงสัยถึงความตั้งใจของผู้กำกับ"
เวลาทำหนัง ประมาณ 70% ผมทำตามความตั้งใจของผม
แต่อีกประมาณ 30% ผมก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ทำไมทำแบบนั้นและทำไมทำรูปแบบนั้นก็มี
หาส่วนที่ผู้กำกับก็ไม่นึกถึง มันเป็นหน้าที่ของนักวิจารณ์ใช่ไหม?
"บทตัวละครของซูยอนยังไม่ชัดเจน
จริงหรือเปล่าครับ?"
สำหรับซูมีเขารู้สึกผิดกับตัวเอง
แต่ความจริงของเหตุการณ์ซ่อนอยู่โดยซูมีไม่รู้ตัว ดังนั้นซูมีจะแก้ความผิดโดยใช้ลักษณะของคนอื่น
ตัวจริงของซูยอนคงไม่ต้องพูดมาก จะดีกว่าครับ
"มือที่ออกมาจากข้างในกระโปรงของผี
มันหมายความว่าอะไรครับ?"
ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ตอนแรกใบหน้าของเด็กจะออกมาแต่ดูแปลกมากเกินเลยเปลี่ยนเป็นมือแทน
คงจะเป็นสัญลักษณ์ของซูยอนหรือเปล่า? ซึ่งเกี่ยวข้องกับฉากที่มือของซูยอนออกมาจากตู้เสื้อผ้า
และอีกอย่างคือการแสดงของความผิดซึ่งไม่ได้ช่วยเหลือแล้วปล่อยไป
"มีฉากหนึ่งที่ว่าซูมีผ่านป่าไม้ไผ่ไปห้องเก็บของ
ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกิดอะไรขึ้นแน่แต่ตัดต่อไปแล้ว เปลี่ยนเป็นฉากว่าถือกระเป๋าและออกมาจากบ้าน
เลยสงสัยว่ามีอะไรขาดไปเวลาตัดต่อครับ?"
ก็มีฉากที่ตัดไป ในห้องเก็บของเขาดูของแม่
พอดีมีเสียงแปลกดังขึ้นแล้วเปิดลิ้นชักดู ที่นั่นหนูตัวหนึ่งกระโดดออกมา
ซูมีตกใจเลยรีบปิดลิ้นชัก หนูหนีไม่ทันเลยถูกจับระหว่างช่องลิ้นชัก
ฉากนี้มีคำวิจารณ์แยกเป็นสองส่วน ก็คือ บางคนบอกว่าตลกมาก
แต่บางคนบอกว่าไม่น่ามี เหตุที่ตัดฉากนี้ทิ้งไปก็คือเพราะไม่เหมาะสมกับระดับหนังนี้
(หัวเราะ) สำหรับปลาในตู้เย็นไม่มีคำอธิบายใดๆ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทำให้สงสัยคนอื่น
ผมอยากจะทำให้ประทับใจแบบ grotesque และ unusual แล้วก็เป็นฉากที่ทำให้หลง
mystery ของหนังมากยิ่งขึ้น
"เห็นว่ามีเรื่องความโลภส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง"
ใช่ นี่เป็นเรื่องสยองขวัญแต่ไม่ใช่แค่ทำหนังน่ากลัวและตกใจ
แต่อยากจะแสดงความตั้งใจของผมด้วย เรื่องนี้ฟังแล้วเหมือนคำโฆษณาเลยผมไม่อยากพูด
แต่เหตุผลที่ผมโกนผมเวลาประท้วงเรื่องนักเรียนที่ถูกฆ่าตายจากทหารอเมริกา
ก็คือ เพราะผมแรงบันดารใจจาก A Tale of Two Sisters เพราะว่าเมื่อทำหนังนี้ผมเข้าใจอย่างเต็มที่ว่าชีวิตของเด็กๆ
ที่ไม่ได้ดูแลรักษาแล้วตายไปก่อนถึงโต ผมอยากจะเล่าเรื่องราวชีวิตของมนุษย์ที่ดิ้นรน
ซึ่งทำให้ผมมีความโลภกับหลายๆส่วน The Quiet Family เป็นหนังวุ่นวายที่แสดงสถานการณ์อย่างชัดเจน
และ The Foul King เป็นหนังตลกที่แสดงตัวลักษณะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ความคิดด้วยนามธรรมและทางจิต
ผมจึงต้องบอกแบบนี้ให้ได้ ผมเลยใช้ visual และ sound effect
เต็มที่ ในสถานที่เดียวกัน ด้วยแค่สี่คน ไม่ให้ความตึง
ความทึบ ความหนาแน่นเสียระหว่างทั้งสองชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องยากจริงๆ
เพราะฉะนั้นผมต้องสนใจกับทุกฉากในหนัง อาจจะดูเหมือนผมมีโลภมากก็ได้
"ในฉากที่มีเสียงเท้าจากชั้นสอง
ก็เห็นว่าสนใจกับ sound effect อย่างมาก"
เพราะ A Tale of Two Sisters
เป็นหนังสยองขวัญ เสียงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเสียงจะทำให้เรารู้สึกกลัวหรือผ่อนคลายได้
"เห็นว่ามีคำชมเกี่ยวกับการถ่ายทำและงานด้านศิลปะมากๆในหนังเรื่องนี้"
ก็มี shot ที่ถ่ายใกล้และละเอียดกับทุกสิ่งที่เห็นได้ในกล้องมาก
แต่ผมพยายามหาสถานการณ์ที่ทำด้วยศิลปะหรือสิ่งต่างๆ จะไม่ให้เสียอารมณ์หรือความรู้สึก
ดังนั้นต้องเอาของหรือคนที่ประกอบหรือส่วนละเอียดของฉากดึงออกมากเหมือนกัน
โดยภาพรวมแล้วต้องสร้างบรรยากาศเดียวกันตลอดเลยจนถึงสนใจสิ่งของที่มองไม่เห็นในกล้องด้วย
ผมต้องสนใจส่วนเรื่อง visual ต่างๆ ต้องหาผู้กำกับถ่ายหนังและผู้กำกับ
lighting ที่มือใหม่ เพราะอยากจะใช้สีที่ไม่เหมือนเดิมและทำให้รู้สึก
handmade เราต้องพยายามและอดทนอย่างเต็มที่ เราต้องลงทุนทั้งเวลาและความพยายาม
"ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์
คุณคิดว่าได้ความอิสรภาพมากที่สุดในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?"
ทางด้าน Horror หรือ Noir ควบคุมผู้กำกับมากที่สุด
เพราะต้องใช้ visual, sound และ act เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันหนังทางด้านนี้มีเสน่ห์กับผู้กำกับและมีความทุกข์ตามมาด้วย
ถ้าผมนึกถึงหนังที่ผมชอบแล้ว A Tale of Two Sisters และ
Memories ก็ไปได้ใกล้เคียงกับสิ่งนั้นแล้ว
"ถ้าไม่ติดเรื่องงบประมาณในการถ่ายทำแล้ว
คุณอยากจะทำหนังแนวไหน?"
Pickpocket ของ Robert Bresson หรือ Le Mepris ของ Godara
ผมมั่นใจว่าจะทำได้ดีมากที่สุดคือหนังแบบ Ghost World
หนังที่มีอารมณ์ขันแบบเชยแต่ทำให้เรารู้สึกเศร้า ถ้ามีคนมาทำให้เราทำหนังโดยไม่ต้องสนใจเงิน
แล้วผมอยากจะทำหนังแบบนี้จริงๆ
"คุณรู้สึกว่า หนังของคุณจะดีขึ้นเรื่อยๆไหม?"
ผมทำหนังใหม่เพื่อจะชดเชยส่วนที่ขาดไปในหนังเก่า
เมื่อทำหนัง The Quiet Family แล้วคิดว่า narrative จะน้อยเกินไป
เลยทำหนัง The Foul King ซึ่งขึ้นอยู่กับ narrative หนัง
The Foul King มีแต่สายตาของผู้ชายเท่านั้น เลยทำหนัง
Coming Out และ Memories ที่มีความรู้สึกทางผู้หญิง เวลาทำหนัง
Coming Out อยากจะมีอารมณ์จริงจัง เลยทำหนัง Memories
แต่ Memories ทำให้รู้สึกแห้งๆ เลยทำหนัง A Tale of Two
Sisters ที่มีความรู้สึกชุ่มชื้นและเหนียวๆ
"คุณคงเหนื่อยมากพอสมควรแล้ว
คราวหน้าคุณคิดจะทำหนังแบบเล่นๆดูบ้างหรือเปล่า?"
ผมอยากจะทำหนังที่มาจากเรื่องจริง
ถึงตอนนี้ผมทำหนังแต่ใช้จิตนาการณ์ ทำหนังด้วยตัวลักษณะที่ไม่จริงและสถานการณ์ไม่จริง
ผมเลยคิดว่า "มันอะไรกันแน่?" ถ้าผมจะทำด้วยเรื่องจริงละก็
คงทำให้รู้สึกชินกว่าอย่างมาก ถ้าพูดถึงแนวหนัง ผมอยากจะทำหนังแนว
Noir หนัง melo ก็ดี แต่ผมไม่อยากทำหนังสยองขวัญอีกแล้วล่ะครับ
***A Tale of Two Sisters มีกำหนดเข้าฉายในไทย
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2003 ทุกโรงภาพยนตร์***
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทางค่ายหนังนนท์นันท์ครับ
|