พูดคุยเรื่องหนัง
พูดคุยเรื่องเพลง
แนะนำ DVD
ละครเกาหลี
ดาราเกาหลี
ดาราญี่ปุ่น
 
 
:: Trailer
Trailer 1
 
Teaser
 
::>>Still Cut
   
   
 
 
 


พวกเขาคือสุดยอดแห่งความสุดยอด คือที่สุดของหน่วยปราบปราม และครั้งนี้พวกเขาก็ได้ถูกเกณฑ์ให้มาร่วมงานชิ้นโหดที่แสนอันตรายในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน! หนังแอ็คชั่นทริลเลอร์สุดตื่นเต้นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรีย์สทางทีวียอดนิยมยุค 70 เรื่องนี้นำแสดงโดย แซมมวล แอล. แจ็กสัน และ โคลิน ฟาร์เรลล์ อำนวยการสร้างโดยนีล เอช. มอริทส์ กำกับโดยคลาร์ก จอห์นสัน และร่วมแสดงโดยดาราอย่างมิเชลล์ รอดริเกซ, เจมส์ ท็อดด์ สมิธ (แร็ปสตาร์ LL Cool J), ไบรอัน แวน ฮอลท์, เจเรมี่ เร็นเนอร์, จอช ชาร์ลส์ และโอลิเวียร์ มาร์ติเนซ

ฟาร์เรลล์รับบท จิม สตรีท สมาชิกเก่าของทีม S.W.A.T ซึ่งถูกไล่ออกจากทีมพร้อมกับคู่หู ไบรอัน แกมเบิล (เร็นเนอร์) เนื่องมาจากการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมของทั้งคู่ในการเข้าชิงตัวประกันของการปล้นครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นแกมเบิลก็ลาออกจากทีมทันที แต่สำหรับสตรีท การเป็นตำรวจหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตของเขา เขาจึงยอมรับการลดขั้น และได้แต่หวังว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้สวมชุดยูนิฟอร์มของหน่วย S.W.A.T อีกครั้ง และแล้วสตรีทก็ได้รับโอกาสนั้น เมื่อหัวหน้าทีม แดน "ฮอนโด" ฮาร์เรลสัน (แจ็กสัน) ได้รับมอบหมายให้คัดเลือกและฝึกหัดเจ้าหน้าที่ตำรวจห้าคนสำหรับหน่วย Special Weapons and Tactics (S.W.A.T) สมาชิกอื่นๆที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมทีมใหม่ของฮอนโดได้แก่ ดีคอน "เดค" เคย์ (เจมส์ ท็อดด์ สมิธ หรือ LL Cool J), คริส ซานเชซ (มิเชลล์ รอดริเกซ), ไมเคิล บ็อกเซอร์ (ไบรอัน แวน ฮอลท์) และ ที. เจ. แม็คเคบ (จอช ชาร์ลส์) เพียงไม่กี่อาทิตย์หลังจากการฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกาย ทีม S.W.A.T ชุดใหม่ก็ถูกปล่อยเข้าทำงานทันที เมื่ออเล็กซ์ มอนเท็ล (โอลิเวียร์ มาร์ติเนซ) เจ้าพ่อค้ายาตัวเอ้ได้เสนอเงินถึงหนึ่งร้อยล้านเหรียญให้กับใครก็ตามที่สามารถทำให้เขาหลุดออกจากการควบคุมของตำรวจได้ ระหว่างที่พวกเขากำลังคุ้มกันเจ้าพ่อให้ออกจากลอสแองเจลิสเพื่อมาอยู่ใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เข้าก็ต้องถูกตามล่าด้วยกองโจรหิวเงินมากมายที่เต็มไปด้วยอาวุธครบมือ

โคลัมเบียพิคเจอร์ภูมิใจเสนอ S.W.A.T. ซึ่งเป็นผลงานสร้างร่วมกันของ Original Film, Camelot Picture, และคริส ลี นำแสดงโดยแซมมวล แอล. แจ็กสัน, โคลิน ฟาร์เรลล์, มิเชล รอดริเกซ, เจมส์ ท็อดด์ สมิธ (LL Cool J), ไบรอัน แวน ฮอลท์, จอช ชาร์ลส์ และโอลิเวียร์ มาร์ติเนซ S.W.A.T. กำกับโดยผู้กำกับคลาร์ก จอห์นสัน เขียนบทโดยเดวิด เอเยอร์ และเดวิด แม็คเคนน่า จากเรื่องที่คิดโดยรอน มิต้า และจิม แม็คเคลน ผู้อำนวยการสร้างได้แก่นีล เอช. มอริทซ์, แดน ฮาลสเต็ด, และคริส ลี เกเบรียล เบริสเตน (ASC/BSC) เป็นผู้กำกับภาพ ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารคือหลุยส์ ดี'เอสโปซิโต ผู้อำนวยการสร้างร่วมฝ่ายบริหารได้แก่ท็อดด์ แบล็ค ผู้อำนวยการสร้างร่วมได้แก่จอร์จ ฮวง และอาแมนด้า โคเฮ็น งานสร้างออกแบบโดยเมย์น เบิร์ค ตัดต่อภาพยนตร์โดยไมเคิล ทรอนิค (A.C.E) ดนตรีประกอบโดยเอลเลียต โกลเด้นฮาล ที่ปรึกษาฝ่ายดนตรีคืออีเวียน คลีน และเครื่องแต่งกายนักแสดงออกแบบโดย คริสโตเฟอร์ ลอว์เรนซ์

 

 

S.W.A.T. เป็นหนังแอ็คชั่น-ผจญภัยซึ่งมีแกนหลักอยู่ที่คาแรคเตอร์ของตัวละครแต่ละตัว ทำให้เกิดเรื่องราวว่าด้วยการช่วยชีวิตของเหล่าผู้ที่มีหน้าที่ขจัดภัยยามตำรวจต้องตกอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ

นอกจากนี้ S.W.A.T. ยังลงลึกในเรื่องความแตกต่างในเรื่องลักษณะนิสัยของตัวละครแต่ละตัว และการกำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาอีกด้วย เจ้าหน้าที่หน่วย S.W.A.T. ผู้ทุ่มเทอย่างจิม สตรีท (โคลิน ฟาร์เรล) และคู่หูของเขา ไบรอัน แกมเบิล (เจเรมี่ เร็นเนอร์) ถูกว่ากล่าวอย่างรุนแรงและโดนลดขั้นหลังจากได้ทำการตัดสินใจที่อุกอาจระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ช่วยเหลือตัวประกันการปล้นธนาคาร แกมเบิลยอมลาออกจากหน่วยงานตำรวจของแอลเออย่างไม่เต็มใจดีกว่าที่จะถูกลงโทษ ในขณะที่สตรีทนั้นตัดสินใจที่จะทำงานต่อ และได้แต่หวังว่าจะได้รับโอกาสทำงานอีกครั้ง ซึ่งการตัดสินใจที่ต่างกันของทั้งคู่นี่เองที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปคนละเส้นทาง

สำหรับสตรีทแล้ว การโดนลดขั้นนั้นเป็นเหมือนกับการชำระความผิดที่เขาเคยได้ทำ เมื่อเขาได้พบกับนายตำรวจ "ฮอนโด" ฮาร์เรลสัน (แซมมวล แอล. แจ็กสัน) ซึ่งมาจากอีกแผนกเพื่อกลับมาทำงานอีกครั้งในหน่วย S.W.A.T. พร้อมกับคำสั่งให้จัดทีมทำงานใหม่ขึ้นอีกหนึ่งทีม เช่นเดียวกับสตรีท แรงกระตุ้นของเขาก็คือการชำระล้างอดีตเช่นกัน ศัตรูคู่อาฆาตตลอดกาลของเขา ผู้บัญชาการโธมัส ฟูลเลอร์ (แลร์รี่ โพอินเด็กซ์เตอร์) พยายามทำทุกทางเพื่อจะทำให้การทำงานของฮอนโดล้มเหลว แต่ฮอนโดไม่ยอมอะไรให้มีอะไรมาขวางทางการทำงานของเขากับสตรีท เขาไม่สนใจอุปสรรค และยังคงมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆด้วยการรวบรวมเอาสุดยอดตำรวจเข้ามาไว้ในทีม "เช่นเดียวกับสตรีทและแกมเบิล ฮอนโดและฟูลเลอร์ก็เคยเป็นคู่หูกันในตอนที่พวกเขาทำงานใหม่ๆ" นีล มอริทซ์ผู้อำนวยการสร้างของ S.W.A.T. กล่าว "พวกเขาก็เป็นตำรวจที่ดีกันทั้งคู่ แต่ฟูลเลอร์นั้นถนัดในการไต่เก้าอี้ตำแหน่งมากกว่า ส่วนฮอนโดนั้นเป็นเจ้าหน้าที่แบบที่คุณจะต้องการให้เขาปกป้องคุณ"

ฮอนโดเริ่มขั้นตอนการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ในทีมด้วยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หน่วย S.W.A.T. สองคนคือไมเคิล บ็อกเซอร์ (ไบรอัน แวน ฮอลท์) และ ที.เจ. แม็คเคบ (จอช ชาร์ลส์) และอีกหนึ่งคนหนึ่งในลิสต์รายชื่อของเขาก็คือนายตำรวจผู้โดดเด่นด้วยประวัติการจับกุมอย่าง ดีคอน "เดค" เคย์ (เจมส์ ท็อดด์ สมิธ หรือ LL Cool J) การที่ฮอนโดเลือกสตรีทที่มีประวัติการทำงานอันด่างพร้อยมาร่วมทีมที่เต็มไปด้วยเหล่าหัวกะทินั้นก็บอกเราเป็นนัยๆถึงอุปนิสัยของเขาแล้ว "ฮอนโดเลือกสตรีท" ฟาร์เรลพูด "เพราะเขามองเห็นว่าสตรีทกระหายโอกาสแก้ตัวมากแค่ไหน พวกเขาเหมือนกันก็ตรงนี้ ฮอนโดถูกถอดจาก S.W.A.T. เพราะฟูลเลอร์ เขาก็เลยบอกกับสตรีทว่า 'ฉันได้โอกาสอีกครั้งแล้ว และฉันก็จะให้โอกาสนั้นกับนายด้วย' " อีกเหตุผลหนึ่งที่ฮอนโดเลือกสตรีทก็เพราะ "เขารู้สึกว่าจิมเก่งในเรื่องของสัญชาตญาณ ผมคิดว่าเขาเห็นสิ่งที่ทุกคนจะเห็นในตัวสตรีทเมื่อเขาเริ่มลงมือทำงาน" มอริทซ์กล่าว "และทั้งสองก็ยังมีความเคารพซึ่งกันและกันเนื่องมาจากอดีตของพวกเขา" สำหรับตัวเลือกที่ห้าซึ่งเป็นคนสุดท้ายของทีมนั้นได้แก่ คริส ซานเชซ (มิเชลล์ รอดริเกซ) ซึ่งเธอนับเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าร่วมในหน่วย S.W.A.T. ของแอลเอ "เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าฮอนโดอยากจะยั่วโมโหหัวหน้าด้วย" รอดริเกซกล่าวพลางหัวเราะ "เขาคัดเลือกผู้หญิงเจ๋งเป้งคนนี้ที่พยายามสมัครเข้าร่วมหน่วย S.W.A.T. ถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับเลือกแค่เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิง" และซานเชซก็กลายมาเป็นตำรวจหญิงแถวหน้าที่ส่งผลให้เกิดพลังขับเคลื่อนอันแสนจะมีเอกลักษณ์ในทีมใหม่ทีมนี้ "เธอแกร่ง เป็นผู้ร่วมทีมที่ไม่งี่เง่าเลยแม้แต่น้อย" รอดริเกซกล่าวเพิ่มเติม "และฮอนโดก็เห็นถึงความสามารถของเธอในจุดนั้น" หลังจากได้นำห้าชายและหญิงที่มีความสามารถแตกต่างกันไปมารวมกันแล้ว ฮอนโดก็จำต้องฝึกพวกเขาให้คิดและทำเป็นทีม กระบวนการฝึกของหน่วย S.W.A.T. นั้นแสนจะหนักหน่วง แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลอมพวกเขาให้กลายเป็นกลุ่มที่มีความกลมเกลียวและสามารถปฏิบัติงานในส่วนของตัวเองอย่างสอดคล้องกับการทำงานของกลุ่มด้วย

การจะผ่านการฝึกไปให้ได้นั้น ทีมจะต้องเอาชนะการท้าทายที่เกือบจะไม่มีทางเอาชนะได้เลย นั่นก็คือการขนย้ายตัวประกันทุกคนอย่างปลอดภัยในการซ้อมเหตุการณ์ปล้นเครื่องบิน ผลการปฏิบัติงานของทีมออกมาน่าประทับใจ จากความสำเร็จนี้พิสูจน์ได้ว่าสัญชาตญาณของฮอนโดนั้นถูกต้อง และทำให้เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของหน่วยงานตำรวจแอลเอตัดสินใจส่งทีมเข้าสู่ภารกิจ เมื่ออเล็กซ์ มอนเทล (โอลิเวียร์ มาร์ติเนซ) เจ้าพ่อชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลในระดับนานาชาติซึ่งรู้จักกันในนาม 'เลอ ลู รูจ' (Le Loup Rouge-หมาป่าสีแดง) พยายามจะหลบหนีการคุมขังของตำรวจระหว่างการขนย้ายนักโทษ แม้ว่าแผนดังกล่าวจะถูกทำลาย แต่จุดหมายต่อไปของอเล็กซ์นั้นน่าตกใจยิ่งกว่า เขาประกาศกับผู้สื่อข่าวว่าจะจ่ายเงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญให้กับใครก็ตามที่สามารถนำเขาออกไปจากการคุมขังของตำรวจได้ การประกาศอันอุกอาจนี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วลอสแองเจลิส และดังที่มาร์ติเนซกล่าวว่า "มันทำให้เกิดสงครามระหว่างแก๊งต่างๆในเมือง อเล็กซ์ทำให้เกิดหายนะไปทั่วและทำให้การขนย้ายตัวของเขาเข้าไปอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งนั่นก็เข้าแผนของเขาพอดี" สำหรับมอริทซ์แล้ว เงินจำนวนหนึ่งร้อยเหรียญดอลล่าร์กลายมาเป็นแรงผลักดันในหนังและช่วยขยายขอบเขตของความเป็นแอ็คชั่นมากขึ้น "ตอนที่ผมอ่านเรื่องเงินรางวัลในบท หัวผมก็เริ่มแล่นเลย ผมพยายามจินตนาการถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับเมือง ว่ามันจะทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายอะไรบ้างและเกิดขึ้นยังไง แล้วจากนั้นพวกฮีโร่ทั้งหลายจะต้องปรากฏตัวขึ้นเพื่อขัดขวางพวกคนที่ถูกจูงใจด้วยข้อเสนอของอเล็กซ์" ภารกิจของหน่วย S.W.A.T. นั้นมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเนื่องจากหนึ่งในคนที่ถูกจูงใจด้วยเงินรางวัลนั้นก็คืออดีตคู่หูของสตรีท ซึ่งก็คือ แกมเบิล นั่นเอง ด้วยความรู้เกี่ยวกับเรื่องภายในว่าทีม S.W.A.T. มีระบบการทำงานแบบไหนก็ทำให้แกมเบิลกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ประมาทไม่ได้ไปในทันที

เร็นเนอร์ตัดสินใจที่จะแสดงในแบบที่ตรงข้ามกับความเป็นผู้ร้ายอย่างสุดขั้วในตัวละครของเขา ทำให้แกมเบิลกลายเป็น "คนที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก แค่ไม่รู้และเลือกทางผิดเท่านั้น เขาได้รับข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจก็เลยตัดสินใจผิดๆ" สำหรับสตรีท S.W.A.T. นั้นเป็นเหมือนศูนย์กลางในชีวิตของแกมเบิล และเมื่อเขาออกจากงานไป เขาก็เลยหลงทาง "เขาค่อนข้างจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เขาไม่มีอนาคต" เร็นเนอร์ยังคงกล่าวต่อ "แต่แทนที่จะพยายามหาหนทางที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับเพื่อใช้ความสามารถที่เขาเคยได้รับการฝึกมา เขากลับใช้ทักษะที่ได้มาทำเงินก้อนใหญ่ เขารู้ว่าต้องทำยังไงเพราะเขารู้ลูกล่อลูกชนต่างๆของหน่วย S.W.A.T. รวมไปถึงความคิดจิตใจของทีมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคู่หูเก่าอย่างสตรีท เขาก็เลยจะเหนือกว่าทีมอยู่หนึ่งก้าวเสมอ" ในตำแหน่งหน้าที่การทำงานของหน่วย S.W.A.T. คงจะไม่มีการทรยศไหนที่จะเลวร้ายไปกว่าการที่เจ้าหน้าที่ก้าวเข้าไปยังโลกแห่งคอรัปชั่นและอาชญากรรมอีกแล้ว การที่แกมเบิลตามล่าเงินรางวัลนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นแค่เทคนิคอันเก่งกาจของเขาเท่านั้น แต่มันยังเปิดประเด็นทางศีลธรรมที่ว่าด้วยข้อถกเถียงระหว่างเกียรติยศและความซื่อสัตย์ของคนที่ประชาชนไว้วางใจอีกด้วย "เราได้คุยกันหลายครั้งถึงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับสิ่งล่อใจที่ตำรวจต้องเผชิญ" แจ็คสันกล่าว "และมันง่ายแค่ไหนที่จะยอมรับสิ่งล่อใจเหล่านั้น แต่ถ้าคุณยอมแพ้เมื่อไหร่ มันจะเป็นการทำลายทุกอย่างที่คุณเคยเชื่อมั่นในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และนั่นจะทำให้คุณแย่ยิ่งกว่าพวกผู้ร้ายเสียอีก คุณเลือกชีวิตแบบนี้เพื่อที่จะทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย แล้วถ้าคุณหันหลังให้กับข้อนี้ก็แสดงว่าคุณกำลังทำลายความเชื่อมั่นที่ใหญ่หลวงที่ประชาชนมีต่อคุณ"

สตรีทและฮอนโดเป็นเหมือนด้านตรงข้ามของแกมเบิล ในเรื่องของศีลธรรมและเกียรติยศของเจ้าหน้าที่ตำรวจ "จิม สตรีทไม่ใช่เทวดา เขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆที่รักงานของเขามากและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ" ฟาร์เรลล์บอก "เพราะอย่างนั้น พวกเขาก็เลยเป็นคนที่ตรงไปตรงมา แล้วก็เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่อยู่ในหน่วย S.E.A.L. ของหน่วยนาวิกโยธินแล้ว แล้วเขาก็จะไม่เปลี่ยนในตอนนี้ เพราะเขาไม่ได้ทำเพื่อวางอำนาจบาตรใหญ่ เขาทำงานด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง นั่นก็คือเพื่อจะได้ทำความดีบ้างเล็กๆน้อยๆ" เช่นเดียวกัน จุดมุ่งหมายเดียวของฮอนโดก็คือการทุ่มเทเอาใจใส่ต่องานและทีมของเขา "ฮอนโดค้นพบความหมายและความภูมิใจในตำแหน่งของเขาในกองทัพและการที่เขาได้ตั้งทีม S.W.A.T. ใหม่ขึ้นอีกหนึ่งทีม" ส่วนเจ้าพ่อค้ายาผู้โหดเหี้ยมอย่างอเล็กซ์ มอนเทลนั้นเป็นราวกับขั้วตรงข้ามของฮอนโดและสตรีท "อเล็กซ์ไม่เชื่อในสิ่งไหนหรือแคร์อะไรเลย" มาร์ติเนซกล่าว "เขาเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรมอย่างแท้จริง เป็นคนที่ไม่มีสำนึกเลยแม้แต่น้อย" เสน่ห์ของหนังแอ็คชั่นตำรวจก็คือการเข้าไปสำรวจให้ถึงเนื้อในของอาชญากรเพื่อให้คนดูได้เห็นโลกที่ประหลาดออกไป คนดูจะได้มองเห็นด้านชั่วร้ายของสังคมโดยไม่จำเป็นพัวพันกับมันจริงๆ "พวกเราส่วนใหญ่จะตื่นเต้นเวลารู้ว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีการสืบสวนยังไง ว่าตำรวจรู้ได้ยังไงว่าใครคือคนร้าย อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้เขาทำและตำรวจจะใช้กลยุทธเทคนิคอะไรในการจับเขา" แจ็คสันบอก "มันเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่คนดูจะได้เห็นโลกด้านมืดอันนี้แล้วก็กลับออกไปพร้อมกับความเข้าใจว่ามันเป็นยังไง"


 

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าเย้ายวนสำหรับหนังตำรวจในสายตาของผู้กำกับ S.W.A.T. คลาร์ก จอห์นสันก็คือฉากแอ็คชั่น "มันไม่ค่อยให้อารมณ์อะดรีนาลีนสูบฉีดเหมือนตอนดูฉากแข่งรถไล่ล่ากัน ไม่มีฉากระเบิดน่าตื่นตาตื่นใจ หรือฉากต่อสู้ท้าความตายที่น่ากลัวอะไร" เขากล่าว "แต่การที่จะให้ฉากบู๊มีผลกระทบต่อคนดูอย่างแท้จริงนั้น คุณจะต้องสำรวจลงลึกเข้าไปในจิตใจของตัวละครด้วย" โปรดิวเซอร์นีล เอช. มอริทซ์ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับหนังแอ็คชั่นที่น่าตื่นเต้นระดับหยุดลมหายใจของคนดู เพราะหนังอย่าง XXX และ The Fast and the Furious นั้นเป็นเรื่องเด่นๆที่ผ่านมือเขามาแล้ว สำหรับ S.W.A.T. เขาเลือกที่จะมอบมันให้กับจอห์นสัน ผู้มีประสบการณ์ในหนังแอ็คชั่นตำรวจที่ออกฉายทางโทรทัศน์ จอห์นสันเคยเป็นนักแสดงอยู่หลายปีและเคยเป็นผู้กำกับผู้กำกับซีรีย์สมีชื่ออย่าง Homicide : Life on the Street จากนั้นเขาก็ไปกำกับ NYPD Blue ในหลายเอพิโซด รวมถึงเรื่อง Law & Order : Special Victim's Unit, Third Watch, The Wire และ The Shield ด้วย

"ตอนที่พวกเราเริ่มคุยกันว่าจะทำหนังเรื่องนี้ เราอยากให้มันแสดงให้เห็นทั้งเกียรติของการเป็นสมาชิกหน่วย S.W.A.T. และความอันตรายที่พวกเขาต้องพบเจอ" มอริทซ์กล่าว "เราอยากได้คนที่สามารถพาเราไปสู่โลกแบบนั้นได้จริงๆ และเมื่อคุณดูงานของคลาร์ก คุณจะรู้ว่าเขาเอาเรื่องราวอยู่ และทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับว่าได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเองจริงๆ" และแล้วจอห์นสันก็ได้เข้าร่วมโปรเจ็คท์ที่ผสมผสานทั้งความเป็นจริงและความท้าทายของหนังตำรวจที่เป็นดราม่าเข้าไว้ด้วยกัน รางวัลต่างๆที่เขาเคยได้รับจากตำแหน่งผู้กำกับของซีรีย์สตำรวจที่ได้รับเสียงชื่นชมหลายเรื่อง และผลงานด้านสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คท์ที่เขาเคยทำ ทำให้เขาสามารถใช้ทั้งเทคนิคและเหตุผลในการควบคุมหนัง และทำให้เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า "เทียบจากตำรวจหลายคนที่ผมเคยร่วมงานด้วยในฐานะนักแสดง ผมว่าผมรู้จักเรื่องตำรวจมากกว่าที่ตำรวจจริงๆรู้ซะอีก" จอห์นสันพูดพร้อมหัวเราะ ประสบการณ์แบบตำรวจนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการร่างบทภาพยนตร์ของ S.W.A.T. ซึ่งแม้ว่ามันจะได้รับแรงบันดาลใจจากซีรียส์ทางโทรทัศน์ในยุค 70 แต่สิ่งเดียวที่หนังเหมือนกับซีรีย์สก็คือชื่อของตัวละครทั้งสี่ตัว - ฮอนโด, สตรีท, ที.เจ,. แม็คเคบ และเดค เท่านั้น แม้ว่าทางผู้สร้างจะไม่ได้แสดงความเคารพต่อซีรีย์สอย่างลึกซึ้งเท่าไรนัก แต่สตีฟ ฟอเรสท์ ผู้ที่แสดงเป็นฮอนโดในซีรีย์สทางโทรทัศน์ก็ได้มาปรากฏตัวในหนังด้วยบทของคนขับรถบรรทุกของหน่วย S.W.A.T. และร็อด เพอร์รี่ ที่เคยแสดงเป็นดีค่อนก็ได้กลับมาด้วยการสวมบทบาทพ่อของตัวละครที่เขาเคยแสดงเอาไว้

"ตอนที่เรากำลังเขียนบทกัน" จอห์นสันเล่า "ผมจะถามคำถามเหมือนกับว่าผมเป็นหนึ่งในคนดู เช่นจะถามว่า 'พวกหน่วย S.W.A.T. จะขึ้นเครื่องบินที่เต็มไปด้วยตัวประกันได้ยังไง?' เราก็เลยลองค้นดู แล้วมันก็กลายมาเป็นหนึ่งในฉากที่ผมชอบมากที่สุดในหนัง มันเป็นฉากการฝึกขึ้นเครื่องบินเก่าๆใน Mojave Dessert พวกเราจะให้ดูเป็นขั้นๆไปว่าเขาขึ้นไปบนนั้นกันได้ยังไง และพวกเขาแก้ไขสถานการณ์ยังไงโดยที่ไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องโดนลูกหลง มันสนุกมากเลยเวลาเราแสดงให้ผู้ชมดูว่าการทำงานของทีมนั้นเป็นยังไง" อีกคำถามหนึ่งที่จอห์นสันถามก็คือ "ถ้าเราเข้าบ้านไม่ได้อย่างปลอดภัย แล้วเราจะจับคนร้ายได้ยังไง" ซึ่งคำตอบนั้นง่ายมาก นั่นก็คือเราต้องใช้ "มอลลี่" ซึ่งจอห์นสันอธิบายว่าเป็น "อุปกรณ์ลักษณะเหมือนตะขอตกปลาอันยักษ์ที่เวลาเจาะทะลุกำแพงแล้ว มันจะกระฉากกำแพงออกมาจากข้างใน" "ถ้าคุณกำลังจะทำหนังแอ็คชั่นเกี่ยวกับหน่วย S.W.A.T. คุณควรจะรู้ให้มากหน่อยว่าคนพวกนี้เขาทำอะไรกันบ้าง" เขากล่าวต่อ "และมันก็ควรจะเป็นสิ่งที่มีเหตุผลและเป็นไปได้ ถึงในตอนจบเราจะเอาเครื่องบินเลียร์เจ็ทลงจอดกลางสะพาน แต่เราก็เช็คกับ FAA และบริษัท Lear Jet แล้วก็คำนวณสเป็คแล้ว ว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ" ประสบการณ์ของจอห์นสันในฐานะนักแสดงมีอิทธิพลต่อการคัดเลือกนักแสดงมารับบทเด่นๆในหนังด้วย "นี่ไม่ใช่หนังที่เต็มไปด้วยภาพตื่นตาตื่นใจที่สร้างโดยสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คท์ แต่มันเกี่ยวกับการพัฒนาของตัวละคร และสิ่งที่จะแยก S.W.A.T. ออกจากหนังแอ็คชั่นตำรวจเรื่องอื่นๆก็คือการคัดเลือกนักแสดง" จอห์นสันกล่าว "เมื่อคุณมีดาราที่มีฝีมืออย่างแซมมวล แอล. แจ็กสัน โคลิน ฟาร์เรลล์ และโอลิเวียร์ มาร์ติเนซ พวกเขาจะสามารถเติมเต็มมิติต่างๆตัวละครได้ในทุกบทบาทและนำแง่มุมต่างๆของมนุษย์จริงๆมาใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มให้หนังแอ็คชั่นนั้นมีความเป็นดราม่าได้ และที่สำคัญที่สุด เมื่อพวกเขามารวมกันอยู่ในหนัง คุณจะได้ทีมที่มีทั้งความเป็นกลุ่มและความโดดเด่นของคนแต่ละคน ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าบทถูกเขียนมาอย่างนั้น แต่เพราะพวกเขาทำให้แง่มุมตัวละครของพวกเขามีความซับซ้อน และพวกเขารู้ว่าต้องทำงานเป็นกลุ่มยังไงต่างหาก การทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่ทำให้งานที่ได้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง"

ตั้งแต่ตอนแรกเริ่มทำงาน นักแสดงแสดงออกให้เห็นชัดเจนว่ารู้สึกผ่อนคลายกับผู้กำกับซึ่งก็เคยผ่านประสบการณ์การเป็นนักแสดงมาก่อนแล้ว "ผมรู้เลยว่าเวลาร่วมงานกับคลาร์ก ผมจะได้ทำงานแบบเปิดกว้างและสามารถแสดงความเห็นโต้ตอบได้" แวน ฮอลท์ ที่เติบโตมาจากครอบครัวที่เต็มไปด้วยตำรวจกล่าว "ลุงของผมทำงานกับหน่วย S.W.A.T. อยู่พักหนึ่ง แล้วตอนนี้ผมก็มีญาติอีกคนหนึ่งที่อยู่ในหน่วย S.W.A.T." เขากล่าวต่อ "ญาติๆของผมส่วนใหญ่จะเป็นตำรวจในพื้นที่ของแอลเอ สิ่งที่ผมเรียนรู้จากครอบครัวก็คือคนที่จะเป็นตำรวจได้นั้นต้องเป็นคนพิเศษ และยิ่งเป็นสมาชิกหน่วย S.W.A.T. ด้วยแล้วยิ่งต้องพิเศษใหญ่ หลายๆคนไม่เคยคิดว่าตำรวจนั้นต้องพบเจอกับความกดดันที่มากมายขนาดไหนในแต่ละวัน และมีแค่ไม่กี่คนหรอกที่จะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้" รอดริเกซตัดสินใจเข้ารับบทซานเชซเพราะเธอชื่นชมจอห์นสันในเรื่องความชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร แต่ในขณะเดียวกันก็ให้นักแสดงมีช่องว่างที่พอที่จะสร้างคาแรคเตอร์ของตัวละครของพวกเขาเองด้วย "ฉันต้องการอิสระในการแสดง" รอดริเกซบอก "แต่มันก็สำคัญมากที่ฉันจำเป็นต้องเข้าใจคร่าวๆว่าคลาร์กต้องการอะไร และเขาก็อธิบายเก่งมากเลย" มอริทซ์นั้นเคยร่วมงานกับจอห์นสันมาแล้วกับเรื่อง Juice และล่าสุดในหนังทำเงินอย่าง XXX ดังนั้นเมื่อถึงคราวต้องเลือกนักแสดงที่จะมารับบทฮอนโด มอริทซ์จึงกล่าวว่า "ผมรู้ทันทีเลยว่าถ้าผมจะต้องเลือกใครสักคนมารับบทนำของกลุ่ม เราจะต้องเลือกแซมแน่ๆ"

จอห์นสันนั้นเห็นด้วยอย่างที่สุด "ถ้าคุณเปิดหาความหมายของคำว่า 'เจ๋ง' ในพจนานุกรม คุณจะเห็นหน้าของแซมลอยมาเลย" เขากล่าว "เขาน่าจะเป็นนักแสดงที่เจ๋งที่สุดในโลกเลยมั้ง และเขาก็นำความเจ๋งทั้งหมดนั้นมาสู่ตัวละคร" แรงดึงดูดที่ทำให้แจ็กสันมาร่วมงานในหนังเรื่องนี้ก็คือการที่เข้าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม S.W.A.T. ซึ่งตัวเขาเองนั้นก็ชื่นชมปรัชญาการทำงานของหน่วยอยู่แล้ว "พวกเขาต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดมาก ส่วนใหญ่ก็จะเสี่ยงต่อชีวิตทั้งนั้น แต่การเข้าไปทำงานของพวกเขานั้นเหมือนกับเป็นองค์กรที่เข้าไปช่วยเหลือชีวิตผู้คน ไม่ใช่ไปคร่าชีวิต" เขากล่าว "ส่วนใหญ่เราจะคิดว่าคนทำงานในทีม S.W.A.T. จะต้องเป็นพวกมือปืนดักยิงที่ถูกสั่งมาให้ยิงคนอื่น แต่จริงๆแล้วนั่นไม่ใช่งานของพวกเขา งานของพวกเขาคือการทำให้ทุกคนออกจากสถานการณ์นั้นได้โดยปลอดภัย และพวกเขาต้องเป็นคนแบบในที่พิเศษจริงๆถึงจะรับมือกับความกดดันขนาดนั้น แล้วยังมีสติพอที่จะไม่แตกตื่นได้"

เหมือนกับที่ฮอนโดนั้นเป็นหัวหน้าทีมแบบไม่ค่อยเป็นทางการนักของหน่วย S.W.A.T. บนจอ ในการถ่ายทำ แจ็กสันก็รู้สึกว่าเขาต้องกลายเป็นหัวหน้าไปด้วย "มันเป็นเหมือนหน้าที่ของผมที่จะคอยให้ตัวอย่างกับนักแสดงหน้าใหม่ในเรื่องนี้ ผมจะแสดงให้เขาดูว่าควรจะเตรียมตัวยังไงให้พร้อมในการทำงานด้วยท่าทีการวางตัวที่เหมาะสม และผมก็ช่วยแก้ไขบ้างบางครั้งว่าควรจะแสดงช็อตแต่ละช็อตยังไง" แจ็กสันกล่าว "สิ่งที่สำคัญก็คือผมไม่ได้มาเล่นในฐานะของดารา แต่ผมถูกใจงานนี้และโอกาสที่มาพร้อมกับมัน และระหว่างตัวผมกับฮอนโด เราก็มีบางอย่างที่เชื่อมถึงกันอยู่ อย่างเช่นการที่ผมพยายามจะเป็นผู้นำเป็นต้น" การที่โคลิน ฟาร์เรลได้แสดงหนังอันหลากหลายอย่าง Tigerland, Daredevil และ Minority Report นั้นน่าจะยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ดาราที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนดูเท่านั้น มอริทซ์ยังบอกอีกว่า "เหมือนกับจิม สตรีท เขาเป็นผู้ชายแบบที่อยู่คนเดียวโดดๆไม่สุงสิงกับใคร แต่ก็ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้ด้วย เป็นคนที่จะเป็นหัวหน้าได้ถ้าคุณต้องการ หรือจะให้ยืนอยู่ข้างๆคอยช่วยเหลือเวลาที่คุณตกอยู่ในอันตรายก็ได้"

นอกจากนี้ ฟาร์เรลล์ยังได้ทำให้บทบาทของจิม สตรีทนั้นเต็มไปด้วยความสมดุลอีกด้วย จอห์นสันกล่าวว่าตัวละครตัวนี้เป็น "ตำรวจเจ้าเสน่ห์ที่มีความสง่างามเงียบๆแบบเดียวกับสตีฟ แม็คควีนในเรื่อง Bullitt" เขาบอก "แต่เขาก็แสดงให้คนดูเห็นกลายๆว่า เหมือนกับคนอื่นๆในทีม S.W.A.T. เขาสามารถเข้ามาในหน่วยงานหัวกะทินี้ได้ก็ด้วยการไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่สันโดษ คิดอะไรเสรี จะไม่ค่อยลงรอยกับระบบเท่าไหร่นัก แต่การที่เขามาได้ไกลขนาดนี้จึงนับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะเขาต้องผ่านหลายต่อหลายปีที่ต้องทำงานที่ตัวเขาเองไม่พอใจ โคลินทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความตรงไปตรงมาที่ตัวละครมีโดยไม่ต้องแสดงแบบอวดๆให้เห็น คุณก็เลยจะเข้าใจได้ว่าเขาทำอะไรบ้างถึงขึ้นมายังจุดที่ได้ทำงานกับหน่วย S.W.A.T. และตอนนี้เขาก็กำลังกลับไปสู่สิ่งที่เขาเคยทำ" สำหรับบทของเดคนั้น จอห์นสันและมอริทซ์หันไปยังเจมส์ ท็อดด์ สมิธ (LL Cool J) "เพราะผมแค่รู้สึกว่าเราต้องการใครสักคนที่ร่างกายแข็งแรงมากๆ และก็มีอารมณ์ขันแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งแอลแอลก็ตรงเผงกับคุณสมบัติเหล่านั้นพอดี" มอริทซ์กล่าว

"แอลแอลมีทั้งรูปร่างลักษณะภายนอกและกิริยาท่าทางเหมาะกับการเป็นเดค" จอห์นสันกล่าว "เขามีลักษณะของเด็กหนุ่มในเมืองที่ได้เรียนรู้เรื่องราวของชีวิต คุณจะไม่มีวันถามเลยว่าเขาจะเป็นสมาชิกทีม S.W.A.T. ได้หรือเปล่า" นอกจากนี้ เดคยังเป็นคนเดียวในทีมที่มีครอบครัว และได้นำแนวความคิดที่แตกต่างมาใช้ในการทำงานด้วย ดังที่สมิธกล่าวว่า "เดคเป็นคนหนักแน่น สนอกสนใจเรื่องไหนก็จะสนใจอย่างจริงจัง แต่เขาก็เป็นคนที่ก้าวร้าวมาก และเครื่องแบบก็ทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเขาจะไม่มีวันเป็นอะไรไป เพราะเขาเป็นคนเดียวในทีมที่แต่งงานแล้วและมีลูกสามคน เขาก็เลยยึดมั่นอย่างแรงกล้าที่จะปกป้องผู้บริสุทธิ์และทำให้โลกนี้ปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน"

ศัตรูตัวหลักในหนังอย่างอเล็กซ์ พ่อค้ายาระดับนานาชาติที่เป็นตัวการทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมด นับเป็นตัวละครที่เปิดโอกาสให้กับจอห์นสันและมอริทซ์ได้สร้างสรรค์ตัวร้ายที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้ชม "ตอนที่เราเริ่มคุยกันถึงเรื่องตัวร้าย เราตั้งใจเลยว่าอยากจะได้ตัวละครที่เป็นคนมีอำนาจ" มอริทซ์เล่า "ตอนที่เราเห็นโอลิเวียร์ มาร์ติเนซใน Unfaithful เราติดใจในเสน่ห์ของเขา ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะไม่สามารถละสายตาออกจากเขาได้เลย การให้เขามาเล่นเป็นอเล็กซ์นั้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว" เมื่อนักแสดงเข้าที่เข้าทางแล้ว มอริทซ์และจอห์นสันก็หันไปสนใจเรื่องทีมงานของเปี่ยมคุณภาพที่จะช่วยให้เขาสร้างหนังที่สามารถสะกดคนดูด้วยภาพได้ แล้วภาระอันนี้ก็ตกอยู่กับตากล้อง เกเบรียล เบริสเตน การจะจับภาพฉากแอ็กชั่นให้ได้ครบอารมณ์ความยิ่งใหญ่นั้น เบริสเตน ผู้คุมเครื่อง และผู้ช่วยกล้องของเขาได้ค้นพบวิธีใหม่ๆหลายวิธีที่จะติดตามตัวละครและการกระทำของตัวละคร โดยการใช้กล้องสเตดิแคมจับเอารายละเอียดและความเป็นจริงออกมาในแต่ละฉาก


 

"เราถ่ายจากสองมุมมอง" จอห์นสันกล่าว "ฉากหลักหลายๆฉากของผมถูกถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ เพราะในลอสแองเจลิสจะมีเฮลิคอปเตอร์ที่มีกล้องติดอยู่ด้วยเสมอ เผื่อว่าเวลาที่เกิดอะไรขึ้นจะได้ตามไปถ่ายสังเกตเก็บไว้ได้ อีกมุมหนึ่งนั้นเป็นการถ่ายใกล้โดยใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ห้าหกกล้องเพื่อให้เกิดความรู้สึกแบบทันทีทันใด เกเบรียลและทีมงานของเขาทำงานได้ดีมากๆ มันถูกเตรียมมาดีเสียจนเวลาถ่ายออกมาแล้วเหมือนกับไม่ได้เตรียมตัวเลย" จอห์นสัน มอริทซ์ และทีมของพวกเขาให้ความสนใจกับทุกๆรายละเอียดที่จะช่วยเสริมให้หนังมีอารมณ์ดราม่าที่สมจริงมากขึ้น และคนที่มาช่วยในขั้นตอนนี้ก็คือที่ปรึกษาด้านเทคนิค แรนดี้ วอล์คเกอร์ ผู้มีประสบการณ์การทำงานกับหน่วยตำรวจของแอลเอซึ่งตอนนี้เกษียณแล้ว เขาได้ใช้เวลาถึง 16 ปีในการร่วมงานกับหน่วย S.W.A.T. ที่น่าสนใจก็คือจอห์นสันบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกทีม S.W.A.T. ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ในคดีปล้นธนาคารในนอร์ธฮอลลีวู้ดอันฉาวโฉ่เมื่อหลายปีก่อนด้วย ซึ่งมันได้จุดประกายให้กับฉากเปิดของหนัง โดยจอห์นสันกล่าวว่า "ถ้าคุณดูไฟล์ฟุตเตจคุณจะเห็นเขาอยู่ตรงนั้นด้วย ใส่กางเกงขาสั้นอยู่" จอห์นสันหัวเราะ "ผมว่าเขาคงกำลังตีกอล์ฟอยู่ตอนที่ได้รับเรียก เขาก็เลยยังสวมแจ็กเก็ตอยู่ มีหมวก ปืน แล้วก็ขาผอมๆโผล่ออกมาจากกางเกงขาสั้นด้วย"

หน้าที่ของวอล์กเกอร์คือการทำให้เล่ห์เหลี่ยมและเทคนิคต่างๆของทีม S.W.A.T. ในหนังนั้นตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ก่อนที่หนังจะเริ่มถ่ายทำ วอล์กเกอร์ได้ให้ความรู้กับนักแสดงหน่วย S.W.A.T. เกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ จุดมุ่งหมายของหน่วยงาน และตำแหน่งหน้าที่ของพวกเขา นอกจากนี้ทีมนักแสดงยังต้องเรียนรู้สัญญาณมือ การสื่อสารทางสายตา ภาษาเฉพาะกลุ่ม และการแสดงสีหน้าท่าทาง พวกเขาถูกสอนว่าควรจะถือ ใส่กระสุน และยิงอาวุธต่างๆอย่างไร และแม้ว่านักแสดงบางคนจะเคยมีประสบการณ์กับปืนมาแล้ว แต่การฝึกก็ทำให้พวกเขาประทับใจ "เขาเอาเจ้า 50 คาลิเบอร์ สไนเปอร์ ไรเฟิล กับกระสุนลูกโตๆมาให้ผม" เร็นเนอร์กล่าว "ผมตื่นเต้นมากที่จะได้ยิง จนบ่นเลยว่าได้กระสุนน้อยแค่ 20 ลูกเอง แต่หลังจากที่ผมยิงไปได้สี่ครั้ง ผมก็เสร็จเลย มันเหมือนกับโดนลาเตะมาอย่างนั้นแหละ แหละนี่ก็ทำให้เห็นว่าการมีอาวุธนั้นมันเครียดและมีอำนาจมากแค่ไหน"

อีกด่านอันแสนโหดสำหรับการฝึกก็คือช่วงหลายอาทิตย์ที่วอล์กเกอร์สอนการฝึกความคล่องแคล่วของการเคลื่อนไหวและเรื่องความรวดเร็ว โดยที่ทุกคนต้องสวมชุดของหน่วย S.W.A.T. อันหนักอึ้งถึง 30 ปอนด์ซึ่งให้ความรู้สึกราวกับอยู่ใต้เสื้อเกราะที่ทั้งหนักทั้งร้อน ที่แม้แต่นักแสดงที่ฟิตพร้อมทางด้านร่างกายที่สุดก็ยังทนแทบไม่ได้ "ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกหน่วย S.W.A.T. ทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพแบบนั้นได้ยังไงทั้งๆที่เขาสวมพวกอุปกรณ์ทั้งหมดพวกนี้" แวน ฮอลท์กล่าว "มันหนักมากเวลาผมเดิน นี่ไม่ต้องพูดถึงตอนวิ่ง กระโดด ยิงปืน แล้วก็คลานผ่านที่แคบๆเลยนะ เพราะพวกนั้นแค่ไม่ใส่เสื้อเกราะกับมีอุปกรณ์พวกนี้ ผมก็ยังทำไม่ได้เลย" แม้การฝึกแสนทรหดนี้จะต้องใช้การฝึกฝนทางร่างกายสูง แต่มันก็ทำให้นักแสดงมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นและทำให้พวกเขาเข้าใจความเป็นหน่วย S.W.A.T. ยิ่งขึ้น "ผมจะคอยถามแรนดี้ วอล์กเกอร์บ่อยๆว่าพวกเราทำถูกต้องหรือยัง เวลาที่ตำรวจดูหนัง พวกเขาจะได้พูดได้ว่า 'ใช่แล้ว นั่นแหละถูกต้อง' " จอห์นสันกล่าว "จะมีคำชมเสมอ เวลาที่คนที่คุณแสดงอาชีพของเขาบอกกับคุณว่าที่คุณทำนั้นถูกต้องแล้ว พวกเขาจะชื่นชอบมันมาก"

ฟาร์เรลล์สารภาพว่าคงจะเป็นการโกหก ถ้าเขาจะไม่ยอมรับว่าโรงเรียนฝึกหน่วย S.W.A.T. นั้นเป็นเหมือนการทำให้ความฝันยามเด็กของเขานั้นเป็นจริงขึ้นมาได้เลยทีเดียว "ที่นี่ผมได้รับเงินมากมายเพื่อที่จะได้ออกไปเล่นเกมหลายๆอย่างที่ผมเคยเล่นตอนเป็นเด็ก" เขาพูด "ผมออกไปที่สนามแล้วยิงปืนไรเฟิลสั้น M-4 ยิงปืน .45 ปืนเก้ามิล และเรียนการยิงเป้าหมายตอนวิ่ง มันสนุกมาก และในขณะเดียวกันผมก็อยากจะเตรียมตัวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมจะได้รู้ว่าจะต้องทำยังไงตอนแสดง" สำหรับรอดริเกซนั้น ที่เธอชื่นชอบที่สุดไม่ใช่การเป็นคนเดียวที่ได้ฝึกพิเศษ "คำที่ฉันได้ยินจากคนอื่นตลอดการฝึกก็คือ 'เธออยากเป็นหน่วย S.W.A.T. เหรอ?' ฉะนั้นฉันก็เลยต้องพยายามทำตัวให้เหมือนกับคนอื่นๆ" เธอบอก "แรนดี้ไม่เคยทำกับฉันแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งก็ดีแล้ว บางครั้งการฝึกมันก็โหดมากเลย นะ แต่ว่าก็ดีแล้วล่ะ"

ทั้งสำหรับผู้ชมและนักแสดง การฝึกอย่างหนักเพื่อความสมจริงนั้นคุ้มค่าอย่างที่สุด มอริทซ์กล่าวว่า "การที่จะแสดงภาพทีม S.W.A.T. ยุคปัจจุบันให้ได้สมจริงที่สุดนั้น เป็นเรื่องจำเป็นมากที่นักแสดงกับคนดูจะต้องเรียนรู้ถึงเทคนิคบางอย่างที่พวกเขาใช้ เช่นการบุกเข้าบ้าน การเข้าล้อมคนที่จับกุมตัวประกันเอาไว้" เขากล่าว "การฝึกไม่ใช่แค่น่าตื่นเต้นและให้ความรู้เท่านั้น แต่มันยังทำให้นักแสดงรวมตัวกันเป็นทีมได้ และนี่จะช่วยเพิ่มความสมจริงให้เกิดขึ้นบนจอ" ในการทำงานกับที่ปรึกษาของเขาอย่างแรนดี้ วอล์กเกอร์นั้น จอห์นสันระวังที่จะคอยเอาใจใส่ในทุกๆรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องอาวุธ ชุดเครื่องแบบ ทักษะ และกลยุทธ์ของหน่วย S.W.A.T. ในปัจจุบัน เพื่อเอื้อประโยชน์ในการถ่ายทำ ชุดเครื่องแบบของทีม S.W.A.T. และอาวุธบางอย่างต้องมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย แต่พวกมันก็ถูกทำขึ้นด้วยความเอาใจใส่ น้ำหนักจริงๆของเสื้อเคฟลาร์ (Kevlar vest)จะทำให้เสื้อเกราะหนักเพิ่มขึ้นอีกถึง 30 ปอนด์ ซึ่งทำให้น้ำหนักทั้งหมดที่นักแสดงจะต้องแบกนั้นมีมากเกินไป ดังนั้นจึงมีการใช้เสื้อโฟมแทน อีกปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับเสื้อเกราะจริงๆของหน่วย S.W.A.T. ก็คือลูกทีมทั้งหมดจะถูกคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสีดำเหมือนกันหมด ยากที่จะแยกว่าใครเป็นใคร ในหลายๆฉาก นักแสดงจึงจะถอดหมวกหรือที่กั้นหน้าออกเพื่อที่จะได้รู้ว่าเป็นคนไหน นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านการเล่าเรื่องอีกหลายประการที่ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนจากของจริง หน่วย S.W.A.T. จริงๆส่วนใหญ่จะมีสมาชิกทั้งหมด 14 คน ไม่ใช่ 6 คน และแต่ละคนจะเชี่ยวชาญแต่ละอาวุธต่างกัน และด้วยการที่ทีมในหนังมีสมาชิกน้อยกว่าของจริงมาก ตัวละครทั้งหมดจึงจำเป็นต้องสามารถใช้อาวุธหลายๆอย่างได้หลายๆครั้งโดยขึ้นอยู่กับความจำเป็นในบท

ซึ่งที่ต่างออกไปจากความเป็นจริงมากที่สุดก็คือตัวละครซานเชซ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่เคยมีสมาชิกหน่วย S.W.A.T. ที่เป็นผู้หญิงมาก่อนในลอสแองเจลิส แต่จอห์นสันกล่าวว่า หลังจากที่ได้เลือกรอดริเกซเข้ามาเล่น จากนี้อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้มันเกิดขึ้นก็ได้ ดังที่เคยมีประวัติมาแล้ว "ตอนที่ผมทำ Homicide หน่วยตำรวจของบัลติมอร์ไม่ค่อยเห็นชอบที่จะอนุมัติเรื่องนัก เพราะว่ามีผู้สืบสวนการฆาตกรรมที่เป็นผู้หญิง และที่เมืองนั้นไม่เคยมีผู้หญิงทำตำแหน่งนี้มาก่อน" เขาเล่า "แต่เราก็เดินหน้าต่อ ตอนนี้ ในบัลติมอร์ ผู้สืบสวนการฆาตกรรมประมาณ 67 คนจะมีผู้หญิงอยู่ซะ 19 คน ผมไม่ได้บอกว่ามันเกิดขึ้นเพราะ Homicide นะ แต่ผมรู้ว่ามันไม่เป็นไรหรอก"

รอดริเกซไม่สนใจความคิดที่ว่าผู้หญิงต้องไม่ถูกคัดออกจากการท้าทายความสามารถทางร่างกายที่หนักหน่วงของหน่วย S.W.A.T. "ดูตัวบรูซ ลีเทียบกับตัวคู่ต่อสู้ของเขาสิ" เธอให้ความเห็น "มันเป็นเรื่องการทนความกดดัน การตั้งสมาธิและความทรหดน่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงมักจะทำสำเร็จยากในการฝึก ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะกลัว คิดว่าผู้ชายต้องเก่งกว่า จนลืมไปว่าจริงๆแล้วก็มีอีกหลายวิธีที่เราสามารถจะเอาชนะพวกเขาได้" วอล์กเกอร์ยังแนะนำรอดริเกซและนักแสดงที่เหลือในการถ่ายทอดภาพของหน่วย S.W.A.T. ให้ออกมาได้สมจริงที่สุดอีกด้วย "หน้าตาและอารมณ์ของหนังเหมือนกับความเป็นจริงมาก" เขายืนยัน "ทั้งเสื้อผ้าและก็อาวุธนั้นยอดเยี่ยม และการแสดงท่าทางของนักแสดงก็เข้าท่าเข้าทาง พวกเขาเป็นนักเรียนที่เยี่ยมมาก พวกเขาดูดี เคลื่อนไหวดี แสดงหน้าตาท่าทางดี"



 

 


อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มรายละเอียดที่ถูกต้องให้กับหนังก็คือฉากของผู้ออกแบบการถ่ายทำ เมย์น เบิร์ก ในตอนต้นนั้นภาพของสถานที่ถ่ายทำนั้นมีมากถึง 75 ที่รอบๆลอสแองเจลิส ซึ่งงานของเบิร์กนั้นไม่ใช่แค่การทำให้เกิดความต่อเนื่องของภาพในหนังเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องข้อกำหนดด้านเงินทุนและตารางการถ่ายอีกด้วย "ทางแก้ก็คือการรวมเอาหลายๆสถานที่เข้าด้วยกัน จะได้ทำให้การเคลื่อนย้ายกองที่เปลืองทั้งเงินและเวลานั้นมีน้อยที่สุด" เขากล่าว "เราค่อนข้างจะประสบความสำเร็จทีเดียวในตอนจบ ในบางที่เราสามารถถ่ายได้ถึงหกหรือแปดฉากในที่เดียวกันโดยทำการปรับแค่นิดหน่อย" เบิร์กและผู้กำกับจอห์นสันร่วมงานกันในการเลือกสีและพื้นผิว "เราต้องการจะให้มันดูเหมือนจริงและดูหยาบๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" เบิร์กกล่าว "ผมก็เลยแนะนำคลาร์กว่าเราน่าจะใช้จำนวนสีให้น้อยๆ โดยยึดอยู่ที่โทนสีเข้มๆ โดยเฉพาะสีเอิร์ธโทน และใช้สีสว่างแค่เพื่อโชว์ความเป็นลอสแองเจลิสและสถาปัตยกรรมบางชิ้นของเมือง"

ซีเควนซ์ที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันมากที่สุดในหนังก็คือกลุ่มฉากแอ็คชั่นในตอนจบ ซึ่งถูกถ่ายบนสะพาน 6th Street Bridge ในลอสแองเจลิสนานกว่าสี่อาทิตย์ในตอนกลางคืน สะพานถูกเลือกหลังจากที่เบิร์กได้สำรวจมาแล้วหลายสะพานในแอลเอที่จะเหมาะสมในการลงจอดของเครื่องบิน "บางคนแนะนำฟรีเวย์ที่ 45 แต่ตอนที่ผมเห็นหนังสือ Above Los Angeles ผมก็ตัดสินใจได้ว่าถ้าผมเป็นนักบิน ผมก็คงจะคิดว่า 6th Street นั้นอยู่ในเมือง และถ้าคิดในเรื่องภาพแล้ว ผมว่ามันจะถ่ายออกมาแล้วสวยมาก เพราะสะพานยาวประมาณ 3,000 ฟุต และเมื่อคุณลงจอด คุณจะได้แสงระยิบระยับจากตึกสูงในเมืองเป็นแบ็คกราวดน์ด้วย" จอห์นสันเสริมว่า "เรามีเนื้อที่หนึ่งร้อยยาร์ดที่จะไปถึงสะพาน ผมรู้เลยว่านี่เป็นจุดที่ใช่แล้ว" เขากล่าว "เมืองดูสวยมากราวกับเทพนิยายเลย"

การให้แสงในเครื่องบินที่ถูกจำลองขึ้นมาสำหรับการถ่ายฉากกลางคืนนั้นนับเป็นการท้าทายความสามารถชิ้นใหญ่ของเบิร์กเลยทีเดียว "ผมรู้ว่าต้องใช้ไฟข้าง คนจัดแสงของหนังคิดการแก้ปัญหาขึ้นมาได้ ด้วยการใช้ที่เกาะซึ่งเขาซื้อมาจาก Home Depot ราคายี่สิบเหรียญต่อหนึ่งอัน จากนั้นเราก็แค่ใส่ใส่กรอบที่จำเป็นรอบๆที่เกาะที่มีแค่นั้นเอง และผมก็คิดดีไซน์ออกมาได้ว่าจะให้เป็นแบบ Art Deco เพื่อจะได้ให้เข้ากับสไตล์ของสะพานที่สร้างขึ้นช่วงปี 1930" แม้จะมีการดัดแปลงหลายอย่าง แต่มันก็อันตรายเกินไปที่จะให้เครื่องบินจริงลงจอดบนสะพาน ดังนั้นทุกๆคืนเครื่องบินจำลองจึงถูกนำออกมาจากโกดังที่ไม่ไกลจากโลเคชั่นมากนัก และถูกนำไปยังสะพาน 6th Bridge

และบางทีความเป็นจริงก็ทำให้การถ่ายทำเกิดอุปสรรคได้เช่นกัน เมื่อตำรวจแอลเอตัวจริงมาพร้อมพาหนะครบเครื่องวิ่งไล่ข้ามสะพาน โดยมีเฮลิคอปเตอร์ตำรวจของจริงบินแข่งกับเฮลิคอปเตอร์ของกองถ่ายหลายลำ "เรากำลังอยู่บนสะพานเพื่อซ้อมฉาก" จอห์นสันเล่า "เครื่องบินอยู่ตรงที่ของมัน แล้วก็มีรถคันใหญ่จอดบังสะพานเอาไว้เหลือเพียงแค่ที่สำหรับให้รถผ่านเข้าออกได้หนึ่งคันเท่านั้น จากนั้นเราก็ได้รับรายงานจากผู้ช่วยกองถ่ายว่ามีการไล่ล่าของจริงกำลังมาทางนี้ แล้วรถที่ถูกขโมยที่มีเด็กอยู่เต็มรถก็แล่นผ่านเราไป ตามด้วยรถตำรวจอีก 15 คน ผ่านช่องแคบๆนั้นไป อย่างกับออกมาจากเรื่อง Blue Brothers แน่ะ" อีกหนึ่งโลเคชั่นที่อยู่เหนือความควบคุมสุดๆของหนังก็คือเครือข่ายอันกว้างขวางของท่อระบายน้ำที่เกิดจากพายุ ในบทจะต้องมีฉากที่มีท่อระบายน้ำจากพายุ แต่เมืองไม่อนุญาตเพราะกลัวเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงหน้าฝนที่หนังถ่ายทำอยู่ เบิร์กจึงจำเป็นต้องสร้างท่อระบายน้ำจากพายุขึ้น "ผมเลือกใช้สิ่งที่จะช่วยรักษาแอ็คชั่นหลายๆอย่างที่ถูกเขียนมาในบท ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถใช้เป็นอะไรก็ได้ของระบบระบายน้ำทิ้ง มันสามารถนำเสนอให้เป็นได้หลายอย่าง"

การค้นคว้าของเบิร์กทำให้เขาได้พบเว็บไซต์ของพวกคนที่ชื่นชอบและแอบไปในทุกท่อระบายน้ำจากพายุของประเทศ แล้วถ่ายรูปพวกมันด้วยตัวเอง (พวกเขาคาดแถบดำที่ตาเพื่อปกปิดว่าตัวเองคือใคร) จากนั้นก็โพสต์ลงอินเตอร์เน็ต และจากรูป คนพวกนี้จะพูดคุยกันว่าพวกเขาเข้าไปและออกมาจากที่นั่นได้ยังไง และพวกเขาพบอะไรในนั้น "รูปภาพของพวกเขา" เบิร์กกล่าว "กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์" เบิร์กแปลกใจที่ได้พบว่ามีความสอดคล้องหลายอย่างในท่อระบายน้ำทิ้งที่เขาได้เลือกเอาไว้ "ท่อระบายน้ำทิ้งทุกที่ดูเหมือนจะมีตะไคร่เกาะอยู่ตามเพดาน และมีก้นบุหรี่หลายร้อยอัน มันเต็มไปด้วยกระป๋องและถุงพลาสติกจากซูเปอร์มาร์เก็ต เราเจอกระทั่งเสาโทรศัพท์ ที่ดูดฝุ่น รถเข็นของช็อปปิ้ง หมวก ยางรถยนต์ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่ดีในการทำงานกับของหลายรูปร่างหลายเฉดสี" เขากล่าว "และมันก็เข้ากันดีกับคอนเซ็ปต์ของหนัง ท่อระบายน้ำทิ้งนั้นดูทึม หยาบ และน่ากลัว คุณจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ในโค้งหน้า"

ในบท ตัวละครจะต้องเดินทางผ่านท่อระบายน้ำจากพายุยาวครึ่งไมล์ และเมื่อไม่สามารถจะสร้างท่อระบายน้ำทิ้งที่ยาวครึ่งไมล์ได้จริงๆ เบิร์กจึงเปลี่ยนการออกแบบเสียใหม่เพื่อให้สามารถถ่ายได้ในหลายๆมุม "ท่อระบายน้ำจากพายุจะใหญ่กว่าที่คนส่วนใหญ่คิดเยอะ การค้นคว้าทำให้คุณรู้ว่าคุณสามารถจะขับรถกระบะผ่านท่อน้ำทิ้งบางอันได้ ดังนั้นฉากจึงไม่ใช่แค่ต้องปรับเปลี่ยนได้อย่างอเนกประสงค์ แต่ยังต้องใหญ่มากๆด้วย" เบิร์กและทีมของเขาเริ่มต้นที่ท่อระบายน้ำสำหรับท่อกลมๆ จากนั้นพวกเขาก็สร้างโครงไม้ กลึงด้วยคอนกรีตอ่อนที่สามารถจะหล่อได้ เพื่อให้ตะไคร่ขึ้นบนเพดาน ตัวพิมพ์ลาเท็กซ์ถูกลอกออก จากนั้นมันถูกทาทับด้วยสีหลายชั้นหลายสี ไกลเซรินถูกทาบนเพดานเพื่อให้มันดูเปียกโดยที่ไม่ต้องทำให้มันเปียกจริงๆ และทุกด้านของกำแพงถูกทับด้วยแชลแล็ก ส่วนน้ำบนพื้นในท่อระบายน้ำนั้นถูกสร้างขึ้นจากมนต์ของสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คท์ การสร้างฉากนี้ต้องใช้เวลานานหลายอาทิตย์ทั้งในการลงสีและตกแต่งด้วยสิ่งของต่างๆ

 

 

หน่วย S.W.A.T. ของตำรวจลอสแองเจลิสเป็นทีมแรกๆที่อาศัยยุทธิวิธีในการปฏิบัติงานสำหรับการใช้กฎหมายของเมือง หลังจากเหตุการณ์การปราบปรามอย่างลับๆหลายครั้งต่อต้านพวกพลเรือนและเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในลอสแองเจลิสช่วงระหว่างและหลังจากการก่อจราจล Watts Riots ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ทำให้เกิดข้อเท็จจริงที่ว่าการตอบโต้ต่อสถานการณ์เช่นนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น หน่วยอาสาสมัครหลายหน่วยที่มีชื่อว่า station defense team อันประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญงานและมีประสบการณ์ทางทหาร จึงถูกสร้างขึ้น

S.W.A.T. (Specail Weapons And Tactics Team) ถูกริเริ่มขึ้นในปลายทศวรรษที่ 60 และได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี 1972 โดยหน่วยตำรวจของลอสแองเจลิส ด้วยการเห็นคุณค่าของความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้รับจากการมีคณะที่ได้รับการฝึกฝนและทำงานประจำด้วยกันในหน่วยงานของเมืองใหญ่ ซึ่งนับเป็นความคิดริเริ่มในเวลานั้น หน่วยงานนำมาซึ่งการรวบรวมวิธีการปราบปรามสถานการณ์รูปแบบต่างๆของตำรวจ จากนั้นมันก็กลายเป็นตำนานขึ้นมาในหมู่หน่วยงานปราบปรามต่างๆทั่วโลก ในขณะนี้ หน่วย S.W.A.T. เป็นหน่วยงานชั้นนำที่ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจของลอสแองเจลิสอย่างน้อย 60 นาย นายสิบตำรวจ 6 นาย และร้อยโทอีก 1 นาย ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกฝึกจนมีความชำนาญและเต็มไปด้วยกลยุทธ์ในการจู่โจม หน่วยงานครอบคลุม 16 พื้นที่โดยแบ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของลอสแองเจลิส เมืองที่มีเนื้อที่ทั้งหมดเกือบ 500 ตารางไมล์ อย่างไรก็ตาม หน่วย S.W.A.T. นั้นยังคงได้รับเงินช่วยเหลือเพียงน้อยนิด จนกระทั่งในปี 1984 ที่คณะกรรมการโอลิมปิกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะการแข่งโอลิมปิกเกมส์ในลอสแองเจลิสนั้นถูกมองว่าน่าจะเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้าย หน่วย S.W.A.T. จึงได้รับเงินช่วยเหลือสำหรับอุปกรณ์เพิ่มเติมและการฝึกที่จำเป็นสำหรับการป้องกันการก่อการร้าย งานโอลิมปิกที่ลอสแองเจลิสลุล่วงลงโดยไม่เกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น แต่เงินช่วยเหลือและการฝึกที่เริ่มต้นขึ้นจากงานนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหน่วยตำรวจลอสแองเจลิสและ S.W.A.T. หลังจากความสำเร็จของหน่วย S.W.A.T. ของหน่วยตำรวจลอสแองเจลิส เมื่องอื่นๆทั่วสหรัฐอเมริกาและส่วนต่างๆของโลกก็ได้จัดตั้งหน่วยงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งแม้ว่าไม่ทั้งหมดจะถูกเรียกว่า S.W.A.T. และไม่ทั้งหมดที่อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของหน่วยตำรวจของเมืองนั้นๆ (บางหน่วยอยู่ใต้สมาพันธรัฐหรือหน่วยงานติดอาวุธที่เป็นอำนาจของศาล) แต่ทั้งหมดก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือเรื่องการใช้ยุทธวิธีอันชาญฉลาดเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ในฐานะที่เป็นหน่วยงานชั้นนำ สมาชิกของหน่วย S.W.A.T. ต้องถูกคัดเลือกอย่างเข้มงวดมากทั้งทางด้านร่างกายและมาตรฐานความชำนาญงาน ผู้สมัครจะถูกเลือกจากคนที่สามารถเข้าสู่หน่วย Metropolitan Division ได้หลังจากใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปีในหน่วยตำรวจของลอสแองเจลิส หลังใช้เวลาหนึ่งปีใน Metro เจ้าหน้าที่อาจสมัครเข้าหน่วย S.W.A.T. ซึ่งเป็นเวลาที่พวกเขาจะต้องยอมรับต่อกระบวนการทดลองงานนานสองอาทิตย์ที่ต้องอาศัยความเอาใจใส่อย่างมาก ผู้ที่ผ่านการทดสอบจะถูกขึ้นชื่อในรายชื่อซึ่งผู้เข้าแข่งขันรายสุดท้ายๆจะถูกเลือก ในแต่ละปี มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 50 นายที่เข้าสมัคร แต่เพียงแค่ 8 ถึง 10 คนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าทำงานในหน่วย S.W.A.T. ได้ เมื่อพวกเขาถูกคัดเลือกแล้ว เจ้าหน้าที่จะเริ่มเข้าสู่โปรแกรมการฝึกอันเข้มข้นซึ่งกินเวลานาน 7 สัปดาห์ สมาชิกของหน่วย S.W.A.T. ทุกคนจะถูกฝึกทุกๆอย่างๆ แต่มีหลายนายเช่นกันที่เลือกจะฝึกแบบชำนาญเฉพาะทาง เช่น มือปืนดักยิง มือปืนไรเฟิลยาว เป็นต้น บางนายก็เลือกที่จะฝึกเป็นผู้เจรจา ปัจจุบันนี้มีเจ้าหน้าที่หน่วย S.W.A.T. จำนวน 18 นายที่ชำนาญในการเจรจา ภายหลังจากการฝึกเจ้าหน้าที่มักจะรอคอยงานชิ้นเปิดตัวก่อนที่จะได้เข้าร่วมทีมอย่างเป็นทางการ แม้ว่าพวกเขาจะได้รับเชิญให้ไปช่วยในสถานการณ์ที่ต้องอาศัยยุทธวิธีในการปรามบปรามอยู่หลายครั้งเวลาที่กำลังคนขาดแคลนก็ตาม การปฏิบัติงานในอาชีพของสมาชิกหน่วย S.W.A.T. นั้น ระยะเวลาการทำงานที่นานที่สุดอยู่ที่ 27 ปี ระยะการทำงานโดยเฉลี่ยของหน่วยได้แก่ 8 ถึง 12 ปี หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ส่วนมากก็จะถูกเลื่อนขั้นไปยังหน่วยงานอื่นในหน่วยตำรวจของลอสแองเจลิส

แซมมวล แอล แจ็กสัน (รับบท แดน "ฮอนโด" แฮร์เรลสัน)


แซมมวล แอล แจ็กสัน ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และรางวัลลูกโลกทองคำ พร้อมทั้งได้รับรางวัลจากสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์อังกฤษ(BAFTA) ในสาขา ดาราสนับสนุนชายยอดเยี่ยมในบท "จูลส์" นักฆ่าใฝ่ธรรมะจากภาพยนตร์เรื่อง Pulp Fiction ผลงานการกำกับของ เควนติน ทารันติโน ไม่นานมานี้ เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Basic ประชันบทบาทคู่กับ จอห์น ทราโวลต้า อีกทั้งจะปรากฎตัวคู่กับแอชลีย์ จัดด์ ใน Blackout ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญผลงานการกำกับของ ฟิลิป คอฟแมน รวมถึงภาพยนตร์ เรื่อง Kill Bill ของ เควนติน ทาแรนติโน นอกจากนี้ยังจะมีผลงานการแสดงใน Country of My Skull ของ จอห์น บอร์แมน และ ภาคต่อตอนสุดท้ายของภาพยนตร์มหากาพย์ สตาร์ วอร์ส

ในปีที่ผ่านมา แจ็กสันได้ร่วมแสดงใน Star Wars Episode 2 : Attack of the Clones ของ จอร์จ ลูคัส โดยรับบทเป็น "แมซ วินดู" ผู้นำแห่งสภาเจได นอกจากนี้ยังปะทะบทบาทขับเคี่ยวกับเบน เอฟเฟลค ใน Changing Lanes อีกทั้งยังร่วมแสดงกับ วิน ดีเซล ใน ทริปเพิล เอ็กซ์ รวมถึงภาพยนตร์ที่แจ๊กสันได้ลงมือสร้างและแสดงนำเรื่อง ฟอร์มิวล่า 51 ในปี 2001 แจ็กสันได้ร่วมแสดงกับ บรูซ วิลลิส ในภาพยนตร์ Unbreakable ซึ่งเป็นผลงานภายใต้การกำกับของผู้กำกับ-นักเขียน เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน นอกจากนี้ เขายังเป็นนักแสดงและเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์เรื่อง Caveman's Valentine ซึ่งถือว่าเป็นผลงานเรื่องที่สองที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับ เคซี เล็มมอนส์ ผลงานที่ทั้งสองได้ร่วมมือกันเรื่องแรกคือ Eve's Bayou

แจ็กสันได้รับรางวัลเกียรติยศ Lifetime Achievement Award จากเทศกาลหนัง Deauville โดยแจ็กสันได้รับการพิจารณาเสนอรางวัลจากภาพยนตร์ Shaft ของ จอห์น ซิงเกิลตัน ซึ่งแจ็กสันรับบทนำแสดงคู่กับคริสเตียน เบล และ วาเนสซ่า วิลเลียมส์ รวมทั้งประชันบทบาทกับทอมมี่ ลี โจนส์ ใน Rules of Engagement ภาพยนตร์จากการกำกับของวิลเลียม ไฟรด์คิน

ผลงานการแสดงอื่นๆของ แจ็กสัน ได้แก่ Deep Blue Sea กำกับโดย เรนนี่ ฮาร์ลิน , The Red Violin กำกับโดย ฟรองซัวส์ จีราด์ , Star Wars Episode I :The Phantom Menace กำกับโดย จอร์จ ลูคัส, The negotiator และ Jackie Brown ภาพยนตร์เรื่อง Jackie Brown ถือเป็นเรื่องที่สองที่เขาได้ร่วมงานกับ เควนติน ทาแรนติโน จากบทบาทการแสดงใน เรื่อง Jackie Brown นี้ ทำให้ เขาได้รับการเสนอชื่อรางวัลลูกโลกทองคำเข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมพร้อมทั้งได้รับรางวัล Bear Silver Award สาขานักแสดงนำชายตลกยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน แจ็กสันยังได้แสดงบทนำคู่กับ ซานดร้า บูลล็อค และ แมททิว แมคคอนาเฮย์ ในภาพยนตร์ A time to Kill ซึ่งได้ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของ จอห์น กริชแฮม โดยเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง จาก2 สถาบันนั่นคือ รางวัลลูกโลกทองคำ และ NAACP Image Award

นอกจากนี้ เขาได้ร่วมแสดงกับบรูซ วิลลิส ใน Die Hard With a Vengeance ภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดทั่วโลกในปี 1995 สำหรับรายชื่อภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่เขาได้ร่วมแสดง ได้แก่ 187, Sphere, The Long Kiss Goodnight, Hard Eight, Kiss of Death, Losing Isaiah, Amos and Andrew, Ragtime, Sea of Love, Coming to America, Ray, Do the Right Thing, School Daze, Mo' Better Blues, Goodfellas, Strictly Business, White Sands, Patriot Games, Jumpin' at the Boneyard, Fathers and Sons, Juice, True Romance และ Fresh

ผลงานการแสดงเป็นตัวละครจากภาพยนตร์โดยการกำกับของ สไปค์ ลี เรื่อง Jungle Fever ได้ ทำให้เขาได้รับรางวัลการแสดงสนับสนุนยอดเยี่ยมซึ่งเป็นสาขารางวัลที่ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่คณะกรรมการตัดสินเทศกาลหนังเมืองคานส์ได้มอบให้กับนักแสดง นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลนักแสดงสนับสนุนชายยอดเยี่ยมจาก สถาบันวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งนิวยอร์ค จากบทบาทในเรื่องเดียวกัน

สำหรับบทบาทในจอแก้วนั้น แจ็กสัน ได้แสดงละคร Against the Wall ทาง HBO ซึ่งเขาได้รับการเสนอชิงรางวัล Emmy Award สาขานักแสดงสนับสนุนชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ มินิซีรียส์ รวมถึง รางวัล ลูกโลกทองคำ ในสาขานี้เช่นเดียวกัน เส้นทางอาชีพของแจ็กสันได้เริ่มมาจากการสำเร็จการศึกษา สาขา ศิลปะการแสดงจากวิทยาลัย Morehouse ใน แอตแลนตา เขาได้แสดงละครเวทีจำนวนหลายเรื่องด้วยกัน วึ่งรวมถึงเรื่อง Home, A Soldier's Play,Sally/Prince และThe District Line นอกจากนี้เขายังได้สร้างบทบาทตัวละคร ในละครเวที ของ ออกัส วิลสัน ด้วย

ในส่วนของเทศกาลเชคสเปียร์ในนิวยอร์ค แจ๊กสัน ได้มีโอกาสแสดงละครเวทีเรื่อง Mother Courage and Her Children, Spell #7 และ The Mighty Gents ในขณะที่เขาศึกษาอยู่ที่วิทยา Morehouse เขาได้เปิดตัวการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ใน together for Days

โคลิน ฟาร์เรลล์ (รับบท จิม สตรีท)

โคลิน ฟาร์เรลล์ เกิดและเติบโตที่ แคสเซิลน็อค ประเทศไอร์แลนด์ เป็นลูกชาย เอมอน ฟาร์เรลล์ และ ทอมมี่ ฟาร์เรลล์ ทั้งคู่เป็นอดีตนักฟุตบอลทีม แชมร็อค โรเวอรส์ ของไอร์แลนด์ในปี 1960 โคลินในวัยรุ่นต้องการที่จะตามรอยพ่อและลุงของเขา แต่ว่า ไม่นานนัก ความสนใจเดิมที่มีนั้นได้หันเหเข้าสู่การแสดง เขาได้เข้าเรียน ที่ โรงเรียนสอนการแสดง Gaiety ในดับลิน แต่ก่อนที่จะจบการการศึกษา โคลินได้มีโอกาสแสดงในละครมินิซีรียส์ ของ เดียร์เดอร์ เพอร์เซลล์ เรื่อง Falling for Dancer ต่อมาเขาก็ได้มีโอกาสแสดง ละครของ BBC เรื่อง Ballykissangel และ The War Zone ของ ทิม รอท หลังจาก The War Zone โคลินได้มีโอกาสแสดงเป็นตัวประกอบเล็กๆในภาพยนตร์กำกับโดย ทาดิอุส โอ ซัลลิแวน เรื่อง Ordinary Decent Criminal โดยแสดงร่วมกับ เควิน สเปซีย์

ภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกโคลินที่นำแสดง คือ Tigerland กำกับโดย โจเอล ชูมาคเกอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ติดตามเรื่องราวของทหารอเมริกันหลายนายที่ถูกเกณฑ์ ไปยังแทบป่าในรัฐหลุยส์เซียนา ในปี1971 เพื่อเป็นการฝึกและทดสอบการเตรียมตัวสำหรับภาระกิจในสงครามเวียดนาม ต่อมาเขาได้แสดงนำโดยรับบทเป็นเจส เจมส์ ใน American Outlaw ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับเขาได้แก่ ภาพยนตร์แนวสงคราม เรื่อง Hart's War ประกบบทบาทคู่กับ บรูซ วิลลิส, ร่วมแสดงกับ ทอม ครูซในภาพยนตร์เรื่องฮิตของ Steven Speilberg " Minority Report" , รับบท บูลส์อายใน Dare Devil ร่วมแสดงกับ อัล ปาชิโน ใน the Recruit เช่นเดียวกับบทบาทในภาพยนตร์แนวตื่นเต้น Phonebooth กำกับโดย โจเอล ชูมาคเกอร์ โคลินยังคงร่วมงานกับโจเอล ชูมาคเกอร์ อีกครั้งในเรื่อง Veronica Guerin และ Intermission

เมื่อไม่นานมานี้ ฟาร์เรลล์ เพิ่งจะปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง A Home at the End of The world ซึ่งนำมาจากนวนิยายของ ไมเคิล คันนิ่งแฮม และได้เริ่มการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Alexander The great ซึ่งกำกับโดย โอลิเวอร์ สโตน โดยเขารับบทเป็นอเล็กซานเดอร์มหาราช ขณะนี้ฟาร์เรลล์อาศัยที่ ดับลิน

มิเชลล์ รอดริเกซ (รับบท คริส ซานเชส)

มิเชลล์ รอดริเกซ ได้สร้างความสนใจแก่อุตสาหกรรมโลกภาพยนตร์ โดยเริ่มจากบทบาทการแสดงที่ได้รับเสียงวิจารณ์อันน่าชื่นชมจาก Girlfight เธอถูกค้นพบจากการคัดเลือกนักแสดงทางโทรศัพท์ในนิวยอร์ค ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในจำนวนนักแสดง 350 คนที่จะได้รับการพิจารณาที่จะได้รับบทไดอาน่า กัซแมน เธอต้องเตรียมตัวการเป็นนักมวยโดยการฝึกชกมวยเป็นเวลา 5 เดือน และการการแสดงของเธอนั้นทำให้เธอได้รับรางวัล Independent Spirit award ปี 2001 สาขานักแแสดงเปิดตัวยอดเยี่ยม อีกทั้งได้รับรางวัลนักแสดงดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี จาก National Board Review ปี 2001 นอกจากนี้ภาพยนตร์ที่เธอได้แสดงได้รับรางวัล Grand Jury จากเทศกาลหนัง Sundance หลังจากนั้นไม่นาน รอดริเกซ ได้ร่วมแสดงใน Resident Evil คู่กับ มิลล่า โจโววิช , The Fast and the Furious และภาพยนตร์ กีฬาโต้คลื่นเรื่องฮิต Blue Crush

ฤดูร้อนที่แล้ว เธอประสบความสำเร็จจากการแสดงละครบรอดเวย์ เรื่อง Vagina Monologues ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับเธอ รวมไปถึงหนังอิสระ เรื่อง 3 AMแสดงคู่กับ แพม เกรียร์และ แดนนี่ โกลเวอร์ อำนายการสร้างโดย สไปค์ ลี 40 และ A Mule ภาพยนตร์ได้ฉายรอบแรกในเทศกาลหนัง Sundance ปี 2001 ขณะนี้ มิเชลล์ อาศัยอยู่ที่รัฐ นิวเจอร์ซี เธอเติบโตใน โดมินิกัน เท็กซัส และ เปอร์โตริโก

เจมส์ ทอดด์ สมิธ หรือ แอล แอล คูล เจ (รับบท ดีคอน "เด็ค" เคย์)

แอล แอล คูล เจ เป็นนักแสดงและนักเขียนผู้ได้รับรางวัล NAACP Image Award รวมถึงได้รับแกรมมี่ถึงสองครั้ง ในปีนี้ เขาได้รับเกียรติ ให้เป็นนักแสดงชายแห่งอนาคตอีกทั้งได้รับรางวัล Soul Train's Lifetime Achievement Award สมิธ หรือแอล แอล คูล เจ แร็ปเปอร์ชื่อดัง เป็นศิลปินแร็ปคนแรกที่อัลบั้มและซิงเกิลของเขาได้รับแผ่นทองคำขาวและแผ่นทองคำจากต่อกันถึง 6 ครั้ง เขาถูกบันทึกว่าเป็นศิลปินที่ได้รับแผ่นทองคำขาวจากผลงานเพลงติดต่อกัน 9 ครั้งในปี 2003 จากอัลบั้มอันดับที่สิบของเขา โดยมีชื่ออัลบั้มว่า TEN ซึ่งเปิดตัวอยู่ในอันดับที่ 2 ของตาราง Billborad Chart นอกจากนี้ ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม Luv U Better ได้ทะยานสู่อันดับหนึ่งอย่างรวดเร็วใน ชาร์ต เพลงฮิปฮอป รวมทั้ง ซิงเกิลจากการร่วมงานกับ เจนนิเฟอร์ โลเปซ เพลง ALL I Have ก็ได้ขึ้นสู่อันดับหนึ่งในตาราง Billboard Chart เช่นกัน

ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดที่สมิธแสดงคือ Deliver Us from Eva แสดงคู่กับ กาเบรียล ยูเนี่ยน ภาพยนตร์แนวตลกโรแมนติคร่วมสมัยจากนักเขียน-ผู้กำกับ แกรี่ อาร์ดวิค โดย เพลงประกอบภาพยนตร์ นั้นได้รวมเอาเพลงของเขาเอาไว้ด้วย เขายัง ร่วมแสดงประกบคู่กับ วาล คิลเมอร์ และ คริสเตียน สเลเตอร์ ในภาพยนตร์ เรืองMindhunters กำกับการแสดงโดย เรนนี่ ฮาร์ลิน ซึ่งมีกำหนดฉายช่วงต้นปี 2004 ก่อนหน้านี้ สมิธ ได้แสดงในภาพยนตร์แนวแอคชั่น Deep Blue Sea ของ ฮาร์ลิน ซี่งเขาได้รับบทเป็น เชฟ โดยค่ายเพลงของเขา Rock the Bell ได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งจะมีเพลง 2 เพลงด้วยกัน รวมถึงเพลง Deepest Blue ด้วย เขายังปรากฏใน Any Given Sunday ภาพยนตร์ฝีมือการกำกับของ โอลิเวอร์ สโตน โดยแสดงร่วมกับ อัล ปาชิโน คาเมรอน ดิแอซ และ เจมี่ ฟ็อกซ์ โดยเขามีส่วนร่วมในเพลงประกอบภาพยนตร์เช่นกัน

ภาพยนตร์เรื่องอื่นที่เขาแสดงได้แก่ Rollerball โดยผู้กำกับ จอห์น แมคเทียร์แนน, Kingdom Come สวมบทบาทคู่กับ จาดา พิ้งค์แกท สมิธ และ วิวีก้า เอ ฟ็อกซ์ , In Too Deep , Helloween H2O และ Toys นอกจากนี้เขายังแสดงละครตลกเบาสมองเรื่อง In the House 1อีกด้วย หนังสือเยาวชนเล่มแรกที่สมิธได้เขียน ชื่อ And the winner Is ถูกวางจำหน่ายไม่นานนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือที่ดูน่าตื่นเต้นที่ได้รับความนิยมอย่างสำหรับเด็กๆในตอนนี้โดยจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ดาราแร๊ป " Hip Kid Hop" ซึ่งเป็นนักเบสบอลรุ่นจิ๋วที่เรียนรู้เกี่ยวกับชัยชนะและการพ่ายอย่างสมศักดิ์ศรี สมิธยังเขียนหนังสือ เรื่อง I Make My Own Rules หนังสืออัตชีวประวัติของตนเอง อีกด้วย ขณะนี้ สมิธใช้ชีวิตใน นิวยอร์ค กับภรรยาของเขาพร้อมกับลูกๆอีก 4 คน

ไบรอัน แวน ฮอลท์ (รับบท ไมเคิล บ็อกเซอร์) ไม่นานมานี้เขาได้แสดงภาพยนตร์แนวจิตวิทยาเขย่าขวัญ เรื่อง Basic ซึ่งแสดงร่วมกับ จอห์น ทราโวลต้า โดยเขารับบทเป็น พลทหารบก "ดันบาร์" และยังแสดงในภาพยนตร์ของ เจมส์ โฟลีย์ Confidence ร่วมกับ เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส์ ราเชล เวสส์ และดัสติน ฮอฟแมน ปีที่ผ่านมา แวน ฮอลท์ ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ริดลีย์ สก็อต Black Hawk Down โดยภาพยนตร์ได้สะท้อนให้เห็นถึง ภารกิจของ "สทรัคเกอร์" พลทหาร ที่นำการคุ้มกัน แก่ฮัมวียส์ เพื่อช่วยเหลือนักบินที่พลัดตกจาก Black Hawk ในโมกาดิชชู ประเทศโซมาเลีย นอกจากนี้ เขายังร่วมสมทบ ใน ภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่สองของ จอห์น วู เรื่อง Windtalker ร่วมกับ นิโคลัส เคจ และ คริสเตียน สเลเตอร์ แวน ฮอลท์ พื้นเพนั้นเป็นคนจากรัฐ อิลินอยส์ จบการศึกษา จาก มหาวิทยาลัย UCLA ในวัยเด็กเขาใช้เวลาส่วนใหญ่การเล่นกีฬา และเริ่มอาชีพการแสดงในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเขาได้แสดงละครเวทีที่โรงละคร Zephyre ใน ลอสเองเจลลิส หลายเรื่องด้วยกัน ภายหลังจากจบการศึกษาสาขา สังคมศาสตร์จาก UCLA แล้ว เขาได้มุ่งความสนใจสู่อาชีพการแสดงอย่างแน่วแน่ โดยเริ่มแสดงครั้งแรกในภาพยนตร์แนวโรแมนติกเบาสมองเรื่อง Whipped เป็นเรื่องแรก แวน ฮอลท์ ปรากฏตัวในละครโทรทัศน์ เรื่อง Sex and the City ของ HBOรวมถึง Homicide และ Spin City

ทีมงานเบื้องหลัง

คลาร์ก จอห์นสัน (ผู้กำกับ) ได้รวบรวมเอาชิ้นงานที่น่าประทับใจทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่นานมานี้ เขาได้รับการเสนอชื่อรางวัลเอ็มมี่ อวอร์ด สาขา ผู้กำกับยอดเยี่ยม จากซีรียส์ เรื่อง The Shield จอห์นสัน เริ่มต้นเป็นผู้กำกับระหว่างการถ่ายทำซีรียส์เรื่อง Homicide : Life on the Streets ในฤดูที่สอง จากนั้นก็เริ่มกำกับซีรีย์สละครคุณภาพที่ได้รับความนิยมประสบความสำเร็จอย่าง NYPD Blue, The West Wing ,Third Watch, City of Angel, the Beat และ Law & Order , Special Victim Unit และไม่นานมานี้ได้กำกับซีรียส์ทาง HBO เรื่อง The Wire และภาพยนตร์ ของ HBO เรื่อง Boycott ซึ่งเขาได้ร่วมแสดงด้วย จอห์นสันเป็นชาวฟิลาเดลเฟีย เริ่มสนการแสดงเมื่ออายุได้ 9 ขวบ มีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามไปกับทีมงานของทีมแสดงบรอดเวย์ เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนสอนวิชาภาพยนตร์ใน มอนทรีออล และศึกษาวิชาการละครเวทีที่มิชิแกน ก่อนที่จะเริ่มอาชีพนักแสดง
จอห์นสัน เป็นที่รู้จักในบท นักสืบ เมลดริค ลูอิส จากละคร Homicide : Life on the Streets ละครโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น Second City, Hot Shots, Night Heat,Women of Brewster Place, New Attitude และ LA Law ในปี 1993 จอห์นสันได้รับการเสนอรางวัลในสาขารายการโทรทัศน์แคนนาเดียน จากบทที่เขาแสดงใน ซีรียส์ของ CTV เร่อง E.N.G. ภาพยนตร์ที่จอห์นสันได้แสดงเรื่องแรกคือ Adventures in Babysitting ผลงานการกำกับของ คริส โคลัมบัส ต่อจากนั้น เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ต่างๆมากมายเช่นเรื่อง Colors ของผู้กำกับ เดนนิส ฮอปเปอร์ , Drop the Zone ของผู้กำกับจอห์น แบดแฮม, Renegades , Nick of Time , Lulu , Soul Survival, Deliberate Intent n Task Force: Cavier และ ภาพยนตร์อิสระเรื่อง Fear of Fiction และ Love Come Down
นอกจากนี้ เขายังแสดงภาพยนตร์แคนนาเดียน ของผู้กำกับ คลีมองต์ เวอร์โก ใน Rude ซึ่งจากบทบาทในเรื่องนี้ ส่งผลให้เขาได้รับการเสนอชื่อสาขา ดาราสนับสนุนชายยอดเยี่ยม ขณะนี้จอห์นสัน ไปๆมาๆระหว่าง นิวยอร์คและ โตรอนโต

เดวิด เอเยอร์ (ผู้เขียนบท) เกิดและเติบโตในภาคกลางตะวันตกและย้ายเข้าสู่ใจกลางทางตอนใต้ของลอสเองเจลลิส เพื่อเป็นการหลบหนีจากท้องถนนเดวิดในช่วงวัยรุ่น ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมเป็นทหารหน่วยนาวิกโยธิน ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นผู้จับสัญญาณโซนาร์ตรวจจับนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างเรือดำน้ำ และเมื่อถึงคราวปลดประจำการ เอเยอร์ได้หันหลังให้กับการรับใช้แก่กองกำลัง และเริ่มต้นเส้นทางทางการเป็นนักเขียนอย่างอยากลำบาก เขาได้เขียนและร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์รางวัลออสการ์ Trainning Day รวมถึงภาพยนตร์แนวอาชญากรรมดราม่าเรื่อง Dark Blue ของผู้กำกับ รอน เชลตัน นอกจากนี้ เอเยอร์ยังประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจาก U-571 และ The Fast and the Furious

เดวิด แมคเคนนา ( ผู้เขียนบท) บทภาพยนตร์ American History X ของเขาขายได้เมื่อเขาอายุได้ 26 ปี ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม แสดงนำโดย เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ภาพยนตร์เรื่องสะท้อนให้เห็นถึงผลที่ตามมาของ อคติที่ไม่มีวันจางหายเมื่อครอบครัวได้ถูกฉีกกระชากด้วยความเกลียด ภาพยนตร์ได้ติดตามชายผู้ดิ้นรนคนหนึ่งผู้ที่พยายามกลับตัวตนเองและปกป้องครอบครัวของเขาหลังจากมีชีวิตโดยการกลืนกินความดันทุรังและความรุนแรงอันน่าสมเพส บทภาพยนตร์เรื่องต่อไปของ แมคเคนนา คือ Body Shot กำกับโดย ไมเคิล คริสโตเฟอร์ และแสดงโดยเจอร์รี่ โอ คอนแนล อแมนด้า พีท ทารา รีดและรอน ลิฟวิงสตัน
ภาพยนตร์เรื่องที่สามของเขา คือ Get Carter ภาพยนตร์แนว cult ปี1971 นำแสดงโดย ไมเคิล เคน ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ นำแสดงโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน มิแรกด้า ริชาร์ดสัน ราเชล ลี คุ๊ก ,มิคกี้ รู๊ค์ และ อลัน คัมมิ่ง กำกับโดย สตีเฟน เคย์ อำนวยการสร้างโดย มาร์ค แคนตัน นีล แคนตัน และ อีลี ซามาฮา
ปี 2001 แมคเคนนา ได้ดัดแปลงบทประพันธ์ของ บรูซ ริวเบน ให้เป็นบทภาพยนตร์ เรื่อง Blow วึ่งภาพยนตรืเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงซึ่งเรียงลำดับเหตุการณ์ชีวิตของ จอช จุง ผู้ลักลอบค้ายา ซึ่งทำงานให้กับ พาโบล เอสโคบาร์ และ เมดเดลลิน คาร์เทล เพื่อที่จะนำโคเคนข้ามไปยังชายฝั่งตะวันตก ในยุค 70และ 80 แมคเคนนา กำลังเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง National Office ซึ่งเป้นเรื่องราวของชายอายุ28 ที่ท้าทายรัฐธรรมนูญ และดำเนินการเพื่อให้ตนเองได้เป้นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แอนดริว ลาซาร์ (จาก Space Cowboy และ Confessin and a Dengerous Mind) กำลังดำเนินการสร้าง
นอกจากนี้ แมคเคนนา ได้รับว่าจ้างให้เขียนบทขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยเรื่องราวที่เขียนจะอยู่นำมาจากชีวิตจริง ของ USS Indianapolis โดยเป็นเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่สองเกี่ยวกับหายนะทางน้ำที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน ทั้งนี้เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นงานภาพยนตร์ของผู้อำนวยการสร้าง เคซีย์ ซิลเวอร์ ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตจริงของ พันเอกเดวิด แฮคเวิร์ธ นายทหารผู้ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทางทหารของสหรัฐ ผลงานเรื่องต่อไปของเขาคือ งานกำกับการแสดงเรื่องแรก Twelfth Man ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ติดตามชีวิตเหตุการณ์ประจำวันภายใน 2 อาทิตย์ของครอบครัวอเมริกัน ที่มีแม่เป็นโรคติดสุราและชีวิตของครอบครัวมุ่งสนใจแต่กับฟุตบอลมัธยม แมคเคนนา จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัย ซานดิเอโก ในปี 1991 และได้อาศัยที่ ชายฝั่ง นิวพอร์ท แคลิฟอร์เนีย กับภรรยา มาร์ซีย์ และลูกชาย แจ๊ค กับคอลิน

รอน มิต้า และ จิม แมคเคลน (เนื้อเรื่อง) ทั้งคู่ได้สร้างสรรค์บทภาพยนตร์ โดยขยายส่วนเพิ่มเติมในภาพยนตร์เรื่อง Popcorn ซึ่งได้รับคำชมจาก โอลิเวอร์ สโตน มิต้าและแมคเคลน ได้สร้างชื่อให้แกตนเองด้วยสไตล์การเขียนที่รวดเร็วและฉับไว และเมื่อได้รับมอบหมายให้คิดเนื้อเรื่องใน S.W.A.T. พวกเขาต้องระดมความคิดในการสร้างสรรค์เนื้อเรื่องกันอย่างมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมสัมพันธ์กันได้ ความคิดเกี่ยวกับเจ้าพ่อค้ายาใน S.W.A.T. ได้มาจากการสนทนาที่ตลกๆทั่วไป โดย ทั้งคู่กำลังคิดว่า พวกเขาจะต้องเสียเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ที่ให้คนอื่นยอมทำสิ่งแปลกๆที่ไม่ธรรมดา โดยพวกเขาคิดว่า จะต้องจ่ายเงินจำนวน 1 แสน ดอลลาร์ให้รอนในการที่จะให้รอนพุ่งตัวเข้าไปในงาน โรส โบวล์ และต้องเสียเงินจำนวน 150000 ดอลลาร์ สำหรับจิมเพื่อที่จะให้เขาอยู่ในถ้ำโดยปราศจากแสงแดดเป็นเวลา 6 เดือน อีกทั้งทั้งคู่ตกลงว่าคงต้องเสียเงิน 100ล้านเหรียญ สำหรับตัวพวกเขาเองในการบุกช่วยโจรแหกคุก และนี่ทำให้เกิด S.W.A.T.ขึ้นมา
มิต้าและ แมคเคลน พบกันโดยขณะที่ทั้งคู่เป็นนักศึกษาปริญญาโทสาขาภาพยนตร์ที่ มหาวิทยาลัย โลโยลา แมรีเมาทน์ ในลอสเองเจลลิส ในช่วงการลงทะเบียนนักศึกษา มิต้า ทำงานเป็นผู้ช่วยของ นีน่า จาคอบสัน( เร็วๆนี้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายการผลิตของดิสนีย์) อีกทั้งยังเป็น วีพีให้กับ Universal Pictures ในขณะที่แมคเคลน ทำงานทางด้านกฎหมาย และจากการที่ทั้งสองมีความคิดความอ่านเหมือนกัน ทั้งคู่จึงเขียนบทภาพยนตร์ชิ้นแรกขึ้น นั่นคือ Trackdown ซึ่งไปสะดุดตา โจดี้ ฟอสเตอร์ ซึ่งในที่สุดบทภาพยนตร์ชิ้นนี้ก็ถูกขายเป็นจำนวนเงินที่สูงถึงเลข 6 หลัก
ทั้งคู่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายจนทั้งสองได้รับเลือกเป็นนักเขียนหน้าใหม่ยอดเยี่ยมในปี 1994 จาก หนังสือพิมพ์ L.A.Times บทภาพยนตร์เรื่องที่สองคือ The French Teacher ซึ่งทั้งสองถูกหักหลังโดนลยจาคอบสัน ขโมยบทไปอย่างไม่ดูแคลน เร็วๆนี้ ทั้งสองได้ขายเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับความคิด จุดหักเหของยุคซูปเปอร์ฮีโร่ โดยมีชื่อเรื่องว่า The Urban Legend ให้แก่ สปีลเบิร์ก และในคราวเดียวกันพวกเขาได้ถูกมอบหมายให้เขียนเรื่อง Revere แก่ วอร์เนอร์ บราเทอร์ส ซึ่งเป็นผลงาน ภาพยนตร์ที่โดดเด่นนำแสดงโดย เมล กิ๊บสัน
ทั้งนี้ พวกเขายังมีงานกับ HBO อีกสามเรื่องด้วยกัน หลังจากเสร็จสิ้นจาก S.W.A.T.แล้ว ทางโซนี่ได้ว่าจ้างให้ทั้งคู่ เขียนเรื่อง Doom ซึ่งนำมาจากวิดีโอเกมชื่อดัง รวมถึงเรื่อง Sniper II ภาคต่อของภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่น ปี 1994 แสดงโดย ทอม แบเรนเจอร์ มิต้าและแมคเคลนได้ขาย Video Killed The Radio Star - The MTV Story แก่ TNT และเพิ่งรับมอบหมายให้เขียน บทภาพยนตร์โทรทัศน์ แก่ ช่อง CBS ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ชีวิตจริงของทีม S.W.A.T. หญิงในรัฐ วอชิงตัน ดีซี

นีล เอช. มอริทซ์ (ผู้อำนวยการสร้าง) เป็นเจ้าของภาพยนตร์ดั้งเดิม ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียง รวมถึงบริษัทการผลิตด้านโทรทัศน์ โฆษณา และมิวสิค วิดีโอ ซึ่งมีการบริหารอย่างได้อย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์และมีคุณภาพ มอริทซ์ ได้รับปริญญาสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย UCLA และปริญญาโท Peter Stark motion picture producing program จากมหาวิทยาลัย Southern California มอริทซ์ได้อำนวยการสร้างหนังทำรายได้อย่าง Sweet Home Alabama , XXX ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง XXX ถือว่าเป็นการร่วมงานครั้งที่สี่ร่วมกันกับกับ ร็อบ โคเฮน ผู้กำกับจาก The Fast and the Furious แสดงโดย วิน ดีเซล พอล วอคเกอร์ มิเชล ร็อดรีเกซ และโจดานา บริวสเตอร์ ผลงานที่ที่ได้รับชื่อเสียงในช่วงแรกๆ ทำให้มอริทซ์กลายเป็น หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างที่ร่ำรวยที่สุดในฮอลลีวู๊ด Juice คือภาพยนตร์เรื่องเอกของเขา ตามมาด้วยภาพยนตร์ของ โคลัมเบีย พิคเจอร์ส เรื่อง I Know What You Did Last Summer ซึ่งเป็นผลงานการแสดงของนักแสดงหน้าใหม่เช่น ซาร่า มิเชล แกลลาร์ เจนนิเฟอร์ เลิฟ ฮิววิท ไรอัน ฟิลลิปเป้ และ เฟร็ดดี้ พริ๊นส์ จูเนียร์ โดย ภาคต่อ I Still Know What You Did Last Summer คงความสำเร็จไว้เช่นเคยโดยได้นักร้องเพลงป็อบ แบรนดี้มาร่วมแสดง
ภาพยนตร์เรื่องต่อมา คือ Urban Legend ได้ความสำเร็จอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับภาคต่อ Urban Legend : The Final Cut รวมถึงภาพยนตร์แนวดราม่า Cruel Intention ภาพยนตร์ที่มัวริทซ์อำนวยการสร้างและได้รับความนิยมอื่นๆเช่น ภาพยนตร์หลอกวัยรุ่น อย่าง Not Another teen Movie รวมทั้งหนังตลกเรื่อง Slackers แสดงโดย เจสัน ชวาร์ทซ์แมน และ เดวอน ซาวา ยังมีภาพยนตร์อีกมากหมายหลายเรื่อง เช่น Valcano, Blue Streakแสดงโดย มาร์ติน ลอว์เรนซ์ , saving Silverman แดสงโดย แจ๊ค แบล็ก ,สตีฟ ซาน และ เจสัน บิ๊ก รวมถึง The Glass House แสดงโดย ลีลี โซบีสกี และในหน้าร้อนนี้ มีภาพยนตร์จากผลงานการกำกับของ จอห์น ซิงเกิลตัน 2 Fast and 2 Furious
มอริทซ์ ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์นำแสดงโดย เดนเซล วอชิงตัน เรื่อง Out of Time กำกับโดย คาร์ล เฟรงกิ้น XXX และยังมีเรื่อง Torque ภาพยนตร์แอ๊คชั่น ด้วยการขับเคี่ยวระหว่างการแข่งขันจักรยานยนต์ ดนตรีประกอบภาพยนตร์โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านมิวสิควิดีโอ โจเซฟ คาห์น

แดน เฮลสเต็ด (ผู้อำนวยการสร้าง) กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตภาพยนตร์ Large's Ark นำแสดงโดย นาตาลี พอร์ทแมน และ แซค บราฟ ภาพยนตร์เร่อง Richard Petty แสดงโดย เดนนิส เควด กำกบโดย แคลลี่ โคลรี่ และรายการโชว์ที่ได้รับการวิจารณ์ยกย่อง Platinum ช่อง UPN นอกจากนี้ ยังได้วางตารางสำหรับการเผยแพร่จำหน่ายในปี 2003 อำนวยการสร้างเรื่อง Beyond Borders แสดงโดย เองเจลลีน่า โจลี และ ไลฟ์ โอเวน โดย เฮลสเต็ด ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่อำนวยการสร้างโดย เฮลสเต็ดได้แก่ ภาพยนตร์การกำกับเรื่องแรกของ Sofia Coppala เรื่อง Virgin Suicide ,ภาพยนตร์ของโอลิเวอร์ สโตน Any Given Sunday แสดงโดย อัล ปาชิโน่และ คาเมรอน ดิเอซ ทั้งนี้ โอลิเวอร์ สโตนยังได้รับการเสนอชื่อจากออสการ์ จากภาพยนตร์เรื่อง นิกสัน และ ยูเทิร์น แสดงโดย ฌอน เพนน์ เจนนิเฟอร์ โลเปซ แฮลสเต็ด ยังอำนวยการสร้างเรื่อง Serving Sara แสดงโดย แมททิว เพอร์รี่ และอลิซแบท เฮอร์เล่ย์ ภาพยนตร์ The Corruptor แสดงนำโดยมาร์ค วอลเบิร์กและ โจวเหวิน ฟะ ภาพยนตร์ เรื่อง Art of Waer แสดงโดย เวส์ลีย์ สไนป์ Freeway รับบทบาทโดย รีซ วิทเทอร์สบูน รวมทั้งภาพยนตร์เรื่อง Cold Around the Heart ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ จอห์น ริดลีย์
เฮลสเต็ดสำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยUCLA สาขารัฐศาสตร์เขาเริ่มต้นการทำงานโดยเป็น ผู้ช่วยของ สก็อต์ รูดิน แห่ง Twentieth Century Fox จากนั้น เขาได้มาอยู่กับ Bauer-Benedek Agency ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น United Talent Agency ได้รวบรวมภาพยนตร์ เช่น K-9, The Fabulous Baker Boys, New Jack City, Robocop, There's Something About Mary และ The Untouchables ในขณะที่เขาเป็นผู้บริหารสตูดิโอ ที่Disney's Hollywood Pictures ในช่วงปี 1990 เขาได้เล็งเห็นภาพยนตร์ จำนวนหลายเรื่องโดยเขาได้เข้ามาเป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยภาพยนตร์เรื่องต่างๆมีดังนี้ เช่น The Hand That Rocks The Cradle, Mr. Holland's Opus, Encino Man, Son In Law, Tombstone, Evita และ While You Were Sleeping
รายการโทรทัศน์ ที่โด่งดังโดยมีเฮลสเต็ดเป็นโปรดิวเซอร์ นั้นรวมถึงรายการที่ได้รับรางวัล Showtime Telepic เรื่องThe Day Reagan Was Shot แสดงโดย ริชาร์ด ดรายฟัส รวมถึงซีรียส์ทางช่อง TNT เรื่อง Witchblade นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลสารคดีโทรทัศน์ยอดเยี่ยมจากสารคีเรื่อง Assassinated: The Last Days of Kennedy and King โดยสถานีโทรทัศน์ TBS

คริส ลี (ผู้อำนวยการสร้าง) เป็นอดีตประธานฝ่ายการผลิต ของบริษัทไทรสตาร์ พิคเจอร์และคอลัมเบียพิคเจอร์ ระหว่างดำรงตำแหน่งขณะนั้น ลี ได้รับผิดชอบภาพยนตร์ คุณภาพชนะเลิศรางวัลออสการ์ต่างๆ เช่นภาพยนตร์เรื่อง Jerry Maguire, Philadelphia และ As Good It Gets เขาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการการผลิตภาพยนตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง My Best friend's Wedding, Legend of The Fall, The Fisher King, The Mask of Zorro, Starship troopers,และ Godzilla
ภายหลังจากเปิดบริษัทเป็นของตนเอง คริส ลี ได้รับผิดชอบงานในฐานะ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แนวเอนิเมชั่นผจญภัย แฟนตาซี Final Fantasy โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Saturn Award เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างาภพยนตร์เรื่อง Ballistic : Ecks vs Sever บริษัทของ ลี ได้สร้างสรรค์ซีรีย์เอนิเมชั่น เรื่อง Heavy Gear และเขายังมีโครงการที่จะพัฒนาสตูดิโอหลายๆแห่ง นอกจากนี้ ลียังผลิตมิวสิควิดีโอ แก่ เจเน็ต แจ๊กสัน ไปจนถึง Backstreet Boys และ Destiny's Child ลี เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางอุตสาหกรรรมบันเทิง เมื่อเขาได้เป็นโปรดิวเซอร์ รายการ Good Morning America ทางช่อง ABC หลังจากนั้น เขาได้ก้าวกระโดดเข้าสู่โลกแห่งภาพยนตร์เมื่อเขาได้กลายมาเป้นผู้ช่วยผู้กำกับและผู้ช่วยบรรณาธิการ ในรายการตลกของ เวนย์ หวาง ซึ่งมีชื่อรายการว่า DIM Sum จุดนั้น ทำให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของ บริษัทไทรสตาร์ พิคเจอร์ โดยทำหน้าที่เป็นวิเคราะห์สคริบ ในท้ายที่สุด เขาก็ได้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่ง ประธานฝ่าย Post-Production ซึ่งรวมถึงตำแหน่งเดียวกันนี้ในบริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ เช่นกัน
ลี เกิดที่ประเทศ ฮาวาย ที่ที่เขาได้ร่ำเรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์และโทรทัศน์ ลีจบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัย เยล ปริญญาสาขารัฐศาสตร์ และเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานของสถาบัน สื่อสร้างสรรค์ ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย เขาเป็นคนที่กระตือรือร้นในประชาคมประเทศเอเชีย เขาเป็นสมาชิกของสถาบันอุตสาหกรรมความบันเทิง (CAPE) ซึ่งเป็นรวมตัวของประเทศ แถบอเชียแปซิฟิค นอกจากนี้ เข้ายังได้รับการเสนอชื่อว่าเป็นหนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งที่เป็นเอเชีย-อเมริกัน ทั้งนี้เขาดำรงตำแหน่งบอร์ดบริหารของสถาบันกฎหมายเอชีย แปซิฟิคประจำประเทศอเมริกา พร้อมทั้งยังได้รับเกียรติ ต่างๆอีกมากมาย เช่นได้รับรางวัล ผู้ที่มีความยุติธรรมในธุรกิจการแสดงดีเด่น รางวัลผู้มทองการณ์ไกล ในการที่นำเอานักแสดงตะวันออกและตะวันตกร่วมแสดงาภพยนตร์ด้วยกัน

เกเบรียล เบริสเตน ASC/BSC (ผู้กำกับภาพ) เป็นลูกของ ลูอิส เบริสเตน เขาเติบโตในประเทศ เม็กซิโก ซึ่งเขาดาราชายที่ประสบความสำเร็จโดยมีผลงานชิ้นเอกเป็นผลงานของ ลูอิส บูนูเอล Extreminating Angel เกเบรียลมีความสนใจในการทำภาพยนตร์ ตั้งแต่เด็กเมื่อเขากระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในงานหนังสั้นเเม็กซิกัน เบริสเตน อพยพมาจากยุโรป ซึ่งขณะที่เขาอาศัยในยุโรปนั้น เขาทำงานเกี่ยวกับสารคดีและเป็นช่างกล้องบันทึกการถ่ายทอดข่าว ทั้งข่าว ทางการเมือง สังคม ประเด็นสำคัญทางนิเวศน์วิทยา เบริสเตน ได้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งเกียรติยศ
ในปี 1987 เบริสเตน ได้รับเกียรติโดยได้รางวัล Silver Bear จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน สำหรับการถ่ายภาพยอดเยี่ยม จาก ภาพยนตร์เร่อง Caravaggio กำกับโดย ดีเร็ค จาร์แมน ภาพยนตร์ นอกเหนือจากนี้มีเรื่อง Blade 2 ,The Spanish Prisoner, Dolores Claiborne, K2 และ Aria เบริสเตน ย้ายและอาศัยในลอสเองเจลลิสในปี 1991 ซึ่งปัจจุบันเขายังอาศัยอยู่ที่นี่ ทั้งนี้ เขายังเป็นสมาชิกของ AMPAS และ BAFTA (สถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งอังกฤษ)

เมย์น เบิร์ค ( Production Designer) ผลงานมี จากเรื่อง The Princess Diaries กำกับโดย แกร์รี่ มาร์เชลล์ แดสงโดย จูลี่ แอนดริวส์ , Rock Star แสดงโดย มาร์ค วาลเบิร์ก และเจนนิเฟอร์ แอนนิสตัน, 15 Minutes กำกับโดย จอห์น เฮิร์ซเฟลด์ แสดงโดยโรเบิร์ต เดอ นิโร และ เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส , Jack Frost แสดงโดย ไมเคิล คีตัน, Romy and Michele's High School Reunion รวมทั้ง Double Dragon เขาประสบความสำเร็จจาก ภาพยนตร์ทาง HBO เรื่อง Don King : Only in America และ ได้รับรางวัล Clio จากเรื่อง Elevator Fantasy รวมทั้งโฆษณากางเกงยีนส์ลีวายส์ ซึ่งกำกับโดยไมเคิล เบย์
ภาพยนตร์ที่เบิร์คได้ร่วมงานในฐานะผู้กำกับศิลป์ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง The Fan, From Dusk Till Dawn, Grace of My Heart, Four Rooms, Don't Tell Mom The Babysitter's Dead and Teenage Mutant Ninja Turtles II และ III เบิร์คได้รับปริญญาโทด้านศิลปกรรมศาสตร์สาขาการกำกับศิลป์ และการออกแบบเวที จากTisch โรงเรียน สอนศิลปะแห่งมหาวิทยาลัย นิวยอร์ค เขาได้ศึกษากับนักออกแบบเวทีการแสดง โอลิเวอร์ สมิธ ผู้ที่ได้รับรางวัล โทนี่อวอร์ดหลายสมัยซึ่ง ผลงานของเขาได้แก่ภาพวาดของ My Fair Lady และ West side Story ปัจจุบันผลงานจากภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้เถือว่าป็นส่วนหนึ่งของภาพสะสมถาวรที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนครนิวยอร์ค นอกจากนี้เบิร์ค ยังได้ศึกษากับนักออกแบบจัดแสงที่มีชื่ออย่าง เจนนิเฟอร์ ทิปตันกับ จอห์น กลีสัน อีกด้วย

ไมเคิล ทรอนิค A.C.E. (ตัดต่อ) ได้กลับมารวมทีมทำงานร่วมกันกับโปรดิวเซอร์ นีล มอริท์ซอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาทำหน้าที่ตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง Blue Streak และ Volcano ไมเคิลเริ่มต้นอาชีพโดยการเป็น ผู้ตัดต่อเพลงประกอบในภาพยนตร์ต่างๆ เช่น Movie Movie , All That Jazz, Star 80, Reds,48 Hrs, A Chorus Line, Ruthless People and Predator, จากนั้นเขาก็ผันตัวสู่การตัดต่อภาพยนตร์โดยเริ่มต้นจากภาพยนตร์ทำเงินรายได้ถล่มทลายเรื่อง Beverly Hills Cop II ในปี1987 ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่ไมเคิลได้มีส่วนร่วมในการทำงานได้แก่ Less Than Zero, Midnight Run, The Adventures of Ford Fairlane, Days of Thunder, The Last Boy Scout, True Romance, Straight Talk, Scent of a Woman, The Cowboy Way, Eraser, Under Siege 2: Dark Territory, Meet Joe Black และ Remember The Titans
ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์จากภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาได้แก่ American Outlaw และ The Scorpion King

เอลเลียต โกลเด้นทาล (ดนตรีประกอบ) ได้สรรค์สร้างผลงานเพลงไว้ให้แก่ วงดนตรี ออร์เคสตร้า โรงละคร ละครโอเปร่า บัลเล่ต์ และภาพยนตร์ เอลเลียตได้รับรางวัลออสการ์พร้อมทั้งรางวัลลูกโลกทองคำจากการประพันธ์โน้ตเพลงในภาพยนตร์เร่อง Frida เช่นเดียวกับการถูกเสนอชื่อในสาขาบทประพันธ์เพลงดั้งเดิมยอดเยี่ยม ในเพลง Burn it Blue ก่อนหน้านี้ เขาได้รับรางวัลออสการ์ 2 ตัวนอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาบทประพันธ์เพลงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Interview with The Vampireรวมถึง ภาพยนตร์เรื่อง Michael Collins อีกด้วย
เอลเลียตได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ อวอร์ด จากบทเพลงในภาพยนตร์เรื่อง A Time to Kill และ Batman Forever อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลของสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชิคาโกอีกสามครั้งจาก บทประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Heat, Michael collinsและ Butcher Boy ในปี 1998 โกลเด้นทาลได้รับรางวัล จากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอสเองเจลลิส จากบทประพันธ์เพลงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของ นีล จอร์แดน The Butcher Boy
โกลเด้นทาล ได้ร่วมงานกับผู้กำกับ จูลี่ เทย์มอร์มาแล้วถึง 18 เรื่อง รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Titus บทประพันธ์ดัดแปลงจาก บทละครของเชคสเปียร์ แสดงโดย แอนโทนี่ ฮอบคินส์ และ แจสสิก้า แลง (1999) ผลงานประพันธ์บทดนตรีดั้งเดิมสำหรับละครเวที เรื่อง Juan Darien : A Carnival Mass ทำให้โกลเด้นทาล พิชิตรางวัล Obie Award ปี1998 รวมทั้ง 2 ได้รับการเสนอชื่อจากรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมและบทประพันธ์ดนตรีดั้งเดิมยอดเยี่ยม ผลงานบทเพลงสำหรับละครของเอลเลียต รวมถึง บทเพลงจากละครเวทีเรื่อง The Transposed Heads ,The King Stag ,Liberty's Taken และ The Green Bird ละครบรอดเวย์ ปี 2000
สำหรับการแสดงคอนเสิร์ต โกลเด้นทาล ได้แสดงบรรเลงดนตรีในโรงละครของคณะอเมริกันบัลเลต์ และ ซานฟรานซิสโกบัลเลต์ เพื่อที่จะใช้บทเพลงใหม่ในบัลเลต์เรื่องใหม่ ชื่อเรื่องOthello ซึ่งแสดงครั้งแรกที่ ใจกลางของโอเปร่า ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1997 ซึ่งการบรรเลงใน Othello ได้นำไปแสดงที่ วานฟรานซิสโก ปารีส และจะออกอากาศอีกครั้งในรายการ PBS's Great Performances ในปี 2003 Othello ได้ถูกบรรเลงในโรงละครโอเปร่าอีกครั้ง
บทประพันธ์ดนตรีคลาสสิคได้รวมเพลง Shadow Play Scherzo รวมถึงเพลง Oratorio ซึ่งเป็นบทประพันธ์เพลงที่ถูกบรรเลงโดย เป็นการรำลึกถึงวันครบรอบ 20 ปีสงครามเวียดนาม ซึ่งวงบอสตัน ซิมโฟนี ออเคสตร้า ร่วมบรรเลงไปพร้อมๆกันกับแปซิฟิค ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า ควบคุมวงโดย เซอิจิ โอซาว่า บทประพันธ์ดนตรีของโกลเด้นทาล นั้นรวมทั้งบทประพันธ์เพลงจากภาพยนตร์ Drugsore Cowboy , Alien 3,Cobb และ ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดของ นีล จอร์แดน The Good Thief
โกลเด้นทาลได้ร่วมงานกับ เทย์เมอร์ เมื่อไม่นานมานี้ในบทประพันธ์เพลงประกอบละคร โอเปร่า เรื่อง Grandel ซึ่งจะเปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ โรงละคร เอล เอ โอเปร่าในปี 2005 อีกทั้งจะแสดงในเทศกาลลินคอล์น เซ็นเตอร์ด้วย

คริสโตเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ไม่นานมานี้ คริสโตเฟอร์ได้รับหน้าที่ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับ ภาพยนตร์เรื่อง Robbery Homicide Division กำกับโดย ไมเคิล มานน์ , ภาพยนตร์เรื่อง The Gin Game นำแสดงโดย แมรี่ ไทเลอร์ มัวร์ และดิค แวนไดค์ และภาพยนตร์เรื่อง 11: 14 ซึ่งแสดงโดย ฮิลลารี่ สแวงค์ บาบาร่า เฮอร์ชี่ย์ และเพทริค สเวย์ซี ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นนักออกเป็นเครื่องแต่งกาย ลอว์เรนซ์ทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้กับตัวละครในภาพยนตร์ผู้กำกับที่ดีที่สุดบ้างแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้กำกับ เบลค เอ็ดเวิร์ด ( Switch ) เมล บรู๊ค (Life Stinks) แกร์รี่ มาร์เชล (Beaches) แบร์รี่ ลีวินสัน (บักซี่) คาเมรอน โครว์ (Say Anything) เจมส์ แอล บรู๊คส์ (I'll Do Anything) เคอร์ทิส แฮนสัน( The River Wild) เจมส์ คาเมรอน( T2/3D ) ฟิลลิป น้อยส์ ( The Saint) และ โทนี่ สก็อตต์ ( Enemy of the State)
ปี 1999 ลอว์เรนซ์ ได้ร่วมงานกับ ไมเคิล มานน์ ใน The Insider , รวมทั้งได้มีโอกาสร่วมงานกับ แบลร์ เฮยส์ ในภาพยนตร์2 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ Bubble Boy และ Showtime หนังแอคชั่นตลกเบาสมองนำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นิโร และ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ นอกจากนี้เขายังได้รับมอบหมายให้ออกแบบงานปาร์ตี้ครบรอบวันแต่งงานแก่ อลัน คัมมิ่ง และเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ อีกด้วย


***S.W.A.T - ส.ว.า.ท หน่วยจู่โจมระห่ำโลก มีกำหนดเข้าฉายในไทย วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2003 ทุกโรงภาพยนตร์***

 
 
 
::>>Poster

 

>> Version 1
>> Version 2
>> Version 3
>> Version 4
>> Version 5
>> Version 6

 
 
 
contact webmaster  
popcornfor2@hotmail.com
..............:::: Home | Movies | DVD Review | Download | Stars | Webboard
 

2001-2004© Popcornfor2 Corp. All rights reserved