blank รักหนังblank นวนิยายblank ละครไทยblank ละครเกาหลีblank ดาราเกาหลีblank ละครญี่ปุ่นblank ดาราญี่ปุ่นblank ละครจีนblank ดาราจีน blank ดาราฮอลีวู๊ด
ติดต่อโฆษณา
หน้าแรก
ภาพยนตร์
ข่าว
เรื่องHot
Picpost
Video
ละคร
ฟังเพลง
แต่งมือถือ
ดารา
เกม
ดูดวง
ชุมชน Pop2
UCC
Lost in Translation
 
Lost in Translation น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังโทนอินดี้ที่เล่นกับอารมณ์ของตัวละคร แทนที่จะเล่นกับเนื้อหาหรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นหนังที่ไม่มีพล๊อตเรื่องนั่นเอง ซึ่งการนำเสนอหนังแบบไม่มีพล๊อตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการหนังอินดี้เลย แต่อยู่ที่ว่าเรื่องไหนจะทำออกมาได้ถึงจนมีผู้คนจดจำได้หรือไม่เท่านั้นเอง

หนังเล่าเรื่องของคน 2 คน ต่างเพศต่างวัยแต่เผอิญมาตกอยู่ในห้วงของความเหงา เศร้าและปัญหาชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายช่วงหนึ่งเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วคนทั้งคู่ก็ต้องกลับไปสะสางปัญหาของตนในโลกแห่งความจริงอยู่ดี ความชาญฉลาดของหนังเริ่มตั้งแต่การใช้โตเกียวเป็นโลเกชั่น ซึ่งใครๆ ในโลกก็รู้ว่าเมืองนี้แม้จะฉาบไปด้วยสีสัน ความรื่นเริง เป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับ แต่เนื้อในที่ถูกฉาบเอาไว้คือความเหงา ความสับสน ความเศร้าใจลึกๆ ในใจของผู้คนนับล้านที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้

ตัวหนังแม้จะราบเรียบแต่หนังก็สั่งสมอารมณ์ ความรู้สึกในตัวละครทั้งคู่มาเรื่อยๆ จนกลับกลายเป็นความผูกพันกับผู้ชมได้อย่างน่าประหลาดในช่วงท้ายเรื่อง ความน่าสนใจอยู่ตรงความสัมพันธ์อันคลุมเครือของคนทั้งคู่ว่า จะเป็นไปในทางชู้รักหรือแค่เพื่อนใจแก้เหงาเท่านั้น และในตอนท้ายเรื่อง ผู้ชมก็ยังยังไม่รู้แน่ชัดอยู่ดีในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นชัดเจนออกมา คือผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงสภาวะจิตใจที่ตกต่ำ ที่อาจจะเกิดกับใครๆ ก็ได้และทางออกของภาวะนี้คือ ความเข้าใจ ความเห็นใจด้วยความจริงใจจากมนุษย์อีกผู้หนึ่งนั่นเอง

บทหนังที่ดูเหมือนว่าแสนจะเรียบง่าย ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเท่าไหร่นัก เรื่องราวที่เล่าก็ใกล้ตัวจนแทบจะไม่มีจุดเร้าใจ แต่อันที่จริงแล้ว บทภาพยนตร์แบบนี้แหละที่เรียกว่าเป็นการทำงานแบบมหาหิน การที่ตัวบทที่เหมือนกับไปลอกบทสนทนาของคนข้างบ้านเม้าท์กันถึงเรื่องชีวิตประจำวันแบบนี้ และสามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ชม จนพัฒนากลายเป็นความผูกพันในตัวละครได้ในที่สุดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็จะลุกขึ้นมาสักแต่ว่าเขียนๆ ออกมาได้ ซึ่งคงต้องยอมรับว่าผกก.สาว Sofia Coppola มีฝีมือที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งของ Lost in Translation คือการแสดงที่แสนจะทรงพลัง เป็นธรรมชาติและลื่นไหลกลมกลืนสุดๆ ของ Bill Murray ที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจถึงความสับสน ความเจ็บปวดลึกๆ ของตัวละครตัวนี้แบบทีละนิดละหน่อย ในขณะที่ดาราสาว Scarlette Johansson ที่ค่อนข้างสด แม้จะผ่านงานแสดงมามากพอสมควรก็ตามที เธอแสดงได้มีเสน่ห์ น่ารัก น่าหลงใหลชนิดที่ว่า ลุง Bill ผู้ช่ำชองยังเคี้ยวไม่ลงในบางฉากด้วยซ้ำ หากจะเปรียบไปแล้ว Bill คงเหมือนนักพูดที่ปล่อยมุขฮาๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ Johansson เป็นเหมือนผู้ฟังที่ดี เป็นผู้ฟังที่ตั้งใจและเข้าใจมุขที่ปล่อยออกมาได้ตลอด ซึ่งทำให้เกิดการผสมผสานที่กลมกลืนและ นำพาตัวหนังที่ไม่มีพล๊อตนี้ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อชมหนังจบ ผมได้ตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่าทำไมถึงได้ Lost in Translation ซึ่งคำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์แบบสุ่มๆ คือการที่คนเราจะต้องมีช่วงใดช่วงหนึ่งในชีวิตที่ประสบวิกฤติทางอารมณ์ จนอาจถึงขั้น "หลงทาง" ไม่สามารถแปลสาส์นหรืออีกนัยหนึ่งคือการทำความเข้าใจกับภาวะแวดล้อมรอบข้างได้ และอย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า ทางออกของวิกฤตินี้เกิดขึ้นได้จากความเข้าใจของคนรอบข้าง ที่นำพาไปสู่การเรียนรู้และยอมรับในความเปลี่ยนแปลง ยอมรับต่อความแปลกแยกรอบตัวซึ่งสุดท้ายก็จะนำไปสู่ความเข้าใจต่อตนเองในที่สุด

 
neunth@yahoo.com
นีอุง นีอุง 14/02/2547
 

บริษัท สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
" ท้าทายคุณสู่ ความโดดเด่น ในสิ่งที่แตกต่าง "
กับโครงการ
Oscar Film exclusive


27 รางวัล จาก 24 สถาบัน
One of the best pictures of the year !

โซเฟีย คอปโปล่า ( TheVirgin Suicides ) กับ ผลงานการกำกับ
3 รางวัลลูกโลกทองคำปี 2004
และ
ถูกเสนอชื่อเข้าชิง 4 รางวัลออสการ์

12 March 2004 .... Exclusive at .... SFX Emporium .. LIDO Mutliplex ..
.... and.. MAJOR Ratchayothin ...

Bob is an actor , Bob is Lost
Bob doesn't speak the language

Sometimes you have to go halfway around the world to come full circle ....

" บางเวลา .. มิตรภาพอาจก่อเกิดได้ง่ายกว่าที่คิด " - Lost In Translation
ภาพยนตร์ที่เปลี่ยวเหงาแต่ทว่าอบอุ่นมากที่สุดของปี .....

ในปี 1999 โซเฟีย คอปโปล่า ได้ทำให้ The Virgin Suicides หนังวัยรุ่นที่เหงาจับหัวใจที่นำแสดงโดย คริสเทน ดันส์ กลายเป็นภาพยนตร์ขวัญใจนักวิจารณ์มาแล้ว ความสำเร็จในครั้งนั้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับข้อครหาที่ว่า มันเป็นความสำเร็จที่โรยด้วยความเป็นลูกสาวของผู้กำกับคนดังอย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา
แต่หลังจากที่หายไปนานเกือบ 3 ปี โซเฟีย คอปโปล่า กลับมาพร้อมกับผลงานชิ้นที่ 2 ของเธอ Lost In Translation ที่เปิดตัวออกฉายครั้งแรกในอเมริกาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2003 และทำให้เกิดกระแสความคลั่งไคล้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นอย่างเงียบ ๆ จนทำให้ Lost In Translation กลายเป็นภาพยนตร์ที่จับหัวใจนักวิจารณ์และผู้ชมทุกคนที่ได้ดู
จนล่าสุดสามารถคว้าตำแหน่งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก 3 สถาบันในเวที NYFCO ( The New York Film Critics Online ) , San Francico Film Critics Circle และ Toronto Film Critics Association Awards
Lost In Translation เปิดฉากด้วยความเวิ้งว้างของคนแปลกหน้า 2 คนที่อยู่กลางมหานคร โตเกียว ความรู้สึกที่มุ่งตรงสู่คำโปรยของหนังที่ว่า Everyone wants to be found : ทุกๆ คนต้องการที่จะถูกค้นพบ
ชาร์ลอต ( สกาเลต โยฮันสัน ) นางเอกของเรื่องดอกเตอร์เจ้าของปริญญาเอกด้านปรัชญา มาโตเกียวในฐานะผู้ติดตามของสามีที่มาถ่ายภาพงานโฆษณาชิ้นสำคัญ ในขณะที่ บ็อบ แฮร์ริส ( บิล เมอร์เร่ย์ ) พระเอกของเรื่องคือดาราชื่อดังที่กำลังตกอับในอเมริกา บ็อบเดินทางมาโตเกียวเพื่อถ่ายโฆษณาวิสกี้เพื่อรับค่าจ้างก้อนโต ที่โตเกียว
บ็อบ ต้องยอมทำทุกอย่างแม้แต่การแสดงท่าทางตลก ๆ ไร้สาระตามรายการเกมส์โชว์ ๆ ต่าง ...
สิ่ง ๆ หนึ่งที่เชื่อมต่อความรู้สึกระหว่าง บ็อบ และ ชาร์ลอต เอาไว้ก็คือ
1. ทั้งคู่ต่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความวุ่นวาย
2. ทั้งคู่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น
3. ทั้งคู่ต้องการที่จะถูกค้นพบถึงการมีตัวตนของตัวเอง
และในค่ำคืนอันแสนโดดเดี่ยวคืนหนึ่ง ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะออกเที่ยวไปในราตรีที่ต้องมนตร์ขลังของกรุงโตเกียว วันแล้ววันเล่า .... เพื่อที่จะพบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้คือสิ่งใด ..


โซเฟีย คอปโปล่า เลือกที่จะใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง โดยถ่ายทอดแง่มุมความโรแมนติกผ่านมิตรภาพที่ค่อย ๆ ก่อกำเนิดของตัวละครทั้ง 2 ตัว ท่ามกลางความพลุกพล่านของมหานครอย่างกรุงโตเกียว บทภาพยนตร์ของ โซเฟีย คอปโปล่า ต้องการที่จะสื่อสารถึงความรู้สึกที่เติมเต็มจากมิตรภาพที่ไร้ซึ่งการคาดหวังระหว่างกันและกันของ บ็อบ และ ชาร์ลอต ในความรู้สึกที่ถึงแม้ช่วงเวลานั้นจะผ่านเลยไปแต่ร่องรอยทางอารมณ์ยังคงเหลือให้เราได้ซึมซับชั่วนิรันดร์ เหมือนกับที่ บ็อบ พูดกับ ชาร์ลอต ในฉากหนึ่งของเรื่องว่า

ชาร์ลอต : ฉันไม่รู้อีกแล้วว่าตัวเองอยากเป็นอะไร
บ็อบ : แล้วคุณจะมองเห็นมัน
: แต่เหนืออื่นใด คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นใคร และต้องการอะไร

โซเฟีย คอปโปล่า สำเร็จการศึกษาสาขา วิจิตรศิลป์ จากสถาบันศิลปะ California เธอกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในผลงานภาพยนตร์สั้นเรื่อง Lick the Star ที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกในเทศกาลภาพยนตร์นานชาติเมืองเวนิซ ก่อนที่จะขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับภาพยนตร์จอใหญ่เต็มตัวใน The Virgin Suicides ( ดัดแปลงมาจากนวนิยายสุดอื้อฉาวของ เจฟฟรี่ ยูจินิเดส และได้รับเลือกให้ฉายเปิดตัวครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานนส์ )

บทสัมภาษณ์ โซเฟีย คอปโปล่า ผู้กำกับ และ เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Lost In Translation

Q : ในหนังของคุณ โซเฟีย มันมักจะพูดถึงประเด็นของ ผู้หญิงกับความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้การที่คุณได้ทำงานกับชายที่ชื่อ บิล เมอร์เร่ย์ ทำให้คุณได้ค้นพบอะไรบางอย่างจากตัวเขาบ้างไหม
โซเฟีย คอปโปล่า : ในเรื่องเขาเป็นผู้ชายที่ต้องเผชิญกับวิกฤตของวัยกลางคนในญี่ปุ่นสถานที่ ๆ สร้างความสับสนมาก ๆ สำหรับเขา ชาร์ลอตคือหญิงสาววัย 20 ต้น ๆ ที่คิดเสมอว่า " ฉันจะต้องทำอะไรบ้างในชีวิตฉัน " ทั้งคู่เป็นเหมือนชายหญิงที่มีบางสิ่งที่ต่างขั้วกัน แต่มีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวพันพวกเขาเอาไว้ ชาร์ลอต คือหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน ในขณะที่ บ็อบ คือผู้ชายที่มองหาบางสิ่งที่ตกหล่นไปในชีวิตไม่เจอ มิตรภาพระหว่างพวกเขาก่อเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงเวลาที่ตัวละครทั้ง 2 ตัว กำลังเผชิญกับภาวะการพังทลายทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เมื่อเราต้องอยู่ในสถานที่ต่างแดน การที่อยู่ไกลบ้าน .. มักจะทำให้อารมณ์ของเราแตกสลายได้ง่าย ๆ

Q : แรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Lost In Translation ได้จากการเดินทางของตัวคุณเองหรือเปล่า
โซเฟีย คอปโปล่า : ตอนที่ฉันอายุประมาณ 20 กลาง ๆ ฉันเดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยมาก ปีหนึ่งประมาณ 6 - 7 ครั้ง ฉันทำเป็นกิจวัตรอย่างนั้นอยู่ประมาณ 2 ปี ตอนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นฉันพักที่โรงแรม Park Hyatt Tokyo ในกรุงโตเกียว รู้ไหมว่าการเป็นคนแปลกหน้าในโตเกียวนั้นการที่คุณไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน สิ่งเหล่านั้นมันทำให้ฉันต้องรู้สึกปั่นป่วนทางอารมณ์ และทบทวนถึงบางอย่างบ่อยครั้งในช่วงเวลากลางดึก
ฉันรักนักแสดงอย่าง บิล เมอร์เร่ย์ นะ ฉันตกหลุมรักเขาจากหนังอย่าง Rushmore นั้น ฉันต้องการที่จะเขียนบทหนังที่สะท้อนถึงความรู้สึกภายใจของเขาออกมา บางอย่างที่ดูน่าขำเมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถจะทำอย่างที่เราต้องการจะเป็นจริง ๆ ได้

Q : โรงแรม Park Hyatt Tokyo คือโรงแรมหลักที่คุณใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ใช่ไหม
โซเฟีย คอปโปล่า : ฉันแอบติดใจโรงแรมนี้ แต่ในสมัยที่ฉันพักอยู่ฉันไม่ค่อยมีเงินมากนักเพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกได้ตอนที่อยู่ในโรงแรมก็คือ ถึงโตเกียวจะเป็นเมืองที่ดูสับสนวุ่นวาย แต่มีความเงียบบางอย่างที่ไหลวนอยู่ตรงใจกลางเมือง ๆ นี้ตลอดเวลา ที่โรงแรมนี้มีทั้ง นิวยอร์กบาร์ และ ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศส
แต่ทั้งหมดที่พูดมาถูกสร้างขึ้นมาในสไตล์ญี่ปุ่น

Q : โซเฟีย คุณคิดบ้างไหมว่ามันคือแรงบันดาลใจแห่งโชคชะตา เมื่อคุณเดินทางไปญี่ปุ่นและเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา
โซเฟีย คอปโปล่า : ฉันไม่ได้เขียนบทหนังเรื่องนี้ในญี่ปุ่น .. แต่ฉันเขียนมันจากความทรงจำของภาพถ่าย สถานที่ส่วนใหญ่ในหนังคือสถานที่ที่สร้างขึ้นจากความทรงจำของฉัน เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่ง ฉันเรียกเขาว่า ชาร์ลี บราวน์ แต่ชื่อจริง ๆ ของเขาคือ ฟูมิฮิโระ ฮายาชิ เขาเป็นคนพาฉันไปเที่ยวรอบ ๆ ญี่ปุ่น ด้วยความที่เขาเป็นเจ้าของนิตยสารแฟชั่นทำให้เขารู้จักอะไรดี ๆ เยอะ ใน Lost In Translation ผู้ชมจะเห็นชาร์ลีในหนังด้วย ในเรื่องเขาร้องเพลง God Save the Queen .. บรรยากาศแบบนี้แหละเป็นสิ่งแรกที่ฉันนึกอยากให้มีอยู่ในหนังของฉัน

Q : ภาพยนตร์เรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องถ่ายทำในญี่ปุ่นตลอดทั้งเรื่อง แต่กลับเลือกใช้ทีมงานเป็นอเมริกันทั้งหมด สำหรับความแตกต่างตรงนี้ในการถ่ายทำภาพยนตร์คงเป็นเหมือนการผจญภัย ... โดยเฉพาะการถ่ายทำภาพยนตร์อิสระที่มีทุนสร้างไม่มากนัก
โซเฟีย คอปโปล่า : มันเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบมากเกี่ยวกับโตเกียวก็คือ เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกว่าการอยู่ในยุโรป เพราะที่นี่กลายเป็นศูนย์รวมของคนต่างชาติต่างภาษา ความแตกต่างเหล่านี้แหละที่ทำให้คุณเรียนรู้เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า

--------------------------------------------------
รายชื่อนักแสดง


บิล เมอร์เร่ย์ รับบท บ็อบ แฮร์ริส
ผลงานการแสดง : บิล เมอร์เร่ย์

คือนักแสดงผู้มากความสามารถที่ได้รับการยอมรับจากทั้งวงการภาพยนตร์นอกกระแสและภาพยนตร์ทุนสูง
ผลงานสร้างชื่อของเขาก็คือ Rushmore ที่ทำให้เขาสามารถคว้ารางวัลนักแสดงสนับสนุนชายยอดเยี่ยมจากเวที New York Film Critics Circle
National Society of Film Critics , Los Angeles Film Critics Association และ Independent Spirit Awards โดยเฉพาะเวทีลูกโลกทองคำเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 2 ครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง Rushmore และ Ghostbusters ก่อนที่จะสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีนี้มาครองได้จากภาพยนตร์เรื่อง Lost In Translation
เมอร์เร่ย์ เกิดใน ชิคาโก และเริ่มอาชีพสายการแสดงครั้งแรกกับผลงานโชว์ชุด Saturday Night Live ทางสถานี NBC ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เขาคว้ารางวัลเอมมี่ อวอร์ด สาขาบทยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จในฐานะผู้เขียนบทร่วม
ก่อนที่เริ่มงานภาพยนตร์อย่างเต็มตัวในผลงานภาพยนตร์เรื่อง Meatballs , Stripes , Ghostbusters , Caddyshack , Groundhog Day , Where the Buffalo Roam , Tootsie , The Razor's Edge , Scrooged , What About Bob ? , Mad Dog and Glory , Wild Things , Ed Wood , Kingpin , The man Who Knew Too Little , Cradle Will Rock , Hamlet , Royal Tenenbaums
นอกจากนั้น บิล เมอร์เร่ย์ อย่างเป็นเจ้าของงานเขียนนวนิยายเรื่อง Cinderella Story : My Life in Golf


สการ์เลต โยฮันสัน รับบท ชาร์ลอต
โยฮันสันเป็นที่จดจำของผู้ชมจากบทบาทในภาพยนตร์ผลงานการกำกับของ โรเบริ์ต เรดฟอร์ด เรื่อง The Horse Whisperer ในปี 1998
ก่อนที่จะได้รับรางวัล นักแสดงสนับสนุนฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมจากเวที Toronto Film Critics ในปี 2000 จากภาพยนตร์เรื่อง Ghost World
ผลงานภาพยนตร์
The Perfect Score , Girl with a Pearl Earring , Manny & Lo , Just Cause , If Lucy Fell , Home Alone 3 , An American Rhapsody , The Man Who Wasn't There

จิโอบานนี่ ริบิชี่ รับบท จอห์น
ผลงานภาพยนตร์
Clod Mountain , Love's Brother , I Love Your Work , Heaven , Boiler Room , The Other Sister , First Love , Last Rites , Saving Private Ryan , Basic , Lost Highway , That Thing You do , The Virgin Suicides
ทีมงานสร้าง

โซเฟีย คอปโปล่า กำกับการแสดง/บทภาพยนตร์/ควบคุมการผลิต

โซเฟียคือลูกสาวของผู้กำกับคนดัง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า เธอเกิดและเติบโตทางตอนเหนือของคาลิฟอร์เนีย เธอเรียนจบสาขาวิจิตรศิลป์จากสถาบันศิลปะแห่งคาลิฟอร์เนีย
ผลงานเขียนบทและกำกับชิ้นแรกของเธอคือ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง Lick the Star ( ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเวนิซในปี 1998 ) ก่อนที่จะตามติดมาในปี 1999 ด้วยผลงานภาพยนตร์จอใหญ่เรื่องแรกของเธอ The Virgin Suicides ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายรางวัล พูลิตเซอร์ ของ เจฟฟรีย์ ยูจีไนด์ส ผลงานขวัญใจนักวิจารณ์ที่ส่งให้ชื่อของ โซเฟีย คอปโปล่า และนักแสดงอย่าง เคอร์สเทน ดันส์ท (Spider- Man ) ,จอช ฮาร์ทเนตต์ ( Pearl Harbor ) กลายเป็นที่จับตามองในเวลาต่อมา
The Virgin Suicides ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานนส์ และได้รับรางวัลจาก MTV Movie Award ในนักฐานะนักทำหนังหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี

รอส แคทซ์ อำนวยการสร้าง
ผลงาน In The Bed Room , Resevoir Dogs , Sense and Sensibility , The ice Storm , Happiness , The laraamie Project


   
 
logo


blankหน้าแรก | ภาพยนตร์ | ข่าว | ละคร | ฟังเพลง | ดารา | แต่งมือถือ | คลิปวีดีโอ | Radio | เกมส์ | ดูดวง | ชุมชน Pop2

blankบริการอื่นๆ : ฝากรูป | เว็บบอร์ดเก่า
blankละคร : ละครเอเซีย | ละครเกาหลี | ละครญี่ปุ่น | ละครจีน ฮ่องกง ใต้หวัน
blankเกมส์แนะนำ : เกมส์ | เกมส์แต่งตัว | เกมส์ทำอาหาร | เกมส์ปริศนา | เกมส์จากภาพยนตร์
blankบริการดูดวง : ดูดวง | ดูดวงรายวัน | ดูดวงรายสัปดาห์ | ดูดวงไพ่ยิบซี | ไพ่ยิบซีความรัก | ไพ่ยิบซีรายวัน | ทำนายฝัน

blank contact webmaster : popcornfor2@hotmail.com

ISSP

top
line
2008 Allright Reserved