|
หนังสยองขวัญ เขย่าขวัญ
กับผม เป็นเหมือนผักกาดดองบนจานขนมจีนน้ำพริก ผมไม่ชอบดูหนังที่ทำให้ลำไส้ของผมต้องทำงานหนักเกินปกติ
ผมไม่ชอบที่จะไม่รู้ว่าตัวละครตัวใดตัวหนึ่งจะโดนเชือดเมื่อไหร่
อย่างไร หนังประเภทนี้เป็นหนังที่ผมมักจะหลีกเลี่ยงยิ่งกว่าหนังผีซะอีก
แต่ผมก็มักจะได้ดูหนังประเภทนี้หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน
จะเป็นด้วยมีผกก.ที่ชอบเป็นคนทำ มีดาราที่ชื่นชมเป็นคนแสดงหรืออะไรก็ตามที
และหนังซีรีย์ของ Dr.Hanibal Lecter มักจะมีองค์ประกอบทุกๆ
อย่างที่สามารถหลอกล่อให้ผมเข้าไปดูทุกตอนไป รวมไปถึงปฏิบัติการโหดครั้งล่าสุดใน
Red Dragon นี้ด้วย
Red Dragon กำกับโดย ผกก. Brett Ratner ผกก.ที่ผมคิดว่ามีการพัฒนาการที่ก้าวกระโดดมากเลยทีเดียว
นับจาก Rush Hour 1-2 ที่ผมรู้สึกเฉยๆ มาก มาถึง
The Family Man ที่ผมชอบมากๆ แล้วมาเรื่อง Red Dragon
นี้ ที่แกทำได้ดีจนเกือบจะเทียบเท่า Silence of
the Lambs ซึ่งติดอันดับหนังเขย่าขวัญคลาสสิคไปแล้ว
เห็นได้ว่าฝีมือการกำกับของเฮียแกดีวันดีคืนจริงๆ
จากตัวหนังที่อดไม่ได้ที่จะต้องนำไปเทียบกับฉบับเดิมที่กำกับโดย
Micheal Mann คือเรื่อง Manhunter ซึ่งจะเห็นได้ว่า
ฉบับดั้งเดิมนั้น "โหดนิ่ง" กว่าอย่างสังเกตได้
ซึ่งทำให้ตัวหนังแม้จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้
แต่ในแง่การวิจารณ์กลับได้รับการโหวตให้เป็นอีกหนึ่งหนังเขย่าขวัญที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งประจำปีทศวรรษที่
80 ไปแล้ว
เนื้อเรื่องใน
Red Dragon จริงๆ แล้วเป็นตอนแรกของซีรีย์ Hanibal
ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องละม้ายกับ Silent of the lamb
โดยตัวเอกคือ Will Graham ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ FBI
ที่มีความรู้ความสามารถมากพอๆ กับความโชคดี จนเขาจับ
Dr.Hanibal เข้าคุกได้ในที่สุด แต่บาดแผลทั้งทางกายและใจที่เขาได้รับจากการทำคดีนี้ทำให้เขาต้องถอยตัวเองออกมาจากกรมตำรวจ
จนกระทั่งมีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่โหดไม่แพ้คราวก่อนเกิดขึ้นอีก
เขาจึงถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง และในครั้งนี้ คนเดียวที่จะช่วยเขาคลี่คลายคดีได้คือด๊อกเตอร์วิปริตผู้ที่เขาเพิ่งส่งเข้าคุกไปตลอดชีวิตนั่นเอง
Sir.
Anthony Hopkins กลับมาอีกครั้งกับบทคุณหมอผู้หลงใหลในการสวาปามเนื้อคน
และแกก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง แม้ว่าในเรื่องนี้ Dr.
Hanibal Lecter จะเป็นแค่ตัวประกอบก็ตามที แต่ทุกฉากที่มีแกออกมา
บรรยากาศโดยรวมในหนัง(รวมถึงในโรง) จะเข้าสู่ความอึมครึม
อึดอัด ทันที ในฉากหนึ่ง ที่คุณหมอวิปลาสออกมาเดิน
"ออกกำลัง" ในคุก ขนาดแกโดนล่ามโซ่ตรวนขนาดนั้น
เรายังรู้สึกได้ว่าพระเอกของเรื่องคือ Will Graham
(Edward Norton) น่าจะเดินห่างออกมาจากตัวแกอีกซัก
2 กิโลครึ่ง เพราะรังสีอมหิตมันแผ่ซ่านไปทั่วฉากจริงๆ
หนังไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าตัว Will ถูกคุกคามมากเท่าไหร่นัก
(อย่างน้อยก็ทางร่างกาย) แต่ฉากเปิดเรื่องฉากเดียวที่
Will ถูกกระทำ ก็มากเกินพอที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่า
พระเอกของเขาคนนี้ ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนที่ไหน และเขาสามารถที่จะเสียลิ้น
(และชิ้นส่วนในร่างกายอื่นๆ) ไปเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นเทคนิคที่น่าสนใจที่ทำให้คนดูลุ้นไปกับสวัสดิภาพของตัวละครนี้ไปจนตลอดทั้งเรื่อง
ฉากที่ผมคิดว่าน่ากลัวมากที่สุดคงเป็นตอนที่นักข่าวแทบลอยด์จอมจุ้นที่แสดงโดย
Philip Seymour Hoffman ถูก Tooth Fairy (Ralph
Fiennes) จับไปนั้น ฉากนี้ทั้งฉากมีแต่ความอึดอัด
ความน่าขนลุก น่าสะพรึงกลัว ที่สำคัญคือ ผู้ชมคงไม่ได้ห่วงว่านักข่าวผู้น่าสงสารคนนี้จะโดนเจี๋ยนหรือไม่
แต่จะลุ้น (ระทึก) ว่าจะโดนเจี๋ยนเมื่อไหร่ และอย่างไรซะมากกว่า
ตลอด 10 กว่านาทีของฉากนี้ช่างเป็นเหมือนกับการทรมาน
(ทางใจ) ในนรกที่ไม่มีจุดสิ้นสุด สำหรับผมแล้ว ฉากนี้มันให้ความรู้สึกอึดอัด
กดดันอย่างมาก
ผกก.
Brett เลือกที่จะทำ Red Dragon ให้ออกมาเป็นหนังแนวสืบสวน
ดำเนินรอยตาม Silence of the lambs มากกว่า Hanibal
ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ซึ่งหากจะว่ากันในด้านของการเป็นหนังสืบสวนแล้ว
Red Dragon เป็นหนังที่ดูสนุกมากๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
แต่ดูเหมือนว่าฉากแหวะๆ ในหนังจะมีน้อยมากไปสักนิดเมื่อเทียบกับตอนก่อนๆ
ซึ่งหากจะมองกันอีกมุมหนึ่งแล้วละก็ ผกก. Brett
ตัดสินใจถูกต้องในการไม่ยัดเยียดฉากแหยะๆ ยี้ๆ ให้มากเกินความจำเป็น
เพราะการให้ผู้ชมได้จินตนาการไปเองนั้น นอกจากจะทำให้ระดับความน่ากลัวเพิ่มมากกว่าเอามาโชว์ให้เห็นกันชัดๆ
แล้ว ยังเป็นการยกระดับตัวหนังให้สูงขึ้นอีกด้วย
Red Dragon มีดาราฝีมือดีๆ มากหน้าหลายตาเดินผ่านเข้ามาตลอดทั้งเรื่อง
นอกจากดาราหลักทั้ง 3 คนแล้ว ยังมีดาราประกอบระดับชิงรางวัลอย่าง
Emily Watson, Harvey Keitel อีกด้วย นับว่าเป็นหนังที่มีฟอร์มแข็งมากๆ
ในเรื่องของการ cast นักแสดง แต่จุดหนึ่งที่ต้องยอมรับกันคือซีรีย์
Hanibal นี้ เป็นซีรีย์ที่ตัวเรื่องแข็งกว่าตัวดารา
จึงไม่น่าแปลกใจที่ดารามีฝีมือเหล่านี้จะเดินเข้ามาในหนังแล้วเดินออกไปโดยที่ไม่ได้แสดงอะไรให้สมกับฝีมือเท่าไหร่นัก
นั่นรวมไปถึง Robert de Niro รุ่นใหม่อย่าง Edward
Norton ด้วยเช่นกัน เพราะถึงแม้ Norton จะทำได้ดีน่าพอใจกับบท
Will Graham แต่ว่าหากนำไปเทียบกับการแสดงที่ William
L. Perterson (ที่ตอนนี้ไปได้ดีในซีรีย์ C.S.I.ไปแล้ว)
ให้ไว้ในหนังฉบับเก่า (Manhunter/1986) แล้ว ถือว่า
Norton ยังต้องทำการบ้านอีกมากพอดูทีเดียว ผมเชื่อว่าด้วยปัจจัยบางอย่างทำให้เขาดูจะ
"ไม่เต็มที่" กับการแสดงในเรื่องนี้นัก
นั่นรวมไปถึงสุดหล่อเจ้าพ่อหนังรักอย่าง Ralph Fiennes
ด้วยเช่นกัน ที่ถึงแม้บทจะส่งแบบเต็มที่แต่แกก็แทบจะหืดขึ้นคอในการขโมยความเด่นจาก
Sir. Anthony Hopkins ที่มีบทน้อยระดับตัวประกอบธรรมดาๆ
เท่านั้นเอง แต่กระนั้น การแสดงที่ Ralph ให้ไว้กับบท
Tooth Fairy ก็น่าชื่นชมอยู่ไม่น้อย เขาทำให้ผู้ชมทั้งรังเกียจ
กลัว สงสาร และสังเวชในชีวิตและพฤติกรรมของผู้ชายคนนี้ได้อย่างฉมังทีเดียว
Red Dragon เป็นหนังที่มีดีในตัวมากพอที่จะนับรวมญาติกับ
Silence of the lambs และ Hanibal ได้อย่างไม่เคอะเขิน
แต่หากคุณชอบความวิปริตของ Tooth Fairy หรือการขับเคี่ยวกันระหว่าง
Graham และ Hanibal มากจริงๆ ละก็ ลองไปหาหนัง Manhunter
มาดูย้ำอีกครั้งจะดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่า ความนิ่งฆ่าคน(ดู)ให้ตายทั้งเป็นได้
official Site
http://www.reddragonmovie.com/
|