|
ประเด็นที่น่าสนใจที่ทำให้หนังรักญี่ปุ่น
"ลงตัว" และ "ละเมียดละไม"
จนเป็นที่ชื่นชอบส่วนตัวของผมมากขนาดนี้ อาจเป็นเพราะว่าหนังรักญี่ปุ่นเชี่ยวชาญในการนำความรักในรูปแบบที่เป็นนามธรรมมาปลุกปั้นให้ซึมลึกเข้าสู่ใจผู้ชมทีละน้อยๆ
แต่แน่นเหนียวและลึกซึ้งมากกว่าหนังรักของชาติอื่นๆ
ซึ่งความรักที่ไม่มีคำพูด และมีการสงวนท่าทีเป็นนิจนั้นคงต้องยอมรับว่าได้มาจากวิถีชีวิตจริงๆ
ของคนญี่ปุ่นนั่นเอง อาจถือได้ว่าเป็น "แฮนดี้แคพ"
ที่ผกก.ชาวญี่ปุ่นมีเหนือชาติอื่นๆ หรือหากอยากจะเห็นเป็นรูปธรรมก็น่าจะบอกได้ว่า
ในวัยเด็ก คุณอาจจะมีเพื่อนสักคนหนึ่งที่เรียนมากี่ปีๆ
ก็ได้แต่เกรด C ตลอด จะเขียนเรียงความส่งอาจารย์
ก็ได้แค่ "ผ่าน" ไม่ถึงขึ้นดีเลิศ
แต่ในวันหนึ่ง เมื่อเขาต้องทำวิทยานิพนธ์ส่งอาจารย์
คุณกลับพบว่างานของเขามีความลึกล้ำในเนื้อหา
มีรูปแบบการนำเสนอที่ชาญฉลาด และเป็นงานควรค่าอย่างยิ่งในการเป็นตัวอย่างให้น้องๆ
รุ่นหลัง นิทานเรื่องนี้สอนอะไรคุณได้บ้าง?
มันคงบอกให้คุณรู้ว่างานที่ยอดเยี่ยมนั้นล้วนมาจากการเพาะบ่มด้วยกาลเวลา
แม้ระหว่างทางจะไม่มีอะไรหวือหวาให้ได้ลุ้นอะไรนักหนา
แต่ผลพวงจากการบ่มฟักนั้น ทำให้บทสรุปที่ออกมามีค่าควรจดจำและทำให้เวลาที่ผ่านมาแบบจืดชืดนั้นมีคุณค่าขึ้นมาตามกาล
ซึ่งข้อสังเกตนี้ล้วนเป็นไปในทางเดียวกับการเดินเรื่องในหนังรักชั้นเยี่ยมจากญี่ปุ่นแทบทุกเรื่อง
และภาพยนตร์รักจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงคลองความเป็นเจ้ายุทธจักรของหนังรักในโซนเอเชีย
ที่แม้จะนำไปเทียบกับหนังรักจากเกาหลีที่ผลิตออกมามากมาย
ในขณะที่หนังรักของญี่ปุ่นนั้น ถูกผลิตออกมาในปริมาณที่น้อยกว่ากันเกือบๆ
จะ 1 :10 แต่แล้ว หลายต่อหลายครั้งที่สุดท้ายแล้วหนังรักญี่ปุ่นมักจะลงท้ายด้วยคำพูดที่ว่า
"ปริมาณมันไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพ(หรอกเฟ้ย)"
และ The Graduation ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์เพื่อตอกย้ำความจริงในคำกล่าวนี้
The Graduation เป็นเรื่องของ
Mayama Satoru (Shinichi Tsutsumi) อาจารย์สอนจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
เขากำลังจะถูกเลิกจ้าง กลายเป็นคนตกงานในอีก
2 อาทิตย์ข้างหน้าแล้ว และในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้านี้เองที่
Asami (Rina Uchiyama) สาวมหา'ลัย ที่กำลังจะเรียนจบออกไปเช่นกัน
และในเย็นวันฝนตกวันหนึ่งเมื่อ Satoru ยืนติดฝนอยู่หน้ามหา'ลัย
Asami เดินมาหาเข้าพร้อมกับร่มสีแดงสดใสคันนั้น
ด้วยแววตาประหลาดๆ เหมือนกับว่าเธอล่วงรู้ถึงเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนหน้าแล้ว
จากวันนั้น เธอก็ตามติด Satoru เหมือนเป็นเงา
และร้องขอให้เขาพาเธอไปเที่ยวที่ต่างๆ ในขณะที่
Satoru นั้นก็ลำบากใจ ด้วยที่เขามีคนรักอยู่แล้ว
และ Izumi (Yui Natsukawa) คนรักของเขาคนนี้ก็เป็นหญิงสาวที่มั่นคงในรักมาโดยตลอด
แต่ "บาดแผล" ที่ Satoru มีในอดีต
ก็อาจจะเป็นสิ่งที่สร้างความร้าวฉานให้ความสัมพันธ์ที่มั่นคงของทั้งคู่ดิ่งลงเหวได้อย่างง่ายดาย
และคงไม่ผิดหากจะมองว่า
The Graduation เป็นหนังรักที่มีวุฒิภาวะมากพอควร
ตัวละครทุกตัวมีปมที่น่าค้นหา พฤติกรรมของตัวละครต่างๆ
ล้วนเกิดขึ้นจากปมด้อยในการตามหาอัตลักษณ์ของตนเอง
เริ่มจากตัวเอกที่มีความรู้สึกผิดฝังลึกมานานนับสิบๆ
ปี จากความผิดพลาดที่เขาเป็นผู้ก่อ และขณะนี้เขาคิดว่าตนเองต้องชดใช้ในความผิดบาปนั้น
ในขณะที่ Asami จากคำบอกเล่าของเธอในเรื่องของการเปลี่ยนงานพิเศษครั้งแล้วครั้งเล่า
คงทำให้ผู้ชมระลึกได้ว่าชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้นไม่ได้เดินมาบนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ
และ Izumi แฟนสาวของอาจารย์ที่ต้องทนยอมรับความจริงที่ว่าคนรักของตนเองยังไม่เคยลืมบาดแผลรอยเก่าที่เขาได้ทำไว้กับคนรักคนก่อน
และบาดแผลนี้ยังคงตามมาหลอกหลอนเขามาจนปัจจุบัน
แม้ว่าหน้าหนังของ
The Graduate จะดูเหมือนรักสามเส้าของหนุ่มใหญ่
คู่หมั้น และนักเรียนสาว และเนื้อเรื่องก็น่าจะดำเนินไปตามครรลองที่หนังในแนวนี้นิยมทำกัน
(เนื่องด้วยทางเลือกที่น้อยนิดในเรื่องของการหาทางออกที่เหมาะสมให้กับพล๊อตประเภทรักสามเส้าได้)
แต่เมื่อได้ชมไปเรื่อยๆ แล้ว จะพบได้ว่า ยิ่งติดตามเนื้อหาของ
The Graduate มากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ช่างห่างไกลจากความเป็น
"หนังรักสามเส้า" เข้าไปทุกทีๆ
ในทางกลับกัน ตัวหนังกลับจะมีทีท่าโน้มเอียงไปในแนวทางของหนัง
suspense เอาซะยังงั้น แต่อย่างไรก็ดี ด้วยการปูเนื้อเรื่องอย่างแน่นหนา
ผนวกกับชั้นเชิงในการเร้าอารมณ์แบบซึมลึกของหนัง
ทำให้ฉากไคลแมกซ์ของหนังสามารถจัดลำดับชั้นให้อยู่ในขั้น
"จี๊ดมากถึงมากที่สุด" ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
และยังส่งผลไปถึงฉากส่งท้ายที่แสนอบอุ่นและกรุ่นกลิ่นไอแห่งความซาบซึ้งใจอย่างมากมาย
ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องมาจากตัวบทภาพยนตร์นั้น
เห็นได้ชัดว่าผ่านรอยหยักของสมองมาประมาณ
134 โค้งหยักเห็นจะได้ เพราะหนังแทบทั้งเรื่อง
นอกเหนือจากอารมณ์รักละเมียดที่กรุ่นกลิ่นไอรักล่องลอยอ้อยอิ่งอยู่ตลอดนั้น
ตัวหนังยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์เท่ๆ กึ่งน่ารักๆ
ค่อนไปในทางจี๊ด และบทสนทนาที่แม้จะไม่มากมายเหมือนหนังรักชาติอื่นๆ
แต่ทุกๆ คำพูดก็เปี่ยมไปด้วยความน่าสนใจ คำคมแห่งรัก
และข้อคิดที่แสนจะโรแมนติก ผ่านออกมาจากปากตัวละครครั้งแล้วครั้งเล่า
ว่าถึงความเหนือชั้นของบทภาพยนตร์
การนำเสนอพฤติกรรมของ Asami ที่ยั่วเย้าจนเกือบจะเกินพอดี
และรอยยิ้มที่มีเลศนัยแบบนั้น ทำให้ผู้ชมข้องใจและยินดีที่จะติดตามเรื่องของเธอให้รู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
และในที่สุดแล้ว คำตอบที่คุณได้รับจากตัวหนังนั้น
จะทำให้คุณชมหนังรอบที่สองในมุมมองที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
(ซึ่งคุ้มค่าและพลาดไม่ได้อย่างยิ่งที่จะหยิบ
The Graduation มาชมเป็นรอบที่สอง) และหากคุณชมหนังอย่างสังเกตสังกา
คุณอาจจะจับได้ว่า แท้จริงแล้ว เจ้า "ความลับ"
ที่หนังจะเฉลยในช่วงท้ายๆ เรื่องนั้น ล้วนมี
"คำใบ้" บอกเป็นระยะๆ ตามรายทางอยู่ตลอดเวลาผ่านออกมาจากทั้ง
"คำพูด" "พฤติกรรม" และ
"สิ่งของ"
"ร่มสีแดงสดใสคันนั้น"
"ดอกไม้สีม่วงที่สื่อถึงคำว่า "อย่าลืมฉัน"
" "โทรศัพท์มือถือที่มีเพลงโปรดเข้ามาอยู่เรื่อยๆ"
หรือคำพูดเท่ๆ ค่อนไปทางจี๊ดประเภท "คนเราจะรู้ถึงคุณค่าเมื่อกำลังจะสูญเสียมันไป
แต่ก็นั่นแหละนะ ถ้าเราต้องจดจำอะไรไปซะทุกๆ
อย่าง ก็คงจะใช้ชีวิตได้ยากเต็มที.."
หรือ "คุณพยายามจะทำตัวดูดีต่อหน้าฉันเสมอ,
แต่คนเราก็ต้องการใครสักคนที่ยอมรับที่จะเห็นเรา
"ดูไม่ดี" บ้างในบางครั้ง"
ผู้ชมจะพบกับสัญลักษณ์ทั้งหลายแหล่ทั้งในแง่รูปธรรมและนามธรรมที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว
และยังคงมีอีกหลายอย่าง รวมไปถึงการใช้มุมกล้องเพื่อสื่อถึงนัยยะแฝงบางประการที่เป็น
"ความลับ" ของเรื่องเอาไว้ สิ่งเหล่านี้ที่แม้จะมีมากมาย
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเรื่องสะดุดชะงักอะไรเลย
ในทางกลับกัน มันจะทำให้ผู้ชมชมตัวหนังได้สนุกสนานมากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ
และการใช้สัญลักษณ์ของผกก. Masahiko Nagasawa
ยังลามไปถึงการใช้ "ฝน" และ "หิมะ"
เพื่อสื่อถึงการจมทุกข์และการหลุดพ้นได้อย่างชาญฉลาดและแนบเนียน
หากร่มสีแดงแสดงถึง
"ความรักเก่า" ดังนั้น เจ้าโทรศัพท์มือถือคงจะแทน
"ความรักใหม่" ได้อย่างดี และบ่อยครั้งที่เราจะเห็นสิ่งของทั้งคู่วางไว้ใกล้ๆ
กันเสมอ Asami ถือร่มสีแดงมาให้ Satoru ในขณะที่เขาทำโทรศัพท์มือถือหาย
และพยายามหามันทั้งคืน ฉากสื่อนัยยะเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้
The Graduation มีความลึกอย่างน่าสนใจ
ในแง่ของเทคนิคภาพยนตร์แล้ว
ผู้ชมคงจะมองออกว่า The Graduation มีทีมงานชั้นยอดเพียงไร
การถ่ายภาพ ดนตรีประกอบ (ที่ไพเราะมากๆ) งานกำกับศิลป์
ล้วนอยู่ในระดับเหนือมาตรฐาน ซึ่งคงต้องยกเครดิตให้กับผกก.
Nagasawa ไปเต็มๆ จากความช่ำชองด้านเทคนิค
ความละมุนในการเล่าเรื่อง และการนำเสนอชั้นเชิงที่เด็ดขาดในการปล่อยมุขทำให้ตัวหนังจับผู้ชมอยู่ได้โดยละม่อม
The Graduation เป็นอีกหนึ่งหนังรักที่ยอดเยี่ยม
มีเสน่ห์อยู่ในตัวเต็มเปี่ยม ถึงตัวหนังจะมีมิติลึกล้ำอุดมไปด้วยสัญลักษณ์ขนาดนี้แต่เป็นที่น่าแปลกใจและน่ายินดีที่ตัวหนังโดยรวมกลับออกมาดูง่ายและน่ารักเอามากๆ
ควรค่าแกการชมซ้ำ (ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างออกไป
หลังจากที่ความลับถูกเปิดเผย)
เชื่อได้ว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์รักชั้นดีหลายๆ
เรื่องที่หลายๆ คนชอบ คงมีบางเรื่องที่เราจะชอบฉากบางฉากเป็นพิเศษ
และเฝ้าดูแต่ฉากนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สำหรับ
The Graduation แล้ว เป็นตัวหนังทั้งเรื่องนั่นเอง
ที่จะเป็น "ฉากพิเศษ" ฉากนั้นของคุณ
|