|
Turn
Left Turn Right เป็นหนังฮ่องกงอีกหนึ่งเรื่องที่สร้างมาจากนิยายภาพของ
Jimmy Liao ตามมาจาก Sound of Colors ซึ่งเป็นหนังรักที่มีจินตนาการ(ตามหนังสือ)บรรเจิดจริงๆ
และสำหรับตัวนิยายภาพเรื่อง Turn Left Turn
Right นี้เป็นการเล่าเรื่องราวของคนเหงาในเมืองใหญ่
2 คน ที่แม้จะดูเหมือนว่าทั้งเขาและเธอจะเกิดมาคู่กันเหมือนเป็นพรมลิขิตก็ตาม
แต่หากเส้นทางเดินของทั้งคู่เป็นเส้นขนานแล้ว
พรหมลิขิตที่ว่าคงจะไม่มีประโยชน์ใดๆ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือปาฏิหาริย์เพียงเท่านั้น
ที่จะทำให้เส้นขนานคู่นี้เลี้ยวกลับมาพบกันได้
Turn
Left, Turn Right เป็นเรื่องของชายหญิงคู่หนึ่งที่คุณจะไม่รู้จักชื่อของเขาทั้ง
2 ไปจนหนังจบ เท่าที่เรารู้คือฝ่ายชายมีเลขประจำตัวนักเรียนว่า
763092 ในขณะที่ฝ่ายหญิงคือเลข 784533 ทั้งคู่ต่างมีอดีตปิ๊งรักกันตั้งแต่สมัยมัธยม
แต่ด้วยโชคชะตาที่ไม่เป็นใจทำให้ทั้งคู่ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยแม้ฝ่ายชายจะให้เบอร์โทรของเขาไว้แล้วก็ตาม
จนเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ทั้งคู่ได้มาพบกันอีกครั้งที่สวนสาธารณะละแวกบ้านและได้แลกเบอร์โทรศัพท์กันอีกครั้ง
แล้วโชคชะตาก็ได้เล่นตลกกับทั้งคู่เป็นครั้งที่สองเมื่อกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ที่ทั้งคู่เขียนให้กันเปื้อนน้ำฝนหมึกเลอะไปทั่วจนอ่านตัวเลขไม่ออก
แม้ทั้งคู่จะลองโทรไปตามเบอร์ที่พอจะแกะออกได้ก็ตาม
แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบผลแต่ประการใด จนกระทั่งทั้งคู่ได้มาพบกับ
"คู่ป่วน" ซึ่งประกอบไปด้วยหมอจอมเว่อร์ที่ตั้งใจจะจีบนางเอกของเราให้ได้
กับสาวร้านอาหารตามสั่งที่จ้องจะกัดพระเอกของเราจนจมเขี้ยวแล้วลากไปทำแฟนซะ
จนสุดท้ายแล้วคู่ป่วนคู่นี้ก็ค้นพบความลับของคู่พระนางของเราพร้อมๆ
กัน ความลับที่คู่พระนางของเราต่างเฝ้ารอมาตั้งแต่การไปทัศนศึกษาสมัยมัธยม
จุดที่เรียกว่ายอดเยี่ยมมากๆ
ใน Turn Left Turn Right คือบทภาพยนตร์ดัดแปลง
ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือมากพอสมควร และการดัดแปลงนี้เป็นการทำให้ตัวหนังมีมิติมากขึ้นจากตัวนิยายชนิดที่ต้องปรบมือให้กับทีมเขียนบทที่ใส่มุขและสถานการณ์ต่างๆ
เพิ่มเติมเข้ามาได้พอเหมาะพอเจาะและไม่ทำให้เนื้อหาในหนังสือเสียไปแต่อย่างใด
มิหนำซ้ำในหนังยังมีหลายต่อหลายฉากที่แสดงความเคารพต่อเรื่องดั้งเดิมด้วยการจำลองฉากมาจากภาพในหนังสือแบบเป๊ะๆ
อีกด้วย และแม้ว่าตัวบทของ Turn Left Turn
Right ดูคล้ายๆ จะเขียนขึ้นมาอย่างง่ายๆ ด้วยที่บทภาพยนตร์เหมือนจะเขียนไว้เพียงครึ่งเดียว
เพราะมีหลายๆ ฉากที่พระ-นางของเราพูดไดอะล๊อคเดียวกันในอารมณ์ที่คล้ายกัน
แต่ความรู้สึกระหว่างชายหญิงย่อมแตกต่างกันออกไป
อีกทั้งทีมเขียนบทยังมีแก่ใจ "เล่นมุข"
ล้อเลียนบทของตัวเองหลายต่อหลายครั้ง มุขเด็ดมุขหนึ่งของบทภาพยนตร์ในเรื่องนี้คือการใช้ไดอะล๊อคเดียวกันแต่ตัวละครที่พูดเปลี่ยนไปและผลที่ได้คืออารมณ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
จากความโรแมนติกกลับกลายมาเป็นความฮาชนิดหยุดไม่อยู่
ทั้งๆ ที่ไดอะล๊อคนั้นเคยถูกใช้มาแล้วในอารมณ์ที่ซาบซึ้ง
มุขเหล่านี้ที่แทรกอยู่ทั่วไปในหนังทำให้ตัวหนังดูสนุกสนานมากๆ
ไปตลอดเรื่อง แต่กระนั้น ระดับความโรแมนติกซึ่งเป็นแกนหลักของตัวหนังก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
ด้วยประโยคซึ้งๆ จิ๊ดๆ ที่ประพรมอยู่ในทุกฉากที่มีคู่พระ-นางของเราปรากฏออกมา
นับเป็นความช่ำชองของทีมเขียนบทที่น่าปรบมือให้
อีกจุดหนึ่งที่แสดงถึงความเก๋าเกมของการเขียนบทคือการนำเสนอคาแรคเตอร์ของทั้ง
784533 และ 763092 ให้มีความคิดเหมือนกัน
ชอบทำอะไรเหมือนกัน ไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะเหมือนกัน
มีวิถีชีวิตเหมือนกัน เพียงแต่ทั้งคู่ดำเนินชีวิตคนละสถานที่ซึ่งห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
และเป็นที่น่ายินดีที่ความสนุกสนานของทีมเขียนบทที่เล่นกับมุข
"คลาดกันไป คลาดกันมา" ไม่มีความน่าเบื่อ
น่าอึดอึด หรือคลาดกันแบบโง่ๆ เลยแม้แต่น้อย
การคลาดกันแต่ละครั้งนั้นออกไปในแนวน่ารักมากกว่า
ซึ่งจุดเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้ตัวหนังดูได้สนุกและลุ้นมากๆ
ตลอดเรื่อง
งานโปรดักชั่นของหนังอยู่ในระดับเหนือมาตรฐาน
แน่นอนว่า Turn Left Turn Right คงไม่ใช่หนึ่งใน
"หนังฆ่าเวลา" ของผกก.ตู้ฉีฟง แต่อย่างใด
งานด้านการถ่ายภาพที่งดงามสื่อถึงนัยยะที่หนังต้องการบอก
ดนตรีประกอบที่ลงตัวกรุ่นไปด้วยอารมณ์โรแมนติก
การตัดต่อที่เร้าอารมณ์และช่วยส่งอารมณ์ร่วมของผู้ชมได้เป็นอย่างดี
การกำกับศิลป์ที่เล่นกับสี เล่นกับเสื้อผ้า
เล่นกับฉาก ยิ่งทำให้ตัวหนังดูมีเสน่ห์ เรียกว่างานด้านเทคนิคทั้งหมดทั้งปวงล้วนลงตัวกลมกลืนและพิถีพิถัน
อีกทั้งงานกำกับศิลป์ที่เสนอผ่านสัญลักษณ์เล็กๆ
น้อยๆ ต่างก็สื่อถึงความน่ารักของตัวเรื่อง
ทั้งเรื่องร่มสีเขียว สีแดง ที่ปรากฏมาในฉากเปิดเรื่องที่ต้องบอกว่าดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ในแทบจะทันที
หรือเรื่องบทกลอนที่ 784533 ท่องอยู่ตลอดก็ช่วยเพิ่มความโรแมนติกและความเหงาให้กับเรื่องได้ลงตัว
และสีสันที่ขาดไม่ได้คือนักแสดงทั้ง จินเฉินอู่
หรือ ทาเคชิ คาเนชิโร และ เหลียง หย่งฉี ทั้งคู่แสดงเข้าขากันได้อย่างลงตัว
สำหรับ ทาเคชิ เองแม้ว่าเล่นอะไรก็ยังเป็น
ทาเคชิ ด้วยความหล่อของเขา แต่หากมองด้วยความยุติธรรมแล้ว
คงต้องยอมรับว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีทีเดียวในหนังเรื่องนี้
และยังได้พลังดาราและพลังการแสดงที่เข้มข้นจาก
เหลียง หย่งฉี มาประกบอีกคนก็ยิ่งทำให้ทุกฉากที่มีทั้งคู่แสดงร่วมกันมีพลังมากพอที่จะดึงดูดอารมณ์ของผู้ชมให้เข้าสู่ตัวหนัง
มิใช่เป็นเพราะหน้าตาหรือความเป็นดาราดังของทั้งคู่
หลายๆ
ฉากในหนังเป็นการจำลองภาพมาจากหนังสือนิยายภาพของ
Jimmy แบบจงใจ ซึ่งช่วยเพิ่ม "ความอาร์ต"
ให้กับหนังขึ้นอีกมากโขอยู่ แต่อย่างไรก็ดีด้วยความเป็นเจ้าพ่อแห่งผกก.งานพาณิชย์-ศิลป์ของผกก.ตู้ฉีฟง
ทำให้ Turn Left Turn Right ไม่ใช่หนังอาร์ตจ๋าซะทีเดียว
แม้ตัวหนังจะมีสัญลักษณ์หลายประการให้ตีความกัน
แต่ความบันเทิงและความสนุกสนานในการชมยังคงเต็มเปี่ยมในหนังเรื่องนี้
ผกก.Johnny
To (ตู้ฉีฟง) และผกก. Wai ka fai ต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี
ผกก.ทั้งคู่สร้างตัวหนังให้มีอารมณ์เก็บกดกับผู้ชมมาทั้งเรื่องจนถึงจุดที่ต้องปลดปล่อยออกมาในช่วงท้าย
เขาก็ปล่อยมุขแบบ "เอาตาย" ได้อยู่หมัด
เพื่อให้เห็นภาพ คุณลองนึกภาพคนๆ หนึ่งไปยืนตะโกนเรียก
784533 เป็นบ้าเป็นหลังอยู่กลางเมือง มันเป็นภาพที่ดูตลกมากๆ
แต่น้ำตาคุณอาจจะกำลังไหลอยู่ก็ได้ในฉากๆ
นี้ ตัวหนังเล่นกับความเหงาของคนเมือง หรือจะให้เจาะจงคือคู่ชายหญิงคู่นี้
เขาทั้งคู่ไม่มีเพื่อนสนิทเลย ต่างอยู่อย่างลำพังและว้าเหว่
มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาดำรงชีวิตในเมืองเหงานี้อยู่ได้คือความฝัน
การไล่ตามฝันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสิ่งเดียวที่พวกเขามี
นอกไปจากเพื่อนวัยเด็กที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อคนนั้น
และในตอนนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าความฝันคือปาฏิหาริย์
ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง
คงต้องบอกว่า Turn Left Turn Right เป็นหนังรักโรแมนติกที่ครบเครื่องจริงๆ
มีทั้งเศร้า เหงาและรัก พร้อมเพรียง และแม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ามีหนังรักจากฮ่องกงเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ทำหน้าที่หนังรักได้ดีเทียบเท่า
Love Letter จาก ญี่ปุ่นหรือ Christmas in
August จากเกาหลี แต่ Turn left Turn Right
เป็นหนังจากฮ่องกงอีกหนึ่งเรื่องที่ทำได้ดีแม้จะไม่เทียบเท่าแต่ก็ไล่ตามหนังรักชั้นยอดที่กล่าวมาชนิดหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว
|