|
หนังรักจากเกาหลีส่วนใหญ่มักจะวางอยู่บทพล๊อตที่แน่นหนา
ตัวละครหลักทุกตัวมักจะมีแรงผลักดันและแรงกดดันลึกๆ
ในใจเสมอ และตัวหนังก็มักจะพาผู้ชมไปยังจุดหมายที่จะคลี่คลายปมเหล่านั้นอย่างจงใจ
และเน้นย้ำเร้าอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ทำให้หนังเสียหายแต่อย่างไร
ในทางตรงกันข้าม กลับจะทำให้ผู้ชม "เข้าถึง"
ตัวหนังได้มากขึ้นด้วยซ้ำ แต่ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีความเหมือนร่วมกัน
นั่นคือ อะไรที่มัน "มากเกินไป"
หรือ "บ่อยเกินไป" ก็จะเกิดอาการเฝือและย่ำอยู่กับที่ได้ง่ายๆ
และนั่นคือสิ่งที่หนังรักเกาหลีในช่วงหลังๆ
เป็นกัน ดูเหมือนว่าทุกคนต่างพากันลืมไปแล้วว่าการดูหนังรักแบบน่ารักๆ
ใสๆ มีเนื้อเรื่องที่สบายๆ เป็นกันเองนั้น
มันให้ความผ่อนคลายและสบายใจมากเพียงไร และแล้วหนังรักในแบบที่ว่าก็ผ่านเข้ามา(ในสายตาผม)
ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ตามที่มันพึงจะเป็นนัก
แต่ก็ดีมากพอที่น่าจะทำให้ผู้ชมเทใจมาให้หนังรักแบบนี้ได้พักใหญ่ๆ
ทีเดียว หนังเรื่องที่ว่าคือ Madeleine

Kang
Ji-suk หนุ่มหงิมๆ ที่มีโลกส่วนตัว ผู้มีฝันอยากเป็นนักเขียน
วันๆ เขาไม่ใส่ใจอะไรนอกจากการอ่านหนังสือ
กิจกรรมที่สุดจะเร้าใจในชีวิตเขาคือการมุ่งตรงไปยังห้องสมุดในทุกครั้งที่มีโอกาส
แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อเขาต้องการตัดผมเพื่อฉลองการอ่านหนังสือเล่มหนาจบ
ตามที่ได้ตั้งใจกับตัวเองเอาไว้ เขาได้พบกับ
Lee Hee-jin เพื่อนสาวที่เรียนมัธยมมาด้วยกัน
และเธอกำลังทำงานในฝันของเธอ นั่นคือการเป็นช่างทำผม
และเมื่อทั้งคู่ต่างรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ
ซึ่งกันและกัน Hee-jin ซึ่งเป็นสาวเปรี้ยวต้านระบบมาแต่ไหนแต่ไรก็เสนอเกมน่าสนุก
(สำหรับเธอ) ขึ้นมาว่าให้ Ji-suk มาลองคบเป็นแฟนกับเธอดูเป็นเวลา
1 เดือน โดยมีกฎหลัก 3 ข้อคือ ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
100% ห้ามบอกเลิกก่อนครบ 1 เดือน และสุดท้ายคือเลิกกันได้ตามใจเมื่อครบกำหนด
และเมื่อทั้งคู่ต่างก็ศึกษาซึ่งกันและกัน
ความรักก็เกิดขึ้นตามครรลองที่ควรจะเป็น เพียงแต่ว่าอดีตของทั้งคู่กลับตามมาหลอกหลอน
รักแรกแอบปิ๊งของ Ji-suk ปรากฏตัวขึ้นมา และปัญหาเก่าของ
Hee-jin ที่หนักหนาสาหัสกว่ามาก นั่นคือเธอรู้ตัวว่าตัวเองตั้งท้อง
แต่ว่าเด็กในท้องกลับเป็นของแฟนเก่าเธอเพิ่งถูกเขาทิ้งไป
ทั้งคู่จะประคองความรักของพวกเขาไปได้อย่างไรเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวเหลือเกิน
เนื้อเรื่องของ
Madeleine ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวหนังดำเนินตามสูตรหนังความรักหนุ่มสาว
การง้อการงอน (ที่แสนจะน่ารัก) กฎเกณฑ์ของการเป็นแฟนกันอย่างที่เราเคยพบเห็นกันมา
และ Madeleine ก็ไม่ใช่หนังรักที่มีบทภาพยนตร์แน่นปึ๊ก
ไม่มีเหตุการณ์ที่บีบคั้นอารมณ์มากนัก ไม่มีมุขให้ขำกันจนตกเก้าอี้
ไม่มีการเดินเรื่องที่หวือหวาหรือมีความเท่ให้สมกับยุคหนังรักปี
2003 แต่สิ่งที่ Madeleine ไม่มีเหล่านี้แหละที่เป็นเสน่ห์ของหนังชนิดที่หาได้ยากเต็มทีในหนังรักเอเชียในยุคนี้
การดำเนินเรื่องและเค้าโครงเรื่องที่สบายๆ
ไม่มีการเร้าอารมณ์อย่างจงใจ เน้นความน่ารักของสถานการณ์เป็นตัวเร้าอารมณ์แทนนั้น
ทำให้หวนนึกไปถึงหนังรักในแนวเดียวกันอย่าง
Roxanne หรือ One Fine Day ได้อย่างน่าปลาบปลื้มใจ
แม้ว่าในช่วงท้ายเรื่องของ Madeleine จะเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปแตะเรื่องราวที่ค่อนข้างหนักหนาเอาการอยู่
แต่ด้วยการเดินเรื่องและการวางเรื่องอย่างดีมาตั้งแต่แรก
ทำให้ประเด็นที่ซีเรียสนี้ไม่มารบกวน theme
หลักของเรื่องมากนัก
หากมองในมุมของหนังรักใสๆ
ที่เน้นความเรียบง่ายแบบนี้แล้ว ผมยังไม่เห็นว่า
Madeleine มีจุดอ่อนอะไรเลยนอกจากเรื่องของตัวบทภาพยนตร์ที่น่าจะแน่นได้มากกว่านี้อีกสักนิด
แต่เท่าที่หนังนำเสนอก็ค่อนข้างน่าพอใจไม่น้อยอยู่แล้ว
เพราะบทสนทนาของตัวละครและการวางเรื่องมีการเล่นมุขหยอดไปมาในเชิงอุปมาอุปมัยได้น่ารักน่าชัง
ทั้งมุข Road Movie มุข เปรียบเปรยสภาพจิตใจของตัวละครกับนิยาย
มุขทำผมและอื่นๆ จุดที่น่าขัดใจจริงๆ กลับเป็นเรื่องเล็กน้อย(ในหนังรักร่วมสมัยอื่นๆ)
แต่พอมาอยู่ในหนังที่เรียบง่ายเช่นนี้ กลับกลายเป็นส่วนเกินที่เห็นได้ชัด
นั่นคือความพยายามที่จะใส่มุขหักมุมเพื่อผลทางอารมณ์จิ๊ดเหมือนกับที่หนังรักเกาหลียุคใหม่ชอบทำกัน
แต่เป็นที่น่ายินดีมากว่ามุขที่ว่านี้มีอยู่เพียงช่วงเดียวของเรื่องและไม่ถูกเน้นอะไรมากนัก
ทำให้ตัวหนังโดยรวมยังคงอยู่ในระนาบอันเรียบง่ายที่น่าพอใจอยู่ตลอดเวลา
คาแรคเตอร์ของ
Hee-jin แม้จะไม่แปลกใหม่หรือแตกต่างไปจากนางเอกในหนังแนวนี้ทั่วไป
แต่สิ่งที่เธอเป็นนั้นมาจากบุคลิกแท้ๆ ของเธอเอง
เธอไม่ได้ทำตัวร่าเริงเพื่อปิดบังปมอดีตใดๆ
ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าอดีตอันเลวร้ายนั่นเองที่วิ่งตามเธอมาทัน
การแสดงที่สุดแสนจะธรรมชาติของ Shin Min-a
ทำให้บทสาวเจ้าปัญหาอย่าง Hee-jin มีเสน่ห์จนเกลียดไม่ลง
ในขณะที่บท Ji-suk ของ Jo In-seong แม้จะไม่มีอะไรโดดเด่นชวนให้พูดถึงมากนัก
แต่เขาก็คุมโทนของตัวละครที่เล่นได้ดี เพราะจะเห็นได้ว่า
แม้บทของเขาจะนิ่งๆ แต่ก็ไม่ได้ถูกบทของ Hee-jin
ข่มแต่อย่างใด เรียกว่าทั้งคู่เล่นกันได้เข้าขาดีทีเดียว
Park
Gwang-chun ทำ Madeleine ออกมาได้น่าชมเชยอย่างยิ่ง
เพราะสำหรับคอหนังโรแมนติกแบบ Low Profile
แล้ว หนังในแนวนี้หาชมได้ไม่ง่ายเลย เพราะหนังรักส่วนใหญ่ของเอเชียมักจะวางอยู่บทพล๊อตเรื่องที่หนาแน่นกับคาแรคเตอร์ที่เต็มไปด้วยแรงขับดันบางอย่างไปซะทุกที
เหตุผลหลักคงมาจากว่า การทำหนังรักที่ไม่มีเรื่องราวบีบคั้น
ไม่มีคาแรคเตอร์ที่เด่นๆ เป็นตัวนำเรื่องนั้น
เป็นเรื่องที่ยากเต็มทีที่จะทำออกมาแล้วน่าสนใจและดูดี
ซึ่งความดูดีของหนังคงต้องยกประโยชน์ไปให้กับการถ่ายภาพ
การกำกับภาพชั้นเยี่ยม ที่ไม่สวยจนเลี่ยน
แต่ก็นิ่งและคมพอที่จะสื่อความหมายได้ Kim
Yeong-cheol ถ่ายภาพออกมาได้อย่างรู้ใจว่าหนังรักในแนวนี้ควรจะนำเสนอภาพออกมาเช่นไร
ปัญหาที่หนังนำเสนอว่าจะทำอย่างไรหากคุณต้องการเริ่มชีวิตใหม่
กับคนที่คุณคิดว่าน่าจะเป็นคนที่ใช่ แต่แล้วอดีตอันเลวร้ายกลับตามมาหลอกหลอนนั้น
เป็นพล๊อตที่ค่อนข้างบีบคั้นและง่ายต่อการเร้าอารมณ์เหมือนหนังรักเรื่องอื่นๆ
ดังที่ได้เกริ่นไว้แล้วแต่ต้น แต่ Madeleine
กลับรักษาเสน่ห์ของความเป็นหนังเรียบๆ ใสๆ
ไว้ได้อย่างดีจนมาถึงจุดท้ายของเรื่อง และหนังก็ปิดท้ายเรื่องได้อย่างน่าพอใจและจบลงตามที่หนังรักแนวนี้พึงจะเป็น
เรียบ ง่าย ลึกซึ้ง และที่สำคัญคือ น่ารักสุดๆ
และสุดท้ายแล้วหนังใสๆ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความรักอาจทำให้เราเจ็บปวดได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่หากเราเชื่อมั่นในคนที่เราร่วมทางไปด้วยกันแล้ว
แม้จะเจ็บสักกี่ครั้ง ความรักที่มีอยู่จะทำให้คนทั้งคู่หันมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
|