|
ภาพยนตร์จากญี่ปุ่นมักจะถูกมองว่านิ่ง
เรียบ เนิบนาบ พาลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่น่าสนใจ
แต่หากใครได้ติดตามชมหนังญี่ปุ่นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว
จะพบว่าในความเนิบนาบเหล่านั้นกลับแฝงไว้ด้วยความสนุกสนานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี วัยรุ่นวัยจ๊าบหรือผู้ที่เริ่มติดตามชมอาจจะไม่พร้อมสำหรับตรงนั้น
โชคดีที่มีหนังสัญชาติพระอาทิตย์หลายๆ เรื่องที่ทำออกมาได้
โฉ่งฉ่าง ฉูดฉาด สะใจ ถูกใจวัยรุ่นเป็นยิ่งนัก
และ Go ก็เป็นหนังเอาใจวัยใสที่ไม่สักแต่ขายเทคนิคสะใจ
เพราะมันยังแฝงไว้ด้วยนัยยะแห่งชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย
Go
เป็นหนังในแนว coming of age หรือการก้าวข้ามเส้นแบ่งวุฒิภาวะของวัยรุ่น
จากประเทศญี่ปุ่น โดยผู้กำกับ Isao Yukisada
ที่ดูท่าว่าเป็นผกก.ที่มีวิสัยทัศน์และฝีไม้ลายมือที่ปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียว
หนังเปิดเรื่องด้วยการตัดต่อสุดมันส์ ผนวกกับดนตรีร๊อคดิบๆ
เร้าใจ ซึ่งเพียงแค่ไตเติ้ลสุดเท่ของหนังเพียงไม่กี่นาทีนี้
คงสามารถบอกให้ผู้ชมรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นหนังในแนวของพวกเขาหรือไม่
โดยที่การนำเสนออันฉูดฉาดของ Go ในช่วงครึ่งเรื่องแรกนั้นคงจะทำให้แฟนหนังฝรั่งหวนนึกถึงหนังของ
Guy Ritchie อย่าง Lock, stock and 2 smoking
barrels หรือ Snatch ได้ไม่ยาก และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หนังอย่าง
Go เป็นหนังที่น่าจับตามอง เพราะความละม้ายกับหนังอังกฤษ
2 เรื่องนั้น ไม่ได้เกิดจากการลอกเลียนแบบ
แต่เป็นการได้รับอิทธิพลและนำมันมาใช้อย่างมีกึ๋น
อีกทั้งสามารถนำเทคนิคเหล่านั้นมาเป็นสื่อในการนำเสนอเรื่องราวของตนเองได้อย่างลงตัว
เนื้อเรื่องของ Go
นั้นน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะนอกจากจะว่าด้วยเรื่องการก้าวข้ามสู่วัยผู้ใหญ่ของวัยรุ่นคนหนึ่งแล้ว
ตัวหนังยังว่าด้วยเรื่องของการเหยียดสัญชาติระหว่างพี่บิ๊กญี่ปุ่นที่มองคนเกาหลีเหมือนเป็นเบี้ยรองบ่อนอยู่ตลอด
และคนเกาหลีที่มองคนญี่ปุ่นว่าเป็นปีศาจไร้จิตสำนึก
ซึ่งความรู้สึกอันเลวร้ายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่
2 ในสมัยที่ญี่ปุ่นบุกรุกเข้าไปยังเกาหลีทั้งสิ้น
สงครามนั้นจบลงไปนานแล้ว
แต่บาดแผลในใจของผู้คนกลับไม่หายไป หากแต่ยังคงอยู่โดยการเฝ้าพร่ำสอนลูกหลานรุ่นต่อๆ
ไป ส่งผ่านความเกลียดชัง ความไม่เข้าใจกันเหล่านี้ให้สืบต่อไปไม่มีวันจบสิ้น
Sukihama หนุ่มลูกครึ่งเกาหลี-ญี่ปุ่นที่ดูเผินๆ
ก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นทั่วๆ ไป
ที่ทำผมทรงชี้โด่ชี้เด่ฟูฟ่อง กับท่าทางยียวนในแบบของเด็กพังค์
แต่คนรอบข้างของเขากลับไม่ยอมรับเขาในฐานะคนญี่ปุ่น
แต่คอยปฏิบัติต่อเขาเหมือน "คนต่างด้าว"
อยู่ร่ำไป จนเมื่อเขามาพบกับ Sakurai สาวน้อยที่เรียนในโรงเรียนมัธยมเดียวกันกับเขา
ชีวิตของเขาก็ดูเหมือนว่าจะถูกเติมเต็มขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเพื่อนชาวเกาหลีคนที่ Sukihama นับถือมากที่สุดคนหนึ่งถูกฆ่าตาย
เขาจึงเริ่มที่จะวิ่งเข้าหาปัญหาที่เขาหมกเร้นไว้ในหลืบลึกๆ
ในใจ และถึงเวลาแล้วที่เขาจะเลือกที่จะยอมรับความจริงของตัวตนของตนเองหรือไม่
ความโดดเด่นที่สุดของหนังคงเป็นเนื้อหาหลักที่เรียกว่าเครียดมากๆ
แต่ตัวหนังก็นำเสนอมุมมองของชนกลุ่มน้อยได้อย่างเข้าถึง
และน่าสะเทือนใจ ในขณะที่เนื้อเรื่องรองของหนังเกี่ยวกับความรัก
ทั้งในแง่มุมของรักหนุ่มสาว และรักจากพ่อแม่
ก็เป็นประเด็นที่ตัวหนังนำเสนอออกมาได้น่ารักน่าชังไม่น้อยทีเดียว
นับว่าเป็นการรักษาสมดุลให้กับตัวหนังได้ดี
ไม่หนักจนรับไม่ได้ และไม่เบาเกินไปจนหาประเด็นไม่เจอ
อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่า
Go เปิดเรื่องมาด้วยความมันส์สะใจ การตัดต่อโฉ่งฉ่าง
กับดนตรีที่ฉูดฉาด คงถูกใจแฟนๆ วัยจ๊าบอยู่ไม่น้อย
แต่นั่นไม่ใช่จุดหลักที่ทำให้ Go เป็นหนังที่มีความน่าสนใจที่สุด
เพราะจุดที่ทำให้ Go เป็นหนังที่เยี่ยมมากๆ
กลับอยู่ที่การใช้ความโฉ่งฉ่างเหล่านั้นบอกเล่าถึงสภาวะจิตใจของตัวละคร
และเมื่อแน่ใจแล้วว่าผู้ชมเข้าใจและ "ใส่ใจ"
ในตัวละครหลักเรียบร้อยแล้ว ตัวหนังก็กลับตลบหลังผู้ชมด้วยการตอกย้ำประเด็นหลักของหนังด้วยความนิ่ง
ลึก ตามแบบฉบับหนังชั้นดีพึงจะเป็น และประเด็นหลักที่หนังนำเสนอนอกจากจะตอกย้ำถึงการเหยียดสัญชาติที่ดูเหมือนคนญี่ปุ่นจะแกล้งกวาดปัญหานี้ไปซ่อนไว้ใต้เตียงแล้วทำเหมือนกับว่ามันได้หายไปในชั่วข้ามคืนแล้ว
ประเด็นหลักที่เป็นพระเอกตัวจริงของหนังที่ลุ่มลึกและน่าสะเทือนใจระคนประทับใจอย่างมากมายคงเป็นการพูดถึงการยอมรับในความเป็นตัวตนของตนเองนั่นเอง
ไม่ว่าเราจะเป็นคนชาติใด ถือสัญชาติใด ก็ตาม
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความเป็นตัวตนอย่างที่เราเป็นหายไปไหน
หากอยู่ที่เราเองต่างหากว่าจะยอมรับความจริงที่เป็นและพร้อมที่จะเดินไปกับมันอย่างอกผายไหล่ผึ่งหรือไม่
เหมือนอย่างที่พ่อจอมโหดของ
Sukihama ได้สอนเขาเอาไว้เมื่อครั้งที่หัด
Sukihama ชกมวยเมื่อตอนเด็กๆ ว่า ให้ยกแขนขึ้นมาขนานกับพื้น
แล้วหมุนรอบตัวเอง และในวงรัศมีรอบตัวเขานั่นเองจะเป็นพื้นที่ๆ
ปลอดภัยที่สุด เป็นพื้นที่ๆ จะไม่มีใครเข้ามายุ่มย่าม
ซึ่งแน่นอนว่าหาก Sukihama ใช้ชีวิตตามปรัชญาอันนี้
เขาคงจะมีชีวิตที่ราบรื่น แต่ก็ไม่ต่างอะไรจากการกันตัวเองออกมาจากสังคม
หรือในทางกลับกันก็คือการกันบุคคลรอบข้างออกไปเช่นกัน
ซึ่งในที่สุดแล้ว เขาก็จะรู้ว่า หากเขาใช้ชีวิตเช่นนั้น
เขาไม่เพียงกันคนที่เขาเกลียดออกไป แต่มันยังรวมไปถึงคนที่เขารักด้วยเช่นกัน
Go
นำแสดงโดยดาราวัยรุ่นชั้นนำอย่าง Yosuke Kubozuka
(Ping Pong) เขาเป็นดาราที่ฝากฝีมือการแสดงไว้อย่างน่าปรบมือให้ในทุกๆ
โปรเจคที่เขามีส่วน และในเรื่อง Go ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
การแสดงของเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความน่าเชื่อถืออย่างที่สุด
Kou Shibasaki หรือ "น้องเคียวโหด"
จาก Battle Royal ยังคงความน่ารักไว้ได้อย่างไม่มีหดหายไปไหน
อีกทั้งการแสดงของเธอก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่อันใดเลยเช่นกัน
ในขณะที่ดารารุ่นใหญ่อย่าง Tsumoto Yamazaki
ที่รับบทคุณพ่อสุดโหด ที่รักลูกอย่างเหลือแสน
การแสดงอย่างเข้าถึงจิตใจของผู้เป็นพ่อที่ดูเหมือนจะโหด
แต่แฝงความรักไว้เต็มเปี่ยมทำให้ไม่ว่าเราจะเห็นเขาจับลูกชายมาอัดจนงอมพระรามยังไงก็ตาม
ผู้ชมก็จะทำใจลำบากมากๆ ในการที่จะเกลียดพ่อคนนี้ได้ลงคอ
จากคำพูดของ Shakespeare
ที่ว่า "ดอกกุหลาบ ไม่ว่าจะเรียกชื่อมันว่าอย่างไร
ความหอมรัญจวนของมันจะยังคงอยู่เหมือนเดิมเสมอ"
เป็นคำพูดที่ Go ใช้เป็นประเด็นหลักในการเดินเรื่องและเล่าเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างดีเยี่ยม
ทำให้ Go เป็นหนังญี่ปุ่นที่ทรงพลังอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรจะพลาดชมอย่างยิ่งยวด
แล้วคุณจะค้นพบความจริงที่ว่า หนังญี่ปุ่นยังคงมีเสน่ห์และหลังที่ล้ำลึกเหนือหนังเอเชียชาติอื่นๆ
อยู่หลายต่อหลายขุมทีเดียว
|