|
หนังที่ว่าด้วยเรื่องของการกลับมาจากความตาย
ที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอารมณ์สยองขวัญเลยแม้แต่น้อย
นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง
หนังญี่ปุ่นเรื่อง Yomigaeri เป็นหนังในแนวแฟนตาซีที่มีส่วนผสมของความลึกลับ
เงื่อนปมปริศนาที่เกี่ยวกับความตาย ซึ่งไม่น่าจะเป็นประเด็นที่จะนำมาเล่าถึงด้วยความรู้สึกที่อบอุ่น
อิ่มเอมใจไปได้เลย แต่ตัวหนังที่ออกมากลับให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ
อย่างคาดไม่ถึง
Yomigaeri
ว่าด้วยเรื่องของหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า
อาโซะ อยู่มาวันดีคืนดี ชาวบ้านทั้งเด็กไล่ไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว
ต่างก็กลับมายังบ้านเกิด พร้อมกับความจำที่จำได้หลังสุดคือวินาทีก่อนที่ตัวเองจะหมดลม
ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้น ไม่มี "ผู้กลับมา"
คนใดให้คำตอบได้เลย ชีวิตของหลายๆ คนที่ได้พลิกฟื้นขึ้นมาใหม่นั้น
มีทั้งผู้ที่เคยเป็นสามี, คนรัก, พี่ชาย,
เพื่อน ของคนในหมู่บ้านที่ยังอยู่ โดยที่พวกเขาเหล่านั้นมาปรากฏตัวต่อหน้าคนที่เคยผูกพันด้วย
โดยที่ไม่ใช่ผีหรือวิญญาณ แต่พวกเขากลับมาในสภาพที่มีชีวิตจริงๆราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
บางครอบครัวรู้สึกยินดีที่ได้พบกับบุคคลอันเป็นที่รักอีกครั้ง
หลายคนรู้สึกสับสนและประหลาดใจ และแน่นอนยังมีอีกหลายคนที่หวังว่าปาฏิหาริย์เช่นเดียวกันนั้นจะเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้าง
หนึ่งในนั้นคือ " อาโออิ ทาชิบาน่า "
ที่รอการเฝ้าหวังว่าคู่หมั้นที่เสียชีวิตไปแล้วของเธอ
" ซูซูเกะ " จะกลับมาอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน
ยังมีบุคคลอีกฝ่ายที่เลือกที่จะค้นหาคำตอบมากกว่าเฝ้าหวังลมๆ
แล้งๆ " เฮตะ คาวาตะ " เริ่มสนใจที่จะสอบสวนเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเองด้วย
ณ ที่นั่น เขาไดัพบเพื่อนเก่าซึ่งก็คือหญิงสาวที่เฝ้ารอปาฏิหาริย์ซึ่งก็คือ
อาโออิ นั่นเองโดยที่หัวใจเขาผูกพันกับ อาโออิ
ด้วยแม้ว่าตัวหญิงสาวจะไม่รู้ถึงความผูกพันที่เขามีให้เธอเลยแม้แต่น้อย
เขาจะทำอย่างไรระหว่าง การนำคู่หมั้นของเธอกลับมาหรือจะทำตามหัวใจของเขาเองซึ่งนั่นก้อคือหนทางที่เขาจะต้องตัดสินใจให้ได้เพราะตัวเขาเองมีเวลาตรงนี้เพียงแค่
3 อาทิตย์เท่านั้น
จุดที่น่าจะเป็นจุดขายที่ดีที่สุดของหนังน่าจะเป็นการที่หนังพูดถึงการกลับมาจากความตายของแต่ละคนที่ต่างก็มีจุดหมายที่ต่างกัน
บางคนมาเพื่อสานต่อความตั้งใจที่ทำไม่เสร็จ
บางคนกลับมาเพื่อทบทวนความผิดของตน ในขณะที่บางคนก็กลับมาเพื่อชื่นชมกับผลผลิตที่น่าภาคภูมิใจ
แต่การกลับมาของผู้ที่จากไปไม่ได้สร้างเพียงความดีใจของญาติมิตร
แต่ในบางกรณี การกลับมาของพวกเขากลับเป็นการสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้ที่ยังอยู่
และตัวหนังตอกย้ำและคลี่คลายประเด็นนี้ได้ดีน่าชื่นใจอย่างที่สุด
Yomigaeri
เสนอมุมมองของทั้งผู้ที่อยู่และผู้ที่กลับมาได้อย่างสมดุลและการที่หนังพูดถึงมุมมองของทั้ง
2 ฝ่ายแบบนี้ ทำให้เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
อย่างน้อยๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในหนังจะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน
ตัวหนังในช่วงแรกดำเนินเรื่องไปอย่างเนิบนาบเอื่อยเฉื่อยเพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้ผู้ชมได้รู้จักกับปูมหลังของตัวละครแต่ละตัวนั่นเอง
โดยผู้กำกับหนังได้เลือกวิธีที่จะทำออกมาในรูปแบบที่ตัดภาพไปมาบ่อยๆจนอาจจะทำให้ผู้ชมงุนงงและรู้สึกว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมกับตัวหนังเลยด้วยซํ้า
แต่แล้วเมื่อหนังเดินทางเข้าสู่ครึ่งหลัง
ข้อมูลที่แฝงอยู่ในความเนิบนาบในช่วงต้นเรื่องก็ส่งผลในการเร้าอารมณ์สะเทือนใจได้อย่างดี
หนังสรุปส่งท้ายด้วยข้อคิดที่ชวนซาบซึ้งและคงจะดีหากคนที่ยังมีชีวิตอยู่คิดแบบนี้ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เพราะการจากไปของคนที่รัก ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ
คงไม่สำคัญเท่ากับการที่เราได้สื่อสาร สัมผัสได้จากใจถึงใจกับคนที่เรารักได้หรือไม่ต่างหาก
หากเราทำได้ ความตายก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เราต้องท้อแท้หมดหวังในการดำรงอยู่
เพราะคนๆ นั้นจะยังอยู่ในใจเราเสมอ ดังนั้นการอยู่กับคนที่รักแต่ไม่ได้มีจิตใจผูกสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งคงไม่ต่างอะไรจากอยู่กับคนที่ตายไปแล้ว
แต่ในทางตรงกันข้าม หากเราจิตใจแนบแน่นแม้แต่กับคนที่ตายไปแล้ว
ความตายคงจะเป็นเพียงเส้นกั้นบางๆ ไม่ให้เราและเขาได้พบกันเท่านั้น
แต่ใจของคนทั้งคู่ย่อมเชื่อมถึงกันได้ตลอดเวลา
ในส่วนของนักแสดง
Yomigaeri ได้นักแสดงเจ้าบทบาทที่ชาวไทยรู้จักกันดีนั่นคือ
Yuko Takeuchi ( จากภาพยนตร์ซีรีย์เรื่องสูตรรักข้าวห่อไข่และซูเปอร์สตาร์ถามหารัก
) และ Tsuyoshi Kusana ( จากภาพยนตร์เรื่อง
Messengers ) และเป็น 1 ในสมาชิกของวง SMAP
ด้วยสำหรับนักแสดงนำทั้ง 2 คนถือว่าสอบผ่าน
เล่นบทที่กระชากอารมณ์ผู้ชมออกมาได้ดีทีเดียว
งานด้านภาพก็ถือเป็นจุดแข็งของหนังเช่นกัน
หนังไม่มีการถ่ายภาพที่สวยงามอะไรมากมาย แต่มีหลายๆ
ฉากในหนังที่การถ่ายภาพ การจัดแสงสื่อถึงข้อความลึกๆ
ข้างในได้อย่างลงตัวและน่าสนใจมากทีเดียว
ซึ่งคงต้องรวมไปถึงการตัดต่อที่ทำให้หนังดูมีอะไรๆ
มากขึ้น (จากที่มีมากอยู่แล้ว) และจุดเด่น
(มากๆ) ที่เห็นได้ชัดๆ คือเพลงประกอบที่ร้องโดย
Rui (Kou Shibasaki) ซึ่งเป็นเพลง pop ที่เพราะมากๆ
จริงๆ เพราะขนาดที่ฟังแล้วขนลุกตามไปได้เลย
ยิ่งมาผนวกกับภาพในหนังและเหตุการณ์ในช่วงไคลแมกซ์
ด้วยแล้ว ทำให้หนังในช่วงนี้ดูมีพลังมหาศาลเลยทีเดียว
(แต่การที่หนังใส่เพลงที่เพราะๆ 3 เพลงรวดติดกันเข้ามาในหนัง
ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอะไรเท่าไหร่นัก)
ว่ากันว่า คุณค่าของทุกสิ่งในโลกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมันได้จากเราไปแล้วเท่านั้น
และแม้ว่าหลายๆ คนจะรู้ซึ้งถึงจุดนี้ดี แต่ด้วยปัจจัยหลายประการในการดำเนินชีวิต
ซึ่งส่วนมากจะเป็นการไขว่คว้าถึงความก้าวหน้าในชีวิต
ที่ทำให้เรามักจะหลงลืมในเรื่องที่อาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตเพื่อพบกับความสุขที่แท้จริงของมนุษย์เรา
ทำดีกับคนที่รอบข้างของเราตั้งแต่วันนี้เถอะครับ
อย่าชะล่าใจจนถึงวันที่เราต้องนั่งรอปาฏิหาริย์รอให้พวกเขากลับมาเพื่อที่เราจะได้มีโอกาสทำดีกับเขาได้อีกครั้งเลย
|