|
หากคุณได้รักใครสักคน
คงไม่แปลกที่คุณจะต้องการเอาอกเอาใจเขาหรือเธอคนนั้นเป็นพิเศษ
คงไม่แปลกที่คุณจะอยากอยู่กับเขาให้มากหรือบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
และคงไม่แปลกอะไรหากคุณจะรักเขามากพอที่จะต้องการที่จะสัมผัสถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเขา
ความรักที่เรามีให้กันและกันย่อมจะมีค่ามากขึ้นหากต่างฝ่ายต่างกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันได้
Ji-hwan
หนุ่มนักศึกษาผู้หลงใหลในการถ่ายภาพอย่างมาก เขาเป็นคนประเภทไร้กังวลในชีวิต
ซึ่งทำให้เขาเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างมีเสน่ห์และน่ารักแม้ว่าหน้าตาของเขาจะเหมือนเต้าหู้ยี้ก็ตาม
ชีวิตเขาคงจะมีความสุขไปวันๆ กับการถ่ายภาพ หากวันหนึ่ง
Su-in สาวน้อยหน้าใสที่ Ji-hwan ปิ๊งในทันทีที่เห็นไม่เดินเข้ามาในร้านของเขา
แต่เมื่อเขากำลังจะกดชัตเตอร์กล้องคู่ใจเพื่อจะถ่ายภาพของ
Su-in ไว้ หน้ากล้องของเขาก็ถูกบังด้วยใบหน้าที่ร่าเริงแจ่มใสของ
Kyun-hee จนภายหลัง Ji-hwan รับรู้ว่าสาวทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน
และหลังจากที่ Ji-hwan ถูก Su-in ปฏิเสธคำบอกรักอย่างนิ่มนวล
ด้วยความที่เขาเป็นคนร่าเริง มองโลกในแง่ดี ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนของคนทั้งสามจึงดำเนินต่อไป
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ในแบบเพื่อนก็เปลี่ยนแปรไปกลายเป็นความรัก
แต่ปัญหาคือใครรักใคร แล้วคนที่ถูกทิ้งไว้จะเป็นอย่างไร
หากว่ากันตามเนื้อเรื่องแล้ว Lover's Concerto
มีปัจจัยหลายประการที่บ่งบอกว่ามันคือหนังรักสามเส้าเรื่องหนึ่งดีๆ
นี่เอง ซึ่งก็น่าจะเป็นตามนั้น เพราะชื่อเรื่องก็บ่งบอกออกขนาดนั้น
Concerto คือการเล่นดนตรีที่ต่างกัน 3 ชิ้น มาร้องเรียงให้เข้ากันเป็นทำนองที่ไพเราะขึ้นมาได้
Su-in
เป็นสาวเรียบร้อย หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ไม่น่าแปลกอะไรที่
Ji-hwan จะปิ๊งเธอเมื่อแรกเห็น ในขณะที่ Kyun-hee
กลับมีบุคลิกที่แตกต่างจาก Su-in โดยสิ้นเชิง เพราะ
Kyun-hee เป็นสาวร่าเริง ลุยๆ พูดจาโผงผาง ดูห้าวๆ
และตัวหนังก็ไม่ได้ปิดปังอะไรกับผู้ชมในเรื่องที่บุคลิกระห่ำของเธอจะมีไว้เพื่อปกปิดความอ่อนแอและความอ่อนไหวภายใน
นับว่า Kyun-hee เป็นตัวละครที่มีมิติมากที่สุดจากทั้ง
3 ตัว เธอมีทั้งความห้าว ความน่ารัก ความอิจฉา ความโกรธเกรี้ยว
และนั่นทำให้อารมณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับผู้ชมเพิ่มเป็นทบทวีเมื่อรู้ถึงชะตากรรมของตัวละครตัวนี้
Lover's
Concerto เดินไปตามครรลองของหนังรักสมัยใหม่พึงเป็นกัน(ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี)
ทั้งการวางปมทิ้งไว้ การจงใจละหรือตัดทิ้งรายละเอียดบางอย่างของเหตุการณ์ในหนังเพื่อจะไปเฉลยในภายหลัง
เพื่อการกระชากน้ำตาโดยเฉพาะ ล้วนแล้วแต่เป็น trend
ที่แม้จะดูเท่ ติดๆ จะดัดจริตอยู่ในที แต่หากตัวหนังสื่ออารมณ์ตรงนั้นได้ถึงจริงๆ
ผลลัพท์ที่ได้มักจะเป็นที่น่าพอใจเสมอ ตัวหนังมี
"ความลับ" บางอย่างที่จะเฉลยในช่วงท้าย
และตัวหนังก็ใช้ "ความลับ" อันนี้ในการเพิ่มความลึกให้กับตัวละครได้อย่างฉลาดมากๆ
(ซึ่งนั่นคงเป็นสิ่งที่คุณจะค้นพบด้วยตนเอง เมื่อชม
Lover's Concerto เป็นรอบที่ 2)
ในขณะที่ตัวหนังก้าวข้ามจากหนังรักใสๆ
(ที่น่ารักมากๆ ) ไปสู่ความเป็นหนังดรามาเต็มตัวนั้น
ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวหนังหยิบยื่นให้คนดูนั้นแม้จะไม่ทำให้เห็นภาพรวมของหนังได้
แต่ก็มากพอที่จะทำให้ตัวหนังมีความน่าติดตามอย่างยิ่งยวด
และถึงแม้ การเข้าสู่ช่วงท้ายที่จริงจังหนักแน่นจะเป็นไปแบบประนีประนอม
แต่ความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ผู้ชมต้องรับรู้นั้นก็มากเกินพอที่จะทำให้หัวใจรู้สึกปวดแปลบได้เลยทีเดียว
และที่ได้บอกไว้แล้วว่า ปมที่ตัวหนังวางไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องนั้นบอกใบ้ผู้ชมถึงความลับบางอย่างไปตั้งนานนมแล้ว
และสำหรับผู้ชม(ซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่) ที่ยังเดากันไม่ออก
บทเฉลยที่ตัวหนังหยิบยื่นให้หลังจากที่ได้ทำลายจิตใจผู้ชมจนย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว
กลับเป็นเหมือนน้ำทิพย์ที่จะทำให้คุณร้องไห้โฮออกมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
เพราะข้อมูลที่ได้รับนั้นจะทำให้คุณทั้งดีใจ เศร้าใจ
ทั้งมีหวัง ทั้งหมดหวังในเวลาเดียวกัน เกินจะบรรยายจริงๆ
สำหรับฝีไม้ลายมือในการคิดเรื่องแบบนี้
การดำเนินเหตุการณ์ต่างๆ ในหนัง มีการย้อนอดีตไปมาบ้าง
และส่วนใหญ่จะทำโดยไม่ค่อยรอมชอมกับผู้ชมเท่าไหร่นัก
กล่าวคือ ตัวหนังไม่ให้จุดสังเกตแบบง่ายๆ (ทรงผม
เสื้อผ้า ฯลฯ) ในการบอกถึงอดีตหรือปัจจุบัน และดูเหมือนผกก.Lee
Han ดูจะสนุกสนานกับการวางเรื่องแบบไร้ระเบียบซะด้วย
เบาะแสเดียวที่ผู้ชมจะพึ่งพาได้ในการรับรู้ถึงเวลาของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
คือการนั่งดูหนังอย่างใจจรดใจจ่อ คอยสังเกตสิ่งของ(ตัวหนังสือบนภาพถ่าย
ใบไม้แห้งเพราะเปลี่ยนฤดู เป็นต้น) ที่อยู่ในฉากนั้นๆ
รวมไปถึงโทนของหนังโดยรวม(สดใสหรือซึมเศร้า) เท่านั้นเอง
สิ่งที่ผมชอบใน
Lover's Concerto ประการแรกคือการเซ็ตเรื่องราวที่ง่ายๆ
หนังเปิดเรื่องมาด้วยตัวละครหลักที่ดูเหมือนเพื่อนๆ
หรือแม้แต่เหมือนตัวเราเอง ที่เผอิญมาพบเหตุการณ์ที่
"น่าจะ" เกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน ซึ่งความรู้สึกนี้ถูกตอกย้ำให้หนักแน่นขึ้นด้วยการแสดงที่แสนจะเป็นธรรมชาติของดารานำทั้ง
3 คน เริ่มจาก Cha Tae-Hyeon ผู้โด่งดังจาก My Sassy
Girl ที่แม้ในช่วงแรกๆ ของหนัง ยังดูเหมือนว่าเขาสลัดภาพของบุคลิกตลกเว่อร์ออกไปไม่หมด
แต่เมื่อหนังดำเนินไป การแสดงของเขาก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอย
และกลมกลืนกับเนื้อเรื่องได้อย่างดีน่าชื่นชม เขาถึงกับให้อารมณ์ในฉากดรามาหนักๆ
ในช่วงท้ายเรื่องได้น่าเชื่อถือดีทีเดียว ส่วน Son
Ye-Jin กับบทสาวหวานก็ช่างมีเสน่ห์ ด้วยการแสดงที่พอเหมาะพอสมของเธอ
ทำให้บุคลิกนิ่งๆ หงิมๆ เอื่อยๆ ของเธอไม่น่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย
ในทางตรงกันข้าม เธอกลับทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นที่รักและน่าเอ็นดูได้อย่างง่ายๆ
และสำหรับสาวห้าวสุดท้ายซึ่งผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษ
ท่าทางที่แข็งกระด้างแต่ดูอ่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดของ
Kyun-hee นั้นถูกแสดงออกมาได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุดแม่แต่น้อย
และทั้งๆ ที่คาแรคเตอร์ของเธอห้าวออกปานนั้น แต่ด้วยการเข้าถึงตัวละครอย่างถึงกึ๋นของ
Lee Eun-Ju ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความอ่อนไหวที่อยู่ภายในตัวละครนี้ได้โดยตลอดผ่านท่าทางที่เอียงอาย
เก้อเขินแทบจะทุกครั้งที่เธอคิดถึงคนที่เธอรัก
สัญลักษณ์ต่างๆ
ที่ใส่ไว้ในหนังล้วนแต่เข้าใจง่ายและเพิ่มมิติให้กับตัวเรื่องได้อย่างฉกาจฉกรรจ์
ไม่ว่าจะเป็นการหมุนเข็มนาฬิกาย้อนหลัง แผลที่ฝ่ามือ
ภาพของ Kyun-hee ที่สะท้อนความรู้สึกของเธอต่อ Ji-hwan
ฉากหลายๆ ฉากถ่ายทอดออกมาในมุมมองของการสะท้อนซึ่งกันและกันเหมือนการมองกระจก
บ่งบอกถึงความผูกพันของคนทั้ง 3 ทั้งฉากที่ Su-in
นั่งพูดกันตัวเองหน้ากระจก ฉาก "แอบจูบ"
ของ Ji-hwan และ Kyun-hee ในช่วงต้นเรื่องและท้ายเรื่อง
ซึ่งเป็นฉากที่ให้อารมณ์โรแมนติกคล้ายๆ กัน แต่ฉากหนึ่งคุณจะยิ้มร่าและน้ำตาคุณจะไหลพรากๆ
ในอีกฉาก อารมณ์ทั้งเศร้าทั้งซึ้งที่ผสมปนเปกันไปในเรื่องเป็นสิ่งที่คุณจะหาพบได้โดยตลอด
มันจะทำให้คุณทั้งรู้สึกดี รู้สึกเศร้าใจ และหม่นใจอย่างบอกไม่ถูก
งานด้านภาพเป็นสิ่งที่ทำให้หนังทั้งเรื่องเปลี่ยนอารมณ์และบรรยากาศได้ดังใจนึก
งานกำกับภาพที่เยี่ยมยอดกับการถ่ายภาพที่สื่อได้ทั้งอารมณ์สดใสและหมองเศร้าล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวหนังซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะดำเนินไปได้อย่างน่าติดตามตลอดเวลา
เมื่อผสานเข้ากับดนตรีประกอบสุดละเมียด(แต่ไม่น่าเบื่อ)และการเล่าเรื่องราว
การวางปมและเฉลยปมอย่างถูกเวล่ำเวลาและถูกอารมณ์อย่างตรงเป้าเผง
ทำให้ Lover's Concerto เป็นหนังที่แทบจะไร้ซึ่งจุดอ่อนไปในทันที
ตัวหนังค่อนเรื่องแรกดำเนินมาด้วยความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเองอย่างน่าชื่นชม
น่าเสียดายที่ในช่วงท้ายๆ ของเรื่อง ตัวหนังกลับดูเหมือนว่าจะยินยอมต่อ
"มุขจิ๊ดตลาดๆ" และการจงใจจัดวางสถานการณ์อย่างน่าเสียดาย
ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เคยผ่านตามาแล้วแทบจะทั้งนั้น
ถึงแม้ว่าอารมณ์ในหนังจะแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ามุขตลาดๆ
เหล่านี้นั้นให้อารมณ์ที่ต่างกันจากหนังเรื่องก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงก็ตามที
แต่ยังน่ายินดีที่บทส่งท้ายจริงๆ ของหนัง นำเสนอได้อย่างเหนือชั้นและกลับเข้าสู่ความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอาไว้ได้
ดังนั้น แม้ว่าตัวหนังจะมีมุขเฝือๆ สอดแทรกมาบ้าง
แต่ก็เหมือนกับการเทเกลือสัก 1 ช้อน ลงไปในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่
ซึ่งแน่นอนว่า ความเค็มของเกลือย่อมไม่ปรากฏผลใดๆ
ได้เลย
สรุปแล้วความดีทั้งหลายแหล่ของหนังคงต้องยกผลประโยชน์ให้กับผกก.
Lee Han ไปแบบเต็มๆ เพราะด้วยเนื้อเรื่องและมุมมองของความรักที่คงต้องบอกว่าไม่มีอะไรใหม่
แต่ผกก.Han กลับนำเสนอตัวหนังออกมาได้น่าสนใจ ผ่านมุมมองที่แม้จะไม่ใหม่สด
แต่ก็น่าติดตามและทำให้รายละเอียดมากมายที่มีอยู่ในหนังนั้นไร้ซึ่งความน่าเบื่อโดยสิ้นเชิง
พร้อมกับความหลากหลายแตกต่างของตัวละครหลักทั้งสามคนที่เรียกว่าเอาอยู่
เจอปุ๊บรักปั๊บได้ทันที
หนังเกาหลีหลายๆ เรื่องพักหลังๆ
ที่ผ่านมาหลังจากยุครุ่งเรืองของ My Sassy Girl
ล้วนเป็นหนังประเภทท่าดีทีเหลวซะส่วนใหญ่ ทำให้ความศรัทธาต่อหนังเกาหลีของหลายๆ
คน หดหายไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถ้าคุณยังมีใจอยู่บ้าง
เมื่อคุณได้ลองหยิบ Lover's Concerto มาดู คุณจะพบว่า
ในเรื่องราวเดิมๆ ที่เคยผ่านตามาแล้ว หากถูกนำมาขยายมุมมองให้ต่างออกไปที่จากเคยเป็นมา
เรื่องราวนั้นจะน่าสนใจและมีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร
และมุขใหม่สดแปลกตาก็คงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในหนังเรื่องไหนๆ
เลย หากหนังเรื่องนั้นวางตัวเองได้อย่างถูกต้อง
และ Lover's Concerto ก็วางตัวมันเองได้ถูกต้องและถูกใจแฟนหนังโรแมนติกอย่างแน่นอน
|