Home >Movies > Ditto
 
 
Quick menu ::>>
--------------------------
ร่วมแสดงความคิดเห็น   
:: Bonus Material
 Trailer
File size : 14 Mb
:: Music Video
 
File size: 28 Mb
File type : DivX
view MV with
window media player7.1
 
:: Interview
 
File size: 14 Mb
 
:: Making Film
 
File size: 74 Mb
 
 
 

 

เคยได้ยินว่าความรักเหมือนกับการเล่นเกมตัวต่อ ทุกคนพยายามที่จะต่อให้มันมีรูปทรงที่สวยงามหรือให้ใหญ่อลังการตามที่ตนต้องการ แต่หลายๆ ครั้งที่เจ้าตัวต่อพวกนั้นอาจจะล้มครืนลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ นั่นหมายถึงว่าความฝันของคนๆ นั้นต้องสลายตามตัวต่อพวกนั้นไปด้วยมั้ย? ไม่จำเป็นเสมอไปครับ หากคุณลองตั้งสติให้ดีๆ แล้วมองตัวต่อที่หล่นร่วงกระจายลงกับพื้น คุณอาจจะได้เห็นภาพที่สวยงามภาพใหม่ที่เกิดขึ้นจากการแตกกระจายของตัวต่อพวกนั้นก็ได้ ประเด็นก็คือว่าการที่ความฝันโดยเฉพาะในเรื่องของความรักของคุณอาจจะพังทลายลงมานั้นเป็นเรื่องปกติ แต่หากเมื่อไหร่ที่คุณทำใจและตั้งสติหวนกลับไปมองมันในมุมมองที่ต่างออกไปแล้ว คุณอาจจะพบว่าคุณต่างหากที่จะเป็นผู้ที่เลือกที่จะให้มันยังอยู่หรือหายไปจากใจคุณ

Ditto นำเสนอเรื่องราวของความสัมพันธ์ข้ามเวลาระหว่างปี 1979 กับปี 2000 ซึ่งในช่วงปี 1979 นั้น สถานการณ์ทางการเมืองของเกาหลีกำลังร้อนระอุ ผลจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึง สงครามเกาหลีเอง ก่อให้เกิดความระส่ำระสายทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง การเดินขบวนของนักศึกษา รวมถึงการปะทะกันของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประท้วงกลายเป็นเรื่องปกติ (คงจะคล้ายๆ กับเหตุการณ์ 6 ตุลา และ 14 ตุลา ในบ้านเรา)

ในปี 1977 Soeuni สาวนักศึกษามหาวิทยาลัย Shilla ปี3 ผู้แอบชื่นชอบ Donghee หนุ่มนักศึกษานักประท้วงที่เพิ่งกลับจากการเกณฑ์ทหาร Soeuni เป็นสาวเฉิ่มหน้าตาสวยใส ช่างเพ้อช่างฝัน เทิดทูนความรักในแง่มุมที่สดใสเพียงด้านเดียว เธอไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองหรือแม้แต่เรื่องอนาคต เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง เธออยู่ไปวันๆ อย่างมีความสุขตามแบบของเธอเอง ในขณะที่ Donghee เป็นคนที่มีอุดมการณ์มาดมั่น เขาไม่ใช่คนที่มานั่งพิรี้พิไรกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องของความรัก Soeuni มักจะมาพร่ำเพ้อถึงเรื่องหวานๆ (ที่หาสาระไม่เจอ) ระหว่างเธอกับหนุ่มนักประท้วงกับ Sunmi เพื่อนสาวขาหักที่นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลเสมอๆ Sunmi ก็เป็นเพื่อนนิสัยดีมากพอที่จะแสดงท่าทีตื่นเต้นและโอนอ่อนไปตามคำเพ้อพกไร้สาระเหล่านั้น

อีกด้านหนึ่งของห้วงเวลา ปี 2000 Jee In หนุ่มนักศึกษาปี 2 แห่งมหาวิทยาลัย Shilla เช่นกัน เขาเป็นลูกชายคนเดียวที่พ่อแม่ผู้มีฐานะอาศัยอยู่ต่างประเทศ เขาเป็นคนง่ายๆ ไม่ค่อยจะแยแสเรื่องราวรอบตัวนัก ซึ่งรวมไปถึงเพื่อนสาวชื่อ Hyun Ji ที่คอยตามเขาไปทุกที่และเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของเขามากจนเกินเพื่อน เพียงแต่ว่าเขาไม่เคยจะใส่ใจคิดถึงข้อนี้มาก่อนเลย

และจะด้วยปาฏิหาริย์หรืออะไรก็ตามที ทั้ง Soeuni และ Jee In มาคุยกันข้ามเวลาผ่านเครื่องวิทยุ HAM ทั้งคู่คุยกันโดยที่เรื่องส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความรักของ Soeuni เธอเล่าทุกอย่างให้ Jee In เหมือนๆ กับที่เขียนลงในสมุดไดอารี่ จนวันหนึ่งที่ Jee In บอกว่าพ่อและแม่ของเขาก็เรียนที่มหาวิทยาลัยนี้เช่นกัน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เธอต้องย้อนกลับมาทบทวนถึงความเป็นไปได้ในความสัมพันธ์ของเธอกับชายอันเป็นที่รัก

ครึ่งแรกของหนังออกมาในโทนหนังรักสบายๆ มีแทรกฉากเบาสมองเล็กๆ (ซึ่งในพล็อตเดียวกันนี้ หากผกก.ต้องการที่จะทำให้ตัวหนังออกมาเป็นหนังตลกเลยก็ย่อมได้) นับตั้งแต่ฉากนัดพบที่หอนาฬิกาโรงเรียนไล่มาเรื่อยจนถึงตอนที่ทั้งคู่รู้ความจริงเรื่องความต่างของเวลา หากจะเทียบ Ditto กับหนังที่อาศัยเนื้อเรื่องคล้ายๆ กันอย่าง Il Mare แล้ว จะพบว่าความสมจริงสมจัง เหตุผลประกอบที่ผลักดันให้ตัวละครในเรื่องมีพฤติกรรมต่างๆ น่าเชื่อถือมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากช่วงที่ Soeuni และ Jee In เริ่มคุยผ่านวิทยุสื่อสารกัน ตัวหนังไม่ได้ให้ทั้งคู่ "เชื่อ" เรื่องของแต่ละฝ่ายได้ง่ายๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การที่จะทำใจให้เชื่อว่าอีกฝ่ายอยู่ในเวลาที่ต่างกันนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำใจกันนาน รวมถึงต้องมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือมากพอ ทั้งคู่ผ่านการทะเลาะ การง้องอน และการพิสูจน์ความคงอยู่เป็นตัวตนในห้วงเวลาของตัวเองหลายครั้งหลายครากว่าจะเชื่อมกันติด และจากการพูดคุยกันทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัวพอสมควร จากเพียงความ "เชื่อถือ" ในอีกฝ่ายหนึ่ง ก็กลายมาเป็นความ "เชื่อใจ" และ "ไว้ใจ" ในกันและกัน จนช่วงหลังๆ ทั้งคู่พูดคุย ปรับทุกข์สุขกันเหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้อง

ฉากนัดพบที่หน้าหอนาฬิกามหาวิทยาลัยในตอนที่ทั้งคู่ยังไม่รู้ถึงห้วงเวลาของแต่ละฝ่าย เป็นฉากที่แสดงถึงความต่างของเวลาของคนทั้งคู่โดยใช้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่องได้อย่างฉมัง เมื่อในวันนัดนั้น ท้องฟ้าของปี 1997 สว่างสดใส แต่ท้องฟ้าในปี 2000 กลับถูกฝนกระหน่ำ หนังยังใช้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่องและบรรยายถึงความคิด ความรู้สึกของตัวละครในอีกหลายต่อหลายช่วง และอีกหนึ่งช่วงที่สำคัญต่อเนื้อเรื่อง เมื่อ Donghee และ Soeuni เดินกลับมาจากการออกเดทดูหนังด้วยกัน Donghee เอื้อมมือของเขามาทาบกับหน้าของ Soeuni จุดนี้อาจตีความไปได้ถึงความเป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นในการยอมรับ Soeuni ของ Donghee ซึ่ง Soeuni เองนั้น รู้สึกได้และสุขใจเป็นที่สุด

ชีวิตของ Soeuni และ Jee In ต่างเป็นเหมือนกระจกสะท้อนถึงด้านตรงข้ามของการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน และยังแฝงนัยไปถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรม (ของเกาหลี) ที่เปลี่ยนไปตามกาลอีกด้วย ในยุค 1979 เป็นยุคที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายรับ ถูกห้ามไม่ให้มีปากมีเสียง ไม่ให้แสดงความรู้สึกของตนเองต่อคนรัก ด้วยกฎเกณฑ์ทางสังคม ในขณะที่ปี 2000 หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ฐานะทางสังคมระหว่างหญิงและชายเปลี่ยนไป แต่เรื่องของความรักยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนของมันเช่นเดิม Hyun Ji ยังคงต้องตามจีบ Jee In เหมือนที่ Soeuni ตามคลั่งไคล้ Donghee แน่นอนว่าตัวหนังไม่ได้จงใจสื่อถึงประเด็นนี้เพื่อโจมตีกลุ่ม feminism อยู่แล้ว เพราะโทนของหนังโดยรวมเป็นการพูดถึงความกล้าหาญและความแข็งแกร่งของจิตใจผู้หญิงผ่านตัว Soeuni ด้วยซ้ำ อีกประเด็นหนึ่งที่การพูดคุยของทั้งคู่สื่อออกมา เป็นเสมือนกับการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของกันและกัน Jee In เป็นเหมือนกับประตูสู่โลกใหม่ของ Soeuni โลกที่เธอไม่เคยสนใจที่จะรับรู้มาก่อน ในขณะที่เธอก็ทำให้ Jee In ย้อนกลับไปคิดถึงคนสำคัญในชีวิตเขา คนที่รักเขามาตลอดโดยที่เขาไม่เคยใส่ใจเลย

ช่วงที่เป็นจุดหักเหของโทนเรื่องจากหนังรักใสๆ ไปสู่ความเป็นหนังดรามา (ที่ไม่หนักไม่เบา) เมื่อ Jee In หลุดปากบอกเรื่องในอนาคตที่เธอ "ไม่ควรจะรู้" เป็นเรื่องที่ทำให้ Soeuni ต้องใจสลาย ความรู้สึกที่พุ่งเข้ามาแทงใจ Soeuni เมื่อได้รับรู้ความจริงอันเจ็บปวดนี้ประดังประเดทับทอดกันระหว่างการปฏิเสธที่จะรับรู้ ความเจ็บปวดที่เหมือนกับถูกหักหลัง และที่สำคัญคืออึ้งไปนานจนทำอะไรไม่ถูก สิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้และทำในทันทีคือการไปที่โรงพยาบาล (ที่ทั้งคู่นอนรักษาตัวอยู่ที่นั่น) แต่เธอทำได้เพียงแต่มองจากชั้นล่างขึ้นไปยังห้องของทั้งคู่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด ด้วยหัวใจและความฝันที่กำลังย่อยยับลงทุกวินาที เธอไม่ได้หยุดยืนอยู่ที่นั่นเพราะกฎห้ามเยี่ยมผู้ป่วยของโรงพยาบาล แต่เธอเลือกที่จะหยุดตัวเองไว้ตรงนั้นเพราะเธอรู้ตัวเองดีว่าคงไม่แกร่งพอจะทำใจได้ที่จะเห็นภาพความจริงแบบนั้น

"ถ้าเราเป็นคู่รักกัน ถึงไม่ได้เดินคล้องแขน คนอื่นก็จะรู้อยู่ดีว่าเรารักกัน" เป็นคำพูดของ Soeuni ในฝันของเธอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าเธอจะทำทุกอย่างเพื่อจะให้คนอื่นมองเธอและ Donghee เป็นคนรักกันแต่ผลที่ออกมากลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย เธอจึงกลั้นใจและฝืนใจยอมรับอนาคตที่จะเป็นไป โดยการยุติความสัมพันธ์อันนี้ซะ มือของ Soeuni ที่ทาบทับไปบนใบหน้าของ Donghee แบบเดียวกับที่เขาทำกับเธอเมื่อครั้งออกเดทครั้งแรก สำหรับเธอ การทำแบบนี้มันเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง แต่ ณ ขณะนี้ เธอตัดสินใจที่จะทำเป็นครั้งสุดท้ายและพร้อมยอมรับว่ามันจะเป็นความสุขที่เธอจะไม่มีโอกาสได้รับอีกต่อไปแล้ว

แม้ว่า Soeuni จะไม่ได้อยู่กับความสุขในชีวิตของเธอ แต่เธอเลือกที่จะ "เก็บ" ความสุขนั้นไว้ โดยสื่อผ่าน "กลิ่นไอ" ที่สัมผัสและเก็บไว้ในความทรงจำได้ตลอดไป กลิ่นไอแห่งความทรงจำที่ดีระหว่างเธอและ Donghee ยังคงคุกรุ่นล่องลอยอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ซึ่งในความรู้สึกของเธอ มันเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีใครจะพรากไปจากเธอได้ เธอแสดงความเด็ดเดี่ยวในตัวเธอด้วยการเลือกที่จะจบเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเอง แล้วมาเผชิญกับความเป็นจริง แม้ว่าความเป็นจริงอันนี้จะไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ทั้งยังจะทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานก็ตามที

Ditto (2000) กำกับโดย Kim Jeong-kweon ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นหนังเรื่องแรกของเขา ที่น่าชมเชยคือเขาทำหนังเรื่องแรกออกมาได้เกือบสมบูรณ์มาก ผกก. คุมหนังทั้งเรื่องได้โดยตลอด ไม่มีหลุดเฉไฉ ฉากทุกฉาก มุขทุกมุข อยู่ในที่ๆ ควรจะอยู่ ในปริมาณที่พอเหมาะพอสม ไม่มีขาดไม่มีเกินเลยแม้แต่น้อย Yu Ji-Tae นักแสดงรูปร่างสูงใหญ่รูปไม่หล่อแต่มักเล่นหนังได้ถึงอารมณ์ กับบท Jee In ที่เขาทำได้ดีเกินคาด Kim Ha-Neul ในบท Soeuni แสดงเป็นธรรมชาติอย่างน่าชื่นชมเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เปิ่นๆ ช่วงต้นเรื่องหรืออารมณ์หนักๆ ตลอดช่วงท้ายเรื่อง เธอยังคงเกาะอยู่กับตัวละครตัวนี้ได้ตลอด เธอทำให้เรา "เชื่อ" ว่าเธอเป็นคน "อ่อนโลก" ขนาดนั้นจริงๆ ไม่ได้ดัดจริตในช่วงต้นเรื่องและผู้ชมแทบจะมองเห็นเศษหัวใจที่แตกสลายได้เลยกับการแสดงที่ทรงพลังของเธอในช่วงครึ่งหลัง หนังได้ดนตรีประกอบที่ประพันธ์โดย Lee Uk-hyun ไพเราะมาก ทั้งธีมที่เป็นเสียงเปียโน และธีมที่เป็นไวโอลิน ที่ให้อารมณ์ทั้งสุข เศร้า รวมถึงเพลงประกอบที่ฟังแล้วเศร้าๆ แต่ไพเราะมากๆ

หากจะเปรียบความรักเป็นเหมือนฝัน คงเป็นเรื่องปกติของทุกๆ ความฝันที่จะมีวันตื่น มีวันที่จะต้องฝืนใจลืมตาขึ้นมาสู่โลกแห่งความจริง ไม่มีใครวิ่งหนีความจริงได้ตลอดไป สักวันหนึ่ง คุณจะต้องออกมาดูโลกภายนอกจนได้ แต่อย่างน้อยๆ เรายังเลือกที่จะเก็บความรู้สึกดีๆ ไว้กับเราได้ตลอดไป เหมือนกับ Soeuni ที่เธอเลือกทางที่เธอคิดว่าดีที่สุดแล้วสำหรับคนที่เธอรัก สำหรับตัวเธอเองนั้น การยอมรับในความเป็นจริงที่เลวร้าย มีความสุขมากกว่าการหลอกตัวเองมากมายนัก

 
---------------------------------
ร่วมแสดงความคิดเห็นกับคุณ นีอุง
  neunth@yahoo.com
นีอุง นีอุง 29/10/2545
 
:: HiLight
 
File size: 67 Mb
อยู่ใน Bonus Material ของชุด DivX เท่านั้น
 
:: Ditto-OST
** server down
Ditto_track01
Ditto_track02
Ditto_track03
Ditto_track04
Ditto_track05
Ditto_track06
Ditto_track07
Ditto_track08
Ditto_track09
Ditto_track10
Ditto_track11
Ditto_track12
Ditto_track13
Ditto_track14
 
 
 
 
contact webmaster
 
popcornfor2@hotmail.com
..............:::: Home | Movies | What's News | Flash | Download | Stars | Webboard