Home >Movies > The Mission
 
 
Quick menu ::>>
--------------------------
ร่วมแสดงความคิดเห็น   
:: Player
Mr.Lung
Frank
Curtis
Roy
Mike
James
Shin
 
 
 
 
 

สองสามปีที่ผ่านมา มีหนังฮ่องกงเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ผมเฝ้ารอดูมาตลอด หลังจากที่อ่านคำวิจารณ์ตามเว็บที่ส่วนใหญ่ออกมาดีมาก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครซื้อมาลงโรงซะที (เหตุเพราะหนังฮ่องกงในบ้านเราได้ "หมดลม" ไปแล้วอย่างเป็นทางการ) หรือแม้แต่ตามงานเทศกาลหนังก็ไม่เห็นว่าจะมีงานไหนสนใจเอามาฉายเลย ทั้งๆ ที่ตัวหนังได้รางวี่รางวัลมาเยอะพอตัวอยู่ สุดท้าย ผมเลยต้อง อัตตาหิ ลงทุนสั่งซื้อมันเลย หมดเรื่องกันไป ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ไม่ธรรมดาและผิดปกติวิสัยของผมที่จะดิ้นรนหาหนังมาดูอะไรขนาดนี้ แต่พอได้ดูจบแล้ว ความรู้สึกเสียดายก็บังเกิด ไม่ใช่เพราะหนังไม่ดี แต่เสียดายที่ผมน่าจะสั่งมาดูตั้งนานแล้ว ถ้ารู้ว่ามันจะดีได้ขนาดนี้

The Mission เป็นหนังฮ่องกงที่กำกับโดย ตู้ฉีฟง (อีกแล้ว) คงไม่ต้องบอกว่าผมชื่นชอบและชื่นชม ผกก. คนนี้มากเพียงไร ในนาทีนี้ เป็นเรื่องยากเต็มทีที่จะหาคนที่ทำหนังพาณิชย์-ศิลป์ ได้ลงตัวและดูสนุกได้เท่าเขาอีก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมทึ่งในตัวเขาคือ เขาเป็นคนที่ทำหนังได้ทุกแนว (และส่วนใหญ่จะดีทั้งหมด) ไม่ว่าจะเป็น Needing You (สาวเอ๋อ) Love on a Diet (ตุ้ยนุ้ย) All About Ah Long, Full Time Killer หรือ Running Out of Time เป็นต้น

ความที่ The Mission เป็นหนัง action เล็กๆ ด้วยเงินทุนไม่มากนักกับความอลังการของรุ่นโปรดักชั่นที่ลดทอนลงตามปริมาณเงินทุน แต่ด้วยการที่หนังใช้สมองในการทำมากกว่าใช้เงิน ผลที่ได้ออกมาจึงน่าพอใจเอามากๆ และสำหรับคอหนังบู๊ใช้กึ๋นแล้ว The Mission น่าจะเป็นหนังบู๊ที่ดีที่สุดของฮ่องกงในปี 1999 อย่างไม่ต้องสงสัย

หนังเปิดเรื่องอย่างรวดเร็ว เข้าประเด็นทันทีตั้งแต่ฉากแรกที่ Mr.Lung เจ้าพ่อรุ่นอาวุโสถูกดักยิงโดยนักฆ่ามืออาชีพ ทำให้องค์รักษ์ทั้งกลุ่มถูกสังหารหมด เดือนร้อนไปถึง Frank (เยิ่นต๊ะหัว) ผู้เป็นน้องชายต้องหา "ผู้คุ้มกัน" ชุดใหม่ ซึ่งได้มือฉมังมา 5 คนด้วยกัน Curtis (หวงซิวเซิน) หัวหน้าทีม Roy (อู๋เจิ้นอวี้) มีอาวุโสและฝีมือพอๆ กับ Curtis แต่ติดที่เขามัก "ใจอ่อน" และใช้อารมณ์มากเกินไป Mike มือแม่นปืนรุ่นกลางฝีมือเชี่ยว James ช่างแต่งปืนมือหนี่ง Shin ผู้เป็นรุ่นน้องของ Roy และเป็นเด็กที่สุดในกลุ่ม โดยแต่ละคนมาจากต่างถิ่นต่างที่ เป็นธรรมดาที่ในการทำงานครั้งแรกจะมีการ "เข้าใจผิด" "ไม่เข้าขา" และ "เกลียดขี้หน้า" กัน

งานของคนทั้ง 5 เป็นงานที่ไม่มีเวลาแน่นอน ไม่มีวันหยุด ไม่มีการเตือนล่วงหน้า พวกเขาอาจถูกมือยมทูตผลักเข้าไปอยู่กลางดงกระสุนเมื่อไหร่ก็ได้ และฉากซุ่มยิงริมถนนในช่วงต้นเรื่องนั้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพของผู้คุ้มกันทั้ง 5 ได้อย่างดี ตัวหนังบอกลักษณะนิสัย วิธีการทำงานที่ต่างกันของแต่ละคนผ่านการยิ่งถล่มกันได้อย่างชาญฉลาด เรียกว่าฉากนี้ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง คือทั้งช่วยเพิ่มความลึกให้ตัวละครแต่ละตัวในขณะที่ขาลุยก็สะใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

ถึงจะปะหน้าว่าเป็นหนังบู๊ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว หนังกลับเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของมือปืนทั้ง 5 คน โดยมี Curtis เป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่คอยดูแลน้องๆ ทั้งในเรื่องงานและปัญหาส่วนตัว ซึ่งเหมือนเป็นการพาผู้ชมให้เข้าไปรู้จักกับชีวิตของคนทั้ง 5 ในด้านอื่นๆ ด้วย ยังผลให้อารมณ์ร่วม และระดับความ "ห่วงใย" ในตัวละครเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในฉากที่ทั้ง 5 มายืนสูบบุหรี่คุยกันข้างสระน้ำ มีการแกล้งกัน เย้ากันตามประสานักเลง หรือฉาก "เตะบอลกระดาษ" ระหว่างรอเจ้านายของทั้ง 5 เสือ เป็นภาพที่ดูแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ อีกทั้งการเตะลูกบอลกระดาษส่งให้กันไปมาแสดงถึงการยอมรับในกันและกันของคนทั้ง 5 ที่พร้อมที่จะร่วมเป็นร่วมตายกันเป็นทีมเหมือนกับการเล่นฟุตบอล นับเป็นอุบายที่เฉียบมากๆ ของผกก.ที่ทำให้ผู้ชมหลงรักและผูกพันกับตัวละครโดยไม่รู้ตัว

แม้ว่าหนังทั้งเรื่องจะมีฉากยิงกันไม่กี่ฉาก (ซึ่งแต่ละฉากล้วนแต่อัดแน่นไปด้วย ความเท่ และสะอารมณ์อย่างถึงกึ๋น) ฉากที่โชว์สไตล์กันแบบสุดขั้วจนอดจะพูดถึงไม่ได้คือฉากที่ทั้ง Mr.Lung และบอดี้การ์ดชุดใหม่ทั้ง 5 ถูกซุ่มยิง (อีกครั้ง) ในช่วงก่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะปิด ในฉากนี้ หนังแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่เข้าขากันของทั้ง 5 ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในช่วงต้นเรื่องอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ใช่เรื่องประหลาดเพราะหนังมีฉากที่ปูถึงความสัมพันธ์ที่งอกเงยหลายๆ ฉาก ก่อนหน้านี้มาแล้ว และจากการที่ทั้ง 5 ทำงานร่วมกันได้เป็นทีมที่แท้จริง ส่งผลให้ฉากบู๊ฉากนี้ "เหนือชั้น" และ "มีชั้นเชิง" อย่างสนุกสนาน ความโดดเด่นในฉากนี้คือการให้นักแสดงมี "การเคลื่อนไหว" ที่น้อยที่สุด (แต่ส่งผลทางอารมณ์มาก) สิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวในฉากนี้คือการเคลื่อนกล้องบนรางดอลลี่ (การปฏิเสธที่จะใช้กล้อง handheld ในการสร้างความรู้สึกร่วมยิ่งทำให้ฉากนี้มี "ความนิ่ง" มากขึ้น) กระสุนที่ยิงออกไปก็แทบจะนับจำนวนได้ รวมเข้ากับตัวร้ายที่ "ดูมีอะไร" ยิ่งทำให้การขับเคี่ยวในฉากนี้มันส์มหามันส์

นอกจากมือปืนทั้ง 5 จะเข้าขากันได้ดีแล้ว ต่างก็รู้ถึงฝีมือและศักยภาพของแต่ละคนอีกด้วย และพวกเขา "ให้เกียรติ" กันด้วยการไม่จัดการ "เป้าหมายที่คู่ควรแก่ฝีมือ" แทนเพื่อน ในช่วงที่มีการยิงดวลกันระหว่างคนทั้ง 5 ที่ปักหลักอยู่กลางทุ่งกับมือปืนฝ่ายตรงข้ามทั้งหลายที่รอยิงอยู่บนตึกด้วยปืนไรเฟิล มือปืนฝ่ายตรงข้ามรายอื่นถูก 2 ใน 5 สิงห์ยิงทิ้งไปแล้ว แต่ทั้ง 2 สิงห์กลับละตัวเอ้ที่กำลังยิงดวลกับหนึ่งในเพื่อนของเขาอย่างยอดฝีมือต่อยอดฝีมือไว้จนการดวลจบสิ้นลง นับเป็นการเสนอมุมมองของนักเลงที่แปลกออกไปและ "เท่" มากๆ

ในตอนจบ หนังเล่าเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ถึงงานของทั้ง 5 จะจบลง แต่มิตรภาพที่เกิดขึ้นมานั้นจะยังคงสานต่อตลอดไป แม้ว่าพวกเขาจะต้องเสี่ยงท้าทายต่ออำนาจที่เหนือกว่าขนาดไหนก็ตาม เพราะมิตรภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันโดยมีค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน ย่อมไม่มีค่าเทียบเท่ามิตรภาพที่เติบโตขึ้นมาจากการร่วมเป็นร่วมตายอย่างลูกผู้ชายไปได้

ความที่หนังวางอยู่บนทุนระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ จึงไม่มีดาราระดับแม่เหล็กเข้ามาร่วมในงานนี้ด้วยเลย แต่ใช่ว่านักแสดงในเรื่องจะเป็นพวกหน้าใหม่ไร้เครดิต ทุกๆ ตัวแสดงเด่นๆ เป็นประเภท ตัวประกอบมืออาชีพ พระรองตลอดกาล หรือไม่ก็ตัวร้ายชั่วนิรันดร์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันแทบทุกคน (และหลายต่อหลายคนที่ผมคุ้นหน้า แต่ไม่คุ้นชื่อ) หากคุณเป็นแฟนประจำของหนังฮ่องกงละก็ คุณๆ ได้ร้องอ๋อกันตลอดเรื่องแน่ๆ

ดาราที่พอจะมี (หรือเคยมี) ชื่อเสียงโด่งดังอยู่บ้างคงจะเป็น เยิ่นต๊ะหัว ที่พักหลังๆ เขามักจะรับเล่นหนังเกรดรองๆ ประเภทกระสุนเปลือยๆ ทั้งหลายแหล่ แต่มีบางครั้งที่เขารับเล่นหนังประเภท "ทุนไม่ถึง แต่ใช้กึ๋นระดับมหา'ลัย" อยู่บ้าง อย่างเช่น Full Time Killer หรือ Expect the unexpected (ซึ่งล้วนแต่อยู่ภายใต้การดูแลของ ตู้ฉีฟง ทั้งสิ้น) จนมาถึงเรื่องนี้ เขาแสดงได้อย่างน่าจดจำ กับบท Frank น้องชายเจ้าพ่อที่มีบุคลิกหลุกหลิก พูดมาก ชอบพล่ามในเรื่องไร้สาระก่อนที่จะตรงเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการในประโยคสุดท้ายประโยคเดียวAnthony Wong หรือ หวงซิวเซิน จาก ซาลาเปาสับสยอง ให้การแสดงที่นิ่งและดูขลังมากๆ เรียกว่า เพียงฉากแรกที่เปิดตัวออกมา เราจะรู้ได้ทันทีว่าคนนี้แหละจะต้องเป็นหัวหน้าทีม

และด้วยที่เป็นงานประเภท "ขอเจียดเงินมาทำอะไรตามใจฉันหน่อย" งานด้านภาพและเสียงจึงไม่หวือหวาอะไรนัก หนังใช้การเคลื่อนกล้องตามรางดอลลี่แบบธรรมดาๆ ซูมอิน ซูมเอ้าท์ ตามสมควร ไม่มีอะไรดีเด่น แต่ก็รองรับเนื้อเรื่องได้ดี ในขณะที่ดนตรีประกอบ แม้จะเป็นการเอาโน๊ตไม่กี่ตัวมาเล่นเป็นเมโลดี้วนไปวนมา แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ ทำนองของดนตรีจะฟังได้เข้าหู และที่สำคัญคือเข้ากับตัวหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ

The Mission เป็นตัวอย่างของหนังที่ผู้กำกับรวมไปถึงทีมงานที่เกี่ยวข้องรู้ดีว่ามีกำลังทำแค่ไหน และจะเสนอองค์ประกอบที่ดีที่สุดออกมาเท่าที่ปัจจัยด้านต่างๆ จะอำนวยให้ได้ ในเมื่อทุนอันน้อยนิดไม่พอที่จะขายฉากใหญ่ๆ ดาราดังๆ ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้คือการ "ขายสไตล์" ซึ่งทำให้ The Mission ไม่ได้ห่างไกลจากคำว่า "หนังดี" เลยแม้แต่น้อย อันที่จริง ผมอยากจะใช้คำว่า "หนังเจ๋ง" เรียกแทนด้วยซ้ำ เพราะตัวหนังมีแต่ฉากเจ๋งๆ ที่คิดก่อนถ่าย และใช้สมองกลั่นกรองออกมาให้ดูดีมีราคาเกินค่าเงินทุน หนังดีไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะครับ

 
---------------------------------
ร่วมแสดงความคิดเห็นกับคุณ นีอุง
  neunth@yahoo.com
นีอุง นีอุง 21/10/2545
 
:: Film Director(s):
Johnnie To Kei-Fung
 
:: Released:
1999 [Hong Kong]
 
GENRE
Action
 
:: CAST

Francis Ng

Anthony Wong

Simon Yam

 
:: Plot
A failed assassination attempt on Lung brings five killers of diverse background to seek out the enemy : Roy, Shin, Curtis, Mic and James. As Lung's bodyguard, the tension and danger bring the men close to each other. Though the mission is completed, their friendship it put to another test : the mob boss ordered Curtis to kill Shin as he has an affair with the boss wife. Every one reacts to the order differently : Curtis wants to complete the mission. Roy wants to protect Shin. Mic wants to betray his friendship with Shin for personal gain, James wishes the conflict ca be resolved with on one hurt ?

 
 
 
 
contact webmaster
 
popcornfor2@hotmail.com
..............:::: Home | Movies | What's News | Flash | Download | Stars | Webboard