|
แม้ว่าหนังทั้งเรื่องจะมีฉากยิงกันไม่กี่ฉาก
(ซึ่งแต่ละฉากล้วนแต่อัดแน่นไปด้วย ความเท่ และสะอารมณ์อย่างถึงกึ๋น)
ฉากที่โชว์สไตล์กันแบบสุดขั้วจนอดจะพูดถึงไม่ได้คือฉากที่ทั้ง
Mr.Lung และบอดี้การ์ดชุดใหม่ทั้ง 5 ถูกซุ่มยิง
(อีกครั้ง) ในช่วงก่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะปิด ในฉากนี้
หนังแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่เข้าขากันของทั้ง 5 ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในช่วงต้นเรื่องอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งไม่ใช่เรื่องประหลาดเพราะหนังมีฉากที่ปูถึงความสัมพันธ์ที่งอกเงยหลายๆ
ฉาก ก่อนหน้านี้มาแล้ว และจากการที่ทั้ง 5 ทำงานร่วมกันได้เป็นทีมที่แท้จริง
ส่งผลให้ฉากบู๊ฉากนี้ "เหนือชั้น" และ "มีชั้นเชิง"
อย่างสนุกสนาน ความโดดเด่นในฉากนี้คือการให้นักแสดงมี
"การเคลื่อนไหว" ที่น้อยที่สุด (แต่ส่งผลทางอารมณ์มาก)
สิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวในฉากนี้คือการเคลื่อนกล้องบนรางดอลลี่
(การปฏิเสธที่จะใช้กล้อง handheld ในการสร้างความรู้สึกร่วมยิ่งทำให้ฉากนี้มี
"ความนิ่ง" มากขึ้น) กระสุนที่ยิงออกไปก็แทบจะนับจำนวนได้
รวมเข้ากับตัวร้ายที่ "ดูมีอะไร" ยิ่งทำให้การขับเคี่ยวในฉากนี้มันส์มหามันส์
นอกจากมือปืนทั้ง
5 จะเข้าขากันได้ดีแล้ว ต่างก็รู้ถึงฝีมือและศักยภาพของแต่ละคนอีกด้วย
และพวกเขา "ให้เกียรติ" กันด้วยการไม่จัดการ
"เป้าหมายที่คู่ควรแก่ฝีมือ" แทนเพื่อน ในช่วงที่มีการยิงดวลกันระหว่างคนทั้ง
5 ที่ปักหลักอยู่กลางทุ่งกับมือปืนฝ่ายตรงข้ามทั้งหลายที่รอยิงอยู่บนตึกด้วยปืนไรเฟิล
มือปืนฝ่ายตรงข้ามรายอื่นถูก 2 ใน 5 สิงห์ยิงทิ้งไปแล้ว
แต่ทั้ง 2 สิงห์กลับละตัวเอ้ที่กำลังยิงดวลกับหนึ่งในเพื่อนของเขาอย่างยอดฝีมือต่อยอดฝีมือไว้จนการดวลจบสิ้นลง
นับเป็นการเสนอมุมมองของนักเลงที่แปลกออกไปและ "เท่"
มากๆ
ในตอนจบ หนังเล่าเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า
ถึงงานของทั้ง 5 จะจบลง แต่มิตรภาพที่เกิดขึ้นมานั้นจะยังคงสานต่อตลอดไป
แม้ว่าพวกเขาจะต้องเสี่ยงท้าทายต่ออำนาจที่เหนือกว่าขนาดไหนก็ตาม
เพราะมิตรภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันโดยมีค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน
ย่อมไม่มีค่าเทียบเท่ามิตรภาพที่เติบโตขึ้นมาจากการร่วมเป็นร่วมตายอย่างลูกผู้ชายไปได้
ความที่หนังวางอยู่บนทุนระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ
จึงไม่มีดาราระดับแม่เหล็กเข้ามาร่วมในงานนี้ด้วยเลย แต่ใช่ว่านักแสดงในเรื่องจะเป็นพวกหน้าใหม่ไร้เครดิต
ทุกๆ ตัวแสดงเด่นๆ เป็นประเภท ตัวประกอบมืออาชีพ พระรองตลอดกาล
หรือไม่ก็ตัวร้ายชั่วนิรันดร์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันแทบทุกคน
(และหลายต่อหลายคนที่ผมคุ้นหน้า แต่ไม่คุ้นชื่อ) หากคุณเป็นแฟนประจำของหนังฮ่องกงละก็
คุณๆ ได้ร้องอ๋อกันตลอดเรื่องแน่ๆ
ดาราที่พอจะมี
(หรือเคยมี) ชื่อเสียงโด่งดังอยู่บ้างคงจะเป็น เยิ่นต๊ะหัว
ที่พักหลังๆ เขามักจะรับเล่นหนังเกรดรองๆ ประเภทกระสุนเปลือยๆ
ทั้งหลายแหล่ แต่มีบางครั้งที่เขารับเล่นหนังประเภท "ทุนไม่ถึง
แต่ใช้กึ๋นระดับมหา'ลัย" อยู่บ้าง อย่างเช่น Full
Time Killer หรือ Expect the unexpected (ซึ่งล้วนแต่อยู่ภายใต้การดูแลของ
ตู้ฉีฟง ทั้งสิ้น) จนมาถึงเรื่องนี้ เขาแสดงได้อย่างน่าจดจำ
กับบท Frank น้องชายเจ้าพ่อที่มีบุคลิกหลุกหลิก
พูดมาก ชอบพล่ามในเรื่องไร้สาระก่อนที่จะตรงเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการในประโยคสุดท้ายประโยคเดียวAnthony
Wong หรือ หวงซิวเซิน จาก ซาลาเปาสับสยอง ให้การแสดงที่นิ่งและดูขลังมากๆ
เรียกว่า เพียงฉากแรกที่เปิดตัวออกมา เราจะรู้ได้ทันทีว่าคนนี้แหละจะต้องเป็นหัวหน้าทีม
และด้วยที่เป็นงานประเภท "ขอเจียดเงินมาทำอะไรตามใจฉันหน่อย"
งานด้านภาพและเสียงจึงไม่หวือหวาอะไรนัก หนังใช้การเคลื่อนกล้องตามรางดอลลี่แบบธรรมดาๆ
ซูมอิน ซูมเอ้าท์ ตามสมควร ไม่มีอะไรดีเด่น แต่ก็รองรับเนื้อเรื่องได้ดี
ในขณะที่ดนตรีประกอบ แม้จะเป็นการเอาโน๊ตไม่กี่ตัวมาเล่นเป็นเมโลดี้วนไปวนมา
แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ ทำนองของดนตรีจะฟังได้เข้าหู และที่สำคัญคือเข้ากับตัวหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ
The Mission เป็นตัวอย่างของหนังที่ผู้กำกับรวมไปถึงทีมงานที่เกี่ยวข้องรู้ดีว่ามีกำลังทำแค่ไหน
และจะเสนอองค์ประกอบที่ดีที่สุดออกมาเท่าที่ปัจจัยด้านต่างๆ
จะอำนวยให้ได้ ในเมื่อทุนอันน้อยนิดไม่พอที่จะขายฉากใหญ่ๆ
ดาราดังๆ ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้คือการ "ขายสไตล์"
ซึ่งทำให้ The Mission ไม่ได้ห่างไกลจากคำว่า "หนังดี"
เลยแม้แต่น้อย อันที่จริง ผมอยากจะใช้คำว่า "หนังเจ๋ง"
เรียกแทนด้วยซ้ำ เพราะตัวหนังมีแต่ฉากเจ๋งๆ ที่คิดก่อนถ่าย
และใช้สมองกลั่นกรองออกมาให้ดูดีมีราคาเกินค่าเงินทุน
หนังดีไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะครับ
|