ตอนท้ายเรื่องที่โฮเมอร์กลับมายังหมู่บ้านพร้อมเหรียญทองอันดับหนึ่งของรางวัลงานวันวิทยาศาสตร์
เมื่อเขาเดินเข้ามาหาพ่อผู้ไม่เคยแยแสในกิจกรรมปล่อยลูกไฟไร้สาระของลูกชายคนนี้เลย
เมื่อ จอห์น พูดแซวลูกชายตนเองถึงเรื่องที่ได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ประจำใจของลูกชาย
โฮเมอร์จึงยืนยันกับพ่อว่า นักวิทยาศาสตร์คนเก่งที่เขาเฝ้าชื่นชมนักหนา
แท้จริงแล้วหาใช่ฮีโร่ที่แท้จริงในชีวิตของเขาไม่ เขาเป็นเพียงแค่คนที่น่าชื่นชมคนหนึ่งเท่านั้น
หากแต่เป็นพ่อต่างหากที่เค้าอยากดำเนินรอยตามตลอดชีวิตที่ผ่านมา
แม้ว่าความฝันของทั้งคู่จะต่างกันก็ตาม ในฉากนี้ คริส คูเปอร์
แสดงอารมณ์ ความรู้สึกออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ แววตาที่เขาสื่อออกมานั้นดูจริงใจและน่าเชื่อถืออย่างที่ดารารุ่นเก่า
(และฝีมือเก๋าขึ้นหิ้ง) แบบเค้าเท่านั้นที่จะนำเสนอระดับการแสดงที่เหนือชั้นในระดับนี้ได้
และตรงนี้เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าผกก. จอห์นสตัน เริ่มรู้จักว่าอะไรควรจะบีบ
และอะไรควรจะปล่อยให้มันเป็นไป หากเป็นหนังฮอลิวู๊ดที่ตั้งใจจะมาบีบเค้นน้ำตากันแล้ว
ฉากนี้จะเป็นฉาก "ของตาย" ที่จะทำให้ผู้ชมเสียน้ำตาได้ง่ายๆ
เพียงแค่จอห์นสตันจะให้พ่อดึงลูกชายมากอด หรือบอกว่ารักลูกมากแค่ไหน
แต่เขาเลือกทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับหนังและไม่ยอมทำลายคุณค่าของหนังแบบนั้น
เขาปล่อยให้ฉากนี้ทิ้งอารมณ์นิ่งๆ ไว้แบบนั้น (แต่ก็ใช่ว่าคุณจะรอดจากอาการน้ำหูน้ำตาไหลไปได้ง่ายๆ
นัก) เพื่อผล "ทวีคูณ" ทางอารมณ์ในฉากปิดเรื่องที่เขาจะเสนอต่อมา
October Sky เป็นหนังที่ดูสนุกในแบบหนังฮอลิวู๊ดพึงจะเป็น
แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างออกมาจากความเป็นหนังฮอลิวู๊ดทั่วๆ
ไปคือ มันเป็นหนังที่เมื่อชมแล้วจะให้ความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูก
มันจะทำให้คุณถามตัวเองว่า เมื่อมาถึงจุดที่คุณอยู่ในขณะนี้นั้น
มีความฝันกี่อย่างแล้วที่คุณสานมันได้ และมีอีกกี่อย่างที่คุณได้ทิ้งมันไประหว่างทางเพราะอุปสรรคที่รุมเร้า
คุณอาจจะนึกเสียดายในความฝันเหล่านั้นที่ถูกทิ้งไป หรือความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงได้อีกแล้วในตอนนี้
แต่หนังเรื่องนี้จะบอกกับคุณว่า บางทีความฝันที่คุณคิดว่าคุณได้สูญเสียมันไปแล้ว
อาจเพียงแค่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบใดซอกหลืบหนึ่งในหัวใจของคุณก็เป็นได้
เพื่อรอให้คุณพร้อมอีกครั้งกับกำลังใจเต็มเปี่ยมพอที่จะดึงมันออกมาและสานต่อไปให้ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาในสักวัน
|