| ช่วง
2-3 ปีที่ผ่านมา วงการหนังเอเชียในบ้านเรากระเตื้องขึ้นอีกครั้ง
มีภาพยนตร์จากเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามาฉายทางโรงใหญ่หลายเรื่องด้วยกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องยกประโยชน์ให้กับกระแสอันรุนแรงและเชี่ยวกราก
(ซึ่งผมหมายความไปในทางที่ดี) ของหนังจากประเทศเกาหลี และกระแสธารอันเชี่ยวกรากนั้น
เป็นกระแสแห่งความรักโรแมมติกเสียเป็นส่วนใหญ่ และ Il Mare
คือภาพยนตร์ที่เป็นตัวนำกระแสนั้น
เมื่อราวกลางปีที่แล้ว
มีภาพยนตร์เกาหลีเข้ามาลงโรงในบ้านเราเรื่องหนึ่งโดยค่ายนนทนันท์
คือเรื่อง Shiri ซึ่งเป็นหนังบู๊ในแบบของฮอลลีวู๊ดที่ทำเงินถล่มทลายในเกาหลี
แต่กลับมาแผ่ว(อย่างน่าใจหาย) ในบ้านเรา หนึ่งในสาเหตุอาจเป็นเพราะผู้ชมส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า
Shiri เป็นเพียงหนังบู๊ฮ่องกงธรรมดาๆ อีกเรื่องหนึ่งเท่านั้น
จนมาปลายปี 44 ความพยายามอีกครั้งในการนำภาพยนตร์เกาหลีขึ้นจอใหญ่
ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แล ะเป็นที่กล่าวขวัญอย่างถ้วนหน้าทั้งในหมู่ของคอหนังเองและขาจรทั่วๆ
ไป เรื่องนั้นคือ Il Mare แม้จะมีเสียงแว่วมาว่าตัวหนังเกือบจะไม่ได้เข้าฉายด้วยความเข็ดขยาดจาก
Shiri แต่ด้วยคงทนกระแสความอยากดูของคอหนังไม่ไหว จึงได้ฉายจนได้
Il Mare เปิดตัวด้วยจำนวนโรงที่ไม่น้อยไม่มาก
และจะได้ฉายใน "โรงเล็ก" ของในเครือทุกเครือเสมอ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ Il Mare อยู่ยืนโรง(เล็ก)ได้นานมากกว่าหนังฮอลลิวู๊ดอีกหลายๆ
เรื่องที่เข้าฉายพร้อมกัน ด้วยคำวิจารณ์แบบปากต่อปาก ซึ่งเป็นไปในทางดีถึงดีมากเป็นส่วนใหญ่
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยจะพิสมัยกับหนังโรแมนติก ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวพันกับการข้ามเวลาซักเท่าไหร่
ไม่เคยชอบหนังแนวนี้ถึงขนาดเข้ามาเป็นหนังในดวงใจซักเรื่องไม่ว่าจะเป็น
Somewhere in Time หรือหนังไทยอย่าง ทวิภพ แต่ Il Mare
มีบางอย่างแปลกออกไปซึ่งความแปลกนี้ทำให้ผมหันมาสนใจหนังเรื่องนี้อย่างจริงจังได้
(แม้มันจะไม่ได้กลายมาเป็นหนังที่ผมชอบมากก็เถอะ) สิ่งที่แตกต่างออกไปใน
Il Mare คือ "ความแตกต่างของเวลา" นั่นเอง หนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ
มักจะมีความห่างของเวลาระหว่าง 2 ยุคค่อนข้างมาก เป็น50-100
ปีขึ้นไป ในขณะที่ Il Mare มีความห่างของเวลาเพียงแค่
2 ปีเท่านั้น ด้วยจุดนี้ทำให้เนื้อหาของ Il mare กลายเป็นหนังรักที่
"ร่วมสมัย" ไปในทันที ตอบสนองคอหนังสไตล์ Post
Modern เช่นผมได้เป็นอย่างดี และด้วยความต่างของเวลาที่ไม่มากเช่นนี้
ทำให้หนังมีเรื่องหรือมุขให้เล่นเพิ่มได้อีกมากทีเดียว
ซึ่งนั่นอาจหมายถึงความโรแมนติกที่ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงได้ง่ายขึ้นด้วย
จุดอ่อนและจุดแข็งของ Il Mare มาจากปัจจัยเดียวกัน นั่นคืองานด้านภาพที่ถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม
จนบางทีตัวภาพมาขโมยอารมณ์ที่ฉากนั้นๆ ต้องการ เช่นฉากตอนพระเอกทำกับข้าวที่บ้านนั้น
ภาพสวยจนเหมือนหนังโฆษณา มันสวยจนรับไม่ได้ว่าฉากนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้
จะเรียกว่าสวยจนโดดก็ย่อมได้
แต่ด้วยเพลงประกอบอันไพเราะงดงาม ดนตรีประกอบที่เด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
(โดยเฉพาะคอเพลงแจ๊สอาจเกิดอาการลงไปดิ้นได้ด้วยความเพราะและความ
"โดน" ของท่วงทำนองอันแสนจะถูกใจ) การตัดต่อ
การถ่ายภาพที่ค่อนข้างลงตัวทำให้ภาพโดยรวมของหนังเรื่องนี้
ยังคงทำให้เป็นหนังที่น่าพอใจมากเรื่องหนึ่ง
ขณะที่เขียนนี้
ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Battle Royal ได้ลงโรงในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยท่ามกลางเสียงวิพากษ์ที่ต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ทั้งนั้นประเด็นหลักในที่นี่คือคอหนังบ้านเรามีทางเลือกมากขึ้น
มีผู้ที่กล้าที่จะนำหนังที่หลากหลายเข้ามาฉายมากขึ้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากอิทธิพลและกระแสตอบรับจาก
Il Mare นั่นเอง....
|