‘ฟลายอิ้ง คัลเลอร์’ ไม่มีเด็กโง่ ในสายตาครู
2016-02-17 17:55:15
Advertisement

‘ฟลายอิ้ง  คัลเลอร์’ (Flying Colors) หนังญี่ปุ่นซึ่งลงโรงแต่กลางปีที่แล้ว และทำเงินได้สูงเป็นอันดับ 8 ของหนังทำเงินทั้งปีคือ  2.84 พันล้านเยน หรือ  23.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  ลองใช้เงินบาทช่วงที่อยู่นิ่งๆไม่ขึ้นไม่ลงคูณดู

เป็นหนังที่ไม่ว่าใครได้ดูแล้วต้องบอกต่อด้วยความประทับใจ ประสบความสำเร็จมาจากทุกเทศกาลหนัง

เรื่องของเด็กนักเรียนหญิงมัธยมที่ไม่มีเพื่อนแต่เด็ก จนได้กลุ่มเด็กเที่ยวมาสนิท ชีวิตจึงมีเพียงเตร็ดเตร่สนุกสนานนอกห้องเรียน ในห้องเรียนก็ไม่รู้ทั้งเรื่องในตำราและความรู้รอบตัว

เรื่องของครูกวดวิชาที่สามารถกล่อมเกลาเด็กซึ่งพ่อแม่พามาฝากด้วยความหวัง ให้มองหาเป้าหมายในชีวิต ด้วยความจริงใจโดยทุ่มเทอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

เรื่องของพ่อที่ไม่สนใจลูกสาวสองคน เคี่ยวเข็ญลูกชายคนกลางตั้งแต่เด็กจนโต ให้เป็นนักเบสบอลอาชีพให้ได้

และเรื่องของแม่ซึ่งยืนหยัดข้างลูกสาวอย่างไม่ย่อท้อ เปลี่ยนโรงเรียนแล้วเปลี่ยนอีก ให้กำลังใจลูกอย่างไม่สิ้นหวังกระทั่งพบโรงเรียนกวดวิชาที่ส่งผลอันคาดไม่ถึง

วันแรกที่ครูกวดวิชาพบนักเรียนหญิงมัธยม เธอย้อมผมสีทอง สวมเสื้อเปิดสะดือ นุ่งกระโปรงสั้น เป็นกาหรุหรือเด็กสาวเปิ๊ดสะก๊าดเต็มที่ หลังเธอบอกว่าจ้องมากไปแล้วนะ เขาบอกว่าเธอแต่งตัวเท่ชะมัด สอนครูแต่งแบบนี้บ้างได้ไหม    และหลังจากเธอตอบข้อทดสอบระดับความรู้ เขาชมเธอว่าน่าทึ่งมากเพราะไม่เคยเห็นใครได้ศูนย์เต็มๆอย่างนี้

เธอว่าน่าทึ่งตรงไหน อย่างนี้ก็จบแล้ว เขาบอกว่านี่คือการเริ่มต้นต่างหาก จะได้เห็นว่าไม่รู้อะไรตรงไหนแล้วก็เติมเข้าไป

flying colors

คะสึมิ อะริมุระ ในวัยต้น 20  เล่นหนังชุดมาแล้ว 25 เรื่องโดยเฉพาะ ‘อามะจัง’  (เอ็นเอชเค 2555)  กับหนังใหญ่ 16  เรื่อง เป็นเด็กสาวอ่อนโยนที่ขาดความเชื่อมั่น คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถอะไรจริงๆ จนพบครูที่ชมเธอในแง่มุมต่างๆ ทำให้พยายามกลับมาทุ่มเทเพื่อค่อยๆเห็นว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง กลายเป็นกำลังใจผู้อื่นในท้ายที่สุด

อัตสึชิ  อิโตะ ครูแว่นผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กที่มาพึ่งพิง เขาอ้อนวอนเพื่อนครูว่า  “ขอเถอะครับ อย่าเรียกเด็กว่าขยะ หนักเข้าเขาจะเชื่อว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่มีเด็กไม่เอาไหนไร้ความสามารถหรอกครับ มีแต่ผู้สอนที่ไร้ความสามารถเท่านั้น “

หนังอบอุ่น  เปี่ยมล้นด้วยความรัก และขำขันเป็นช่วงๆเรื่องนี้ ดูจบแล้วอาจเห็นว่าเป็นหนังดีเรื่องหนึ่งซึ่งอยากให้ใครๆได้ดู แต่หากรู้ว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ความรู้สึกอาจเปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าที่เห็นในหนังนั้น อุปสรรคเหล่านั้น  ความมานะพยายามเหล่านั้น ความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ที่เกิดขึ้นนั้น และการทุ่มเทให้แก่กันและกันของตัวละครเหล่านั้น ไม่ใช่หนังแต่มีตัวตนจริงๆ

ความรู้สึกแค่ว่าดูหนังดีเรื่องหนึ่งอาจทำให้กลับไปใคร่ครวญถึงตัวละครขึ้นมาจริงๆได้  ว่าพวกเขาต่างผ่านอะไรมามากมาย  แต่ทำได้อย่างที่มุ่งหวัง 

หรือต่อให้ทำอย่างที่มุ่งหวังไม่ได้ก็ตาม ก็ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่

เห็นหนังอย่างนี้ เห็นตัวละครอย่างนี้ แล้วต้องยืนยันกับตัวเองอีกหนว่า นี่แหละญี่ปุ่น สังคมญี่ปุ่น คนญี่ปุ่น.

 

ที่มา  มติชนออนไลน์

 

 



Latest

Facebook Conversations


อีเมล์   รหัสผ่าน  

สามารถตอบแสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น คลิกเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิกได้ที่นี่


แสดงความคิดเห็น