ข้อมูลภาพยนตร์ A Star is Born - อะ สตาร์ อีส บอร์น
2018-10-02 17:31:47
Advertisement
ซับไทย ”Produce X 101” มาไวที่สุด ต้อง Viu เท่านั้น!!คลิก!!!

 

ในภาพยนตร์เรื่อง “A Star Is Born” แบรดลีย์ คูเปอร์และเลดี้ กาก้าได้ช่วยกันผนึกความสามารถอันโดดเด่นของพวกเขา ถ่ายทอดเรื่องราวความหลงใหลระหว่างแจ็คและแอลลี่ สองหัวใจที่รักในศิลปะบนเวทีและชีวิตจริง เส้นทางที่มีความซับซ้อนของพวกเขาต้องผ่านทั้งความสวยงาม และความเศร้าในเรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องฝ่าฟันร่วมกันไป

ในเรื่องราวความรักรูปแบบใหม่ครั้งนี้ นักแสดงผู้เข้าชิงรางวัล Oscar ถึง 4 ครั้งอย่างคูเปอร์ (“American Sniper,” “American Hustle,” “Silver Linings Playbook”) ได้มากำกับฯ เป็นครั้งแรก ร่วมด้วยซูเปอร์สตาร์เจ้าของรางวัลมากมาย และเคยเข้าชิงรางวัล Oscar มาแล้วอย่างกาก้ามารับบทแสดงนำในภาพยนตร์เป็นครั้งแรก คูเปอร์รับบท แจ็คสัน เมน นักดนตรีผู้มีความสดใสที่ได้เดินทางไปพบและตกหลุมรักกับ แอลลี่ ศิลปินที่ต้องผ่านการต่อสู้ดิ้นรน เธอเคยทิ้งความันเรื่องการเป็นนักร้องดาวรุ่ง จนกระทั่งได้พบกับแจ็คที่เห็นพรสวรรค์ในตัวเธอ

ภาพยนตร์นำแสดงโดย แอนดรูว์ ไดซ์ เคลย์ (“Blue Jasmine”) ร่วมด้วยเดฟ แชพเพล (“Chi-Raq”) และแซม เอลเลียตที่อยู่ในวงการมานานเกือบ 50 ปีและมีผลงานที่โดดเด่นมากมาย เช่น “Mask,” “Tombstone” และล่าสุดอย่าง “The Hero”

นอกจากการรับบทเป็นแอลลี่แล้ว กาก้ายังไดรับรางวัล Oscar จากเพลง “Til It Happens to You” ในภาพยนตร์เรื่อง “The Hunting Ground” ที่เธอร้องเพลงนี้ในเรื่องร่วมกับคูเปอร์ ซึ่งพวกเขาเขียนเพลงร่วมกับศิลปินอีกมากมาย เช่น ลูคัส เนลสัน, เจสัน อิสเบล และ มาร์ค รอนสัน ทั้งดนตรีและคำร้องในภาพยนตร์ล้วนบันทึกเสียงในระหว่างที่มีการถ่ายทำทั้งหมด

ภาพยนตร์เรื่อง “A Star Is Born” อำนวยการสร้างฯ โดย บิล เกอร์เบอร์, จอน ปีเตอร์ส, แบรดลีย์ คูเปอร์, ทอดด์ ฟิลลิปส์ และ ไลเน็ตต์ โฮเวล อำนวยการสร้างบริหารฯ โดย ราวี เมห์ต้า, บาซิล อีวานิค, นิลจา คิวเคนดัล, ซู โครว์, ไมเคิล ราพิโน่ และ ฮีเธอร์ แพร์รี่ บทภาพยนตร์โดย อีริค รอธ เจ้าของรางวัล Oscar (“Forrest Gump”) และแบรดลีย์ คูเปอร์ แอนด์ วิล เฟ็ตเตอร์ส

ทีมงานเบื้องหลังของคูเปอร์ ได้แก่ ผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัล Oscar แมทธิว ไลบาทีก (“Black Swan”) ผู้ออกแบบฉาก คาเร็น เมอร์ฟี่ (“The Light Between Oceans”) ผู้ลำดับภาพที่เข้าชิงรางวัล Oscar มาแล้วถึง 3 ครั้ง เจย์ แคสสิดี้  (“American Hustle,” “Silver Linings Playbook,” “Into the Wild”) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย อีริน บีแนช (“Loving”)

วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส นำเสนอภาพยนตร์ร่วมกับ Live Nation Productions พร้อมด้วย Metro Goldwyn Mayer Pictures, a Jon Peters/Bill Gerber/Joint Effort Production เรื่อง “A Star Is Born” ภาพยนตร์จัดจำหน่ายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส   

www.astarisbornmovie.net

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม  https://www.facebook.com/StarIsBornMovieThailand/

 

รายละเอียดการถ่ายทำ



 

แอลลี่

พวกเขาชอบการร้องของฉัน…

แต่พวกเขาไม่ชอบสิ่งที่ฉันเป็นสักเท่าไหร่

แจ็ค

ผมคิดว่าคุณสวยจัง



 

สำหรับการสร้างเอกลักษณ์ไว้ในเรื่องราวที่ผสมความทันสมัยในเรื่อง “A Star Is Born” ผู้กำกับฯ / ผู้เขียนบทฯ แบรดลีย์ คูเปอร์ เลือกที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของมนุษย์และความผิดหวังที่พบได้ทั่วไป ผสมกับโลกของเสียงดนตรีที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องจะมีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ตอกย้ำทุกความรู้สึก และมีการถ่ายทอดภาพทุกช่วงเวลาและทุกความประทับใจออกมาให้ได้เห็น  

“ผมไม่เคยคิดเลยว่า ‘จะทำให้มันมีความแปลกใหม่ยังไง?’ ผมรู้แค่ว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวที่อยากเล่าออกมาอย่างสมจริง” คูเปอร์กล่าว นอกจากเขากำกับฯ และร่วมเขียนบทฯ แล้ว เขายังรับบทแจ็คสัน เมนและเป็นผู้อำนวยการสร้างฯ ด้วย เขายังร่วมแต่งเพลงบางส่วนที่เขาร้องร่วมกับเลดี้ กาก้า ซึ่งเธอเองก็มาร่วมแต่งเพลงด้วยเช่นกัน   

แม้ว่าเธอจะรักเรื่องราวของเขา แต่กาก้าที่มีประสบการณ์ด้านการแสดงมาแล้วก็รู้สึกกังวลกับการรับบทแอลลี่ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกในการแสดงภาพยนตร์ของเธอ แต่เธอรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับคูเปอร์ที่มากำกับฯ และร่วมแสดงข้างเธอ “ฉันรู้สึกเครียดสุดขีดเลยค่ะแต่ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก” เธอกล่าว “เพราะในความคิดของฉัน เวลาที่ใครมีความสามารถอยู่ในตัว ฝึกฝนฝีมือมานานแรมปีจนพร้อมที่จะก้าวสู่สื่ออีกรูปแบบหนึ่งจนเป็นรูปร่างขึ้นมา มันจะเหมือนการระเบิดครั้งใหญ่ของผลงานเลยค่ะ มันถึงเวลาที่เขาต้องมากำกับฯ แล้ว และฉันโชคดีมากที่ได้มาอยู่ในหนังเรื่องแรกของเขา”

คูเปอร์เล่าว่า “เธอทำหน้าที่นักแสดงได้อย่างน่าทึ่ง แต่สำหรับการพลิกโฉมครั้งใหญ่นี้ มันต้องรู้สึกต่างฝ่ายต่างทำงานในจุดเดียวกัน เราต่างก็ต้องการสิ่งเดียวกัน เพื่อก้าวกระโดดไปสู่อีกจุดหนึ่ง”

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ว่าต่างฝ่ายต่างประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ในฐานะของนักร้อง/นักแต่งเพลงที่มีประสบการณ์ แจ็คบอกแอลลี่ตอนพบกันครั้งแรกว่า “พรสวรรค์มาจากทุกหนทุกแห่ง แต่ต้องมีวิธีการถ่ายทอดผู้คนถึงจะรับฟัง ซึ่งมันคือคนละอารมณ์กันเลย เราต้องออกไปลองทำไม่งั้นก็ไม่มีทางรู้ ซึ่งนั่นคือเรื่องจริง”

ในเรื่องเมนจะมีแนวคิดที่พยายามผลักดันคนดื้อรั้นให้ออกไปเผชิญผู้คน ซึ่งนั่นอาจเป็นการเผยความนัยผ่านตัวละครของคูเปอร์ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสร้างแรงบันดาลใจให้เขา จนในที่สุดได้ทดสอบความแข็งแกร่งของเขาด้วยการทำงานเบื้องหลัง  

“ผมรู้ตัวเองมาตลอดว่าอยากกำกับหนัง แต่ก็รู้อีกด้วยว่าผมต้องมีจุดยืน ต้องรู้เหตุผลในการทำ ไม่งั้นมันจะกลายเป็นดูไร้เหตุผล” เขากล่าว “และผมก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวความรักมาตลอด เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจได้ ความรัก ความสูญเสีย มันคือที่สุดของความรู้สึกแล้ว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกถึงการมีชีวิตมากที่สุด

“ทั้งคุ่ถูกเชื่อมกันด้วยเสียงงดนตรี ไม่ใช่แค่เสียงดนตรีสิ แต่รวมถึงการร้องเพลงด้วย” เขาเล่าต่อ อันที่จริงคูเปอร์และกาก้าตกลงกันแต่แรกว่าจะบันทึกการแสดงสดของพวกเขาในหนังเอาไว้ จะไม่มีการลิปซิงค์ในเพลงเกิดขึ้น “การร้องเพลงมันมีอะไรบางอย่าง นั่นคือความจริงใจ... เราปิดบังไม่ได้เลย ผมคิดว่าสองสิ่งนั้นเมื่อมารวมตัวกัน อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผมค้นพบจุดยืนก็ได้”

ผู้อำนวยการสร้างฯ บิล เกอร์เบอร์ เล่าว่า “แบรดลีย์ไม่ได้ตัดสินใจจากสิ่งที่เขาเจอมา แต่ตัดสินใจจากจินตนาการในหนังที่ดูเหมาะสม สิ่งที่สะท้อนถึงตัวผมและเขาได้เสมอไม่ใช่แค่เรื่องราวที่หยอกล้อกันทั่วไป หรือเรื่องราวสอนใจเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดขึ้นจากการมีชื่อเสียง แต่เป็นเรื่องราวความรัก และนี่เป็นจินตนาการของแบรดลีย์ที่เกิดขึ้นจากการคุยกันระหว่างเขากับสเตฟานี่” เขากล่าว ซึ่งชื่อนั้นหมายถึงชื่อจริงของกาก้า “เกี่ยวกับตัวตนของพวกเขาในฐานะของศิลปิน คือไม่มีการพูดถึงเรื่องประวัติชีวิตเลย แต่นั่นคือวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวในแบบที่เราอยากเล่า”

ทุกคนต้องเคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความซับซ้อน ต้องเผชิญทั้งความกลัว ความสุข ความสงสัย ความโกรธ ความหวัง วิล เฟ็ตเตอร์สร่วมงานกับคูเปอร์ด้านบทฯ เขาเล่าว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่ “การทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ภายใต้เปลือกของตัวละครเหล่านี้ แรงผลักดันของพวกเขาคืออะไร สิ่งที่พวกเขาทำมันทำให้ผมเข้าใจได้ แล้วผมรู้สึกอะไรบ้าง เพราะอะไร? นี่เป็นเรื่องราวความรักระหว่างคนสองคนที่มีเส้นทางชีวิตต่างกัน พวกเขาได้มาพบกันเหมือนได้ค้นพบตัวเอง และพวกเขาอยากสัมผัสความรู้สึกแบบมนุษย์ทั่วไปที่อยู่นอกเหนือเรื่องความดึงดูดใจและชื่อเสียง ทำไมเราถึงหลงใหลในชื่อเสียง พวกเขารู้สึกอย่างไรกับความหลงใหลและมันส่งผลยังไงต่อพวกเขาบ้าง?”

“หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่อยู่หลังม่าน การที่ทั้งคู่เป็นดาวเด่นและอยู่ในวงการเหมือนทุกวันนี้จะเป็นยังไง ซึ่งแบรดลีย์ไม่ใช่ผู้กำกับฯ มือใหม่อย่างที่เราคิดไว้เลย” ผู้อำนวยการสร้างฯ ไลเน็ตต์ โฮเวล เทย์เลอร์ ที่เคยร่วมงานกับคูเปอร์มาก่อนได้เล่าว่า “เรากำลังพูดถึงนักแสดงที่อยู่ในวงการภาพยนตร์มานานหลายปี เป็นคนที่มีชื่อเสียงมาก ระหว่างนั้นก็ดูดความรู้จากเดวิด โอ. รัสเซล, คลินท์ อีสต์วูด, ทอดด์ ฟิลลิปส์ และ เดเรค เซียนฟรานซ์ และมีการฝึกฝนฝีมือด้วยการเป็นผู้อำนวยการสร้างฯ ด้วย เขาเป็นผู้ร่วมงานที่มีความมุ่งมั่น เขาเรียนรู้ เขามีความใส่ใจฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่เขาก้าวสู่บทบาทนี้ แสดงว่าเขายิ่งกว่าพร้อมซะอีก และผมไม่แปลกใจเลยที่เขาจะโดดเข้าหาสิ่งที่ท้าทายและผลักดันเขา และนั่นเหมือนเป็นความยิ่งใหญ่แความตื่นเต้นเหมือนกับกระแสน้ำเลยล่ะ”

สำหรับการถ่ายทอดบรรยากาศของการเป็นศิลปินที่โด่งดังระดับโลก ต้องมีการแสดงในงานต่างๆ ทั่วโลกต่อหน้าแฟนๆ นับหมื่นคน ผู้สร้างภาพยนตร์เลือกที่จะใช้สถานที่ถ่ายทำที่มีความโดดเด่นอย่าง Greek Theater ในลอสแองเจลิส  The Forum และ The Shrine Auditorium รวมถึงเวทีในงานเทศกาลดนตรี Coachella and Stagecoach และ “Saturday Night Live” ด้วย คูเปอร์ขอความช่วยเหลือจากตากล้องชื่อดัง แมทธิว ไลบาทีก เพื่อถ่ายทอดความสนิทและความตื่นเต้นในโลกของแจ็คและแอลลี่ รวมถึงผู้ออกแบบฉากฯ คาเร็น เมอร์ฟี่ และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย อีริน บีแนช ที่มาช่วยสร้างความสมจริงขึ้นมา   

คูเปอร์อยู่ท่ามกลางทีมนักแสดงที่สร้างความประทับใจให้เขา นอกจากกาก้าแล้ว เขายังมีแซม เอลเลียต, เดฟ แชพเพล และ แอนดรูว์ ไดซ์ เคลย์มาช่วยถ่ายทอดเรื่องราวในการตีความว่าแจ็คและแอลลี่เป็นคนแบบไหน พวกเขามาจากที่ไหน พร้อมด้วยแอนโธนี่ รามอส เพื่อนที่ช่วยดึงแอลลี่กลับมา และราไฟ แกฟรอน ผู้จัดการที่ช่วยผลักดันเธอไปสู่เส้นทางในอนาคต

“เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกัน เรามีทั้งทีมนักแสดง ดนตรี บทภาพยนตร์ที่ลงตัว ทุกคนทุ่มเทกันจนรู้สึกเหมือนมันเป็นมากกว่างาน”คูเปอร์กล่าว “พวกเขาไว้ใจผม ซึ่งทำให้เป็นประสบการ์ในการกำกับฯ ที่วิเศษมาก ทำให้ภาพยนตร์ที่เราสร้างขึ้นมาเกิดขึ้นจริงได้”

 

ช่วยบอกหน่อยสิสาวน้อย / คุณมีความสุขกับโลกที่ดูสดใสใบนี้มั้ย /

หรือต้องการมากกว่านั้น / ยังตามหาอะไรอื่นอีกหรือเปล่า

 

เมื่อเปิดตัวภาพยนตร์เราจะเห็นแจ็คสัน เมนกำลังจะขึ้นเวที แต่ต้องกินยาบางอย่างเข้าไปก่อน เขาพยายามกลืนลงไปพร้อมกับแอลกอฮอล์อึกใหญ่ เหมือนเป็นพฤติกรรมที่ทำมานานสำหรับเขา แต่การสื่อสารกับผู้คนและการแสดงของเขาช่างไร้ที่ติจริงๆ เพราะเขาคือดารา

ครั้งแรกที่แจ็คเห็นแอลลี่คือตอนที่เธอกำลังเล่นเพลง “La Vie En Rose” ในบาร์แห่งหนึ่งที่เขาเดินเข้าไปหาเหล้ากิน ซึ่งนักร้องคนอื่นๆ กลับดูน่าเบื่อ แม้ว่าแอลลี่จะพยายามเปลี่ยนลุคให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่น้ำเสียงของเธอกลับสร้างความโดดเด่นออกมา เธอร้องเพลงออกมาได้เพราะโดยไม่อาศัยการลิปซิงค์ แจ็คชวนเธอมาดื่มเหล้าด้วย เขารู้สึกหลงใหลในพลังและน้ำเสียงของเธอที่มีความใส

“ตอนที่แจ็คมาหลังเวทีหลังจากเห็นแอลลี่ร้องเพลง เธอรู้สึกสับสนนิดหน่อย เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือทำไมนักดนตรีชื่อดังคนนี้ถึงอยากดื่มเหล้ากับเธอ” กาก้ากล่าว “เธอรู้สึกอึ้งมากค่ะ”

ด้วยบรรยากาศในคืนนั้นทำให้พวกเขาได้ทำความรู้สึกกันในมุมหนึ่งของบาร์และที่ลานจอดรถของซูเปอร์มาร์เก็ต บรรยากาศรอบตัวไม่ใช่สถานที่โรแมนติก แอลลี่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เข้าใจผู้ชายที่อยู่ข้างเธอ  

“เธอเริ่มเปิดใจให้กับเขา เขาบอกเธอว่าเธอสวยแค่ไหน เธอเองก็ยังไม่เชื่อเขาสักเท่าไหร่.. แต่ก็พยายาม” กาก้ากล่าว

แอลลี่ไม่ใช่คนเดียวที่เปิดใจ คูเปอร์กล่าวเสริมว่า “นั่นคือสิ่งที่ผมรักในคืนแรกระหว่างพวกเขา เขาเล่าเรื่องที่ผมคิดว่าเขาไม่เคยบอกใครมาก่อน เขาไม่ใช่คนที่ชอบเล่าเรื่องแบบนั้น และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มเล่าถึงเรื่องเธอ พวกเขาเพิ่งพบกันแต่เกิดเคมีบางอย่างขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขาพยายามลดกำแพงของตัวเองลง แต่พอเวลาผ่านไปพวกเขาก็สร้างกำแพงขึ้นมาอีกและก็ลดลงใหม่ จากนั้นก็ก่อกำแพงขึ้นอีกครั้ง มันเหมือนคลื่นสึนามิลูกใหญ่ที่พวกเขาข้ามผ่านไปไม่ได้ นั่นคือบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาตลอดทั้งเรื่อง”  

กาก้าให้ความเห็นว่า “เธอหลงรักเขาค่ะ เริ่มมีความรู้สึกของมนุษย์ทั่วไปเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเรื่องความเป็นดาราก็เริ่มเลือนลางไป เธอกล้าจับใบหน้าของเขาด้วยซ้ำ”

สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแจ็คกับแอลลี่ คูเปอร์เลือกให้มีช่วงเวลาที่พวกเขาได้นั่งสบายๆ เขาอธิบายว่า “มีพลังบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงแรก ตอนที่เธอหันมาหาเขาที่บาร์และจ้องเขาเป็นครั้งแรก เราถ่ายทำฉากนั้น 48 เฟรม ส่วนใหญ่เธอจะจ้องเขามากกว่าที่เขาจ้องเธอ แจ็คแทบไม่พูดอะไรด้วยซ้ำ อีกหย่างหนึ่งคือเรามีการถ่ายโคลสอัพในช่วงแรกที่เริ่มความสัมพันธ์เพื่อให้สัมผัสความรู้สึกนั้นได้ เวลาที่ขัมผัสจมูกของเธอ เวลากุมมือเธอ เวลาที่เธอจับหูของเขา เราจำสัมผัสแรกที่แตะใครสัสกคนได้เสมอ เพราะมันทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายหรือไม่ก็แข็งทื่อไปเลย แต่สำหรับพวกเขามันเป็นความผ่อนคลาย ถือเป็นเรื่องที่ดี” เขาหัวเราะ

 

บอกหน่อยสิพ่อหนุ่ม / ไม่เหนื่อยหรือที่ต้องพยายามเติมเต็มความว่างเปล่า /

ต้องการอะไรอีก / แบกรับไว้ขนาดนั้นไม่หนักบ้างหรือ

 

“นั่นผมหรือเปล่า?” แจ็คถาม หลังจากที่แอลลี่ร้องเพลงท่อนบนให้เขาฟัง

“คุณนั่นแหละ” แอลลี่ตอบ แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งพบกัน เธอก็เริ่มเห็นตัวตนของเขาได้อย่างชัดเจนแล้ว  

“ตอนที่พวกเขานั่งอยู่ที่ลานจอดรถด้วยกัน เธอร้องเพลงให้เขาฟัง...” กาก้าจำได้ “สำหรับฉันนั่นคือช่วงที่เธอตกหลุมรักเขาครั้งแรก เพราะเขาเป็นคนน่ารักและเขาก็อ่อนโยนต่อเธอมาก”

คูเปอร์เล่าถึงตัวเขาและกาก้าว่า เหมือนตัวละครที่พวกเขาแสดง “โต้ตอบกันในทุกท่วงทำนอง ทุกครั้งที่เราทำการลำดับเพลง ผมต้านทานพลังที่มีในตัวเธอไม่อยู่เลย ผมรู้ว่ามีใครเล่นบทนี้ได้อีกแล้ว พรสวรรค์และหลักการทำงานของเธอได้มาจากการสะสมประสบการณ์ด้านการแสดงมาหาลยปี ในฐานะของผู้ถ่ายทอดเรื่องราว เราต้องขอบคุณที่คัดเลือกนักแสดงได้ถูกคนจริงๆ เราทำงานในเรื่องนี้ร่วมกัน เราต้องถ่ายทำทุกฉากและทุกเพลงร่วมกันแบบเพื่อนร่วมงาน”

กาก้าเล่าว่า “สิ่งแรกที่เราคุยกันคือ ‘โอเค ตอนนี้คุณเป็นนักดนตรี ส่วนฉันเป็นนักแดสง เราจะมาสลับบทบาทกัน แค่ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ดูเหมือนคนขาดประสบการณ์ที่จะทำให้ฉันถ่ายทอดตัวละครแบบที่คุณต้องการได้ ซึ่งเขาก็ทำให้ฉันได้นะคะ เราช่วยกันแต่งเพลง ฉันมองเขาแล้วเหมือนเขาเป็นนักดนตรีจริงๆ เลย”

หนึ่งในเพลงโปรดของแจ็คจะมีท่อนคอรัสร้องว่า “ต้องแลกหลายสิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงคนๆ หนึ่ง และต้องพยายามมากมาย บางทีอาจถึงเวลาลืมเรื่องในอดีต” สำหรับผู้ชายที่ชอบกำหนดทุกอย่างไว้และไม่ฟังใครแล้ว ดูเหมือนแอลลี่คือสิ่งที่คุ้มค่าต่อความพยายาม  

“แอลลี่เองก็เหมือนจะเข้าใจชีวิตของแจ็คที่ดูวุ่นวายสับสน และเธอก็เองก็อยากดูแลเขาเช่นกัน” กาก้ากล่าว  

เรื่องราวชวนสังเกตว่าบางครั้งอาจมีบางเรื่องเกิดกับชีวิตของผู้ที่อยู่หลังเวทีหรืออยู่หน้าเชือกกำมะหยี่ก็ได้ อย่างที่เห็นจากชีวิตของแจ็ค เขาอยู่ตรงนั้นมาเป็นเวลานานและถูกมันทำร้าย ในช่วงแรกเขามีอาการเกิดเสียงอื้อในหู เป็นภาวะความเจ็บปวดที่แย่ลงเรื่อยๆ เพราะต้องอยู่กับเสียงแอมป์ดังสั่นบนเวทีจากการทัวร์รอบโลก ขณะที่ความนิยมของเขาไม่ลดน้อยลง ความสามารถด้านดนตรีของเขาก็โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ เพียงไม่นานเขาพบว่าเส้นทางอาชีพของเขาอาจดิ่งลงเหวพังยับอย่างไม่มีใครช่วยเหลือได้

แม้ว่าแอลลี่และแจ็คจะแชร์ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่มีฉากสำคัญฉากหนึ่งของตัวละครคูเปอร์ กาก้าต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อให้กำลังใจเพื่อนร่วมแสดงของเธอ “ฉันรู้ว่ามันเป็นฉากที่ยาก ฉันมีดอกกุหลาบให้แบรดลีย์ ฉันเลยรอจังหวะแล้วก็ทิ้งดอกไม้ไว้ในที่ๆ เขาจะหามันเจอ” เธอกล่าว

“ให้ตายเถอะ มันวิเศษสุดๆ เลย” คูเปอร์ยอมรับ “ผมรู้สึกเหมือนเธอจากไปแล้วจริงๆ จนคิดว่า  ‘ว้าว เราอยู่ที่นี่คนเดียวแล้ว’ พอผมเดินขึ้นมาที่รถเพราะแจ็คเดินเข้ารถของเขาไปแล้ว พอผมเปิดประตูก็เห็นดอกกุหลาบ เธอวางทิ้งไว้บนที่นั่งผู้โดยสาร”

 

ฉันกำลังตกหลุม / อยู่ในห้วงเวลาที่แสนดี รอวันที่จะเปลี่ยนแปลงมาแสนนาน /

และในช่วงที่เลวร้าย ฉันหวั่นใจกับตัวเอง

 

ในหนังจะมี บ็อบบี้ พี่ชายของแจ็คที่คอยมองดูเขาผ่านช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาบ็อบบี้ไม่ได้เป็นแค่พี่ชายของแจ็ค แต่ยังเป็นทั้งตัวแทนของพ่อ ผู้จัดการ ผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนกินเหล้า ซึ่งเป็นพรสวรรค์ที่ลงตัวมาก เขาพิสูจน์ให้เห็นว่ายอมทิ้งความใฝ่ฝันของตัวเอง เพื่อพยุงน้องชายที่ดูจะมีพรสวรรค์มากกว่าเขา ทั้งในช่วงเวลาที่อยู่จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของการเป็นร็อคสตาร์ แต่ความเสียสละนั้นได้สร้างความขมขื่นเอาไว้ในแบบที่ความรักของพี่น้องไม่สามารถเอาชนะไปได้ซะทุกอย่าง

แซม เอลเลียต นักแสดงคนหนึ่งในวงการที่ได้รับการนับถือมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมารับบทบ็อบบี้ คูเปอร์เล่าว่า “ผมเขียนบททั้งหมดขึ้นเพื่อแซม ซึ่งถ้าเขาไม่รับเล่นบทนี้ ผมคงตกที่นั่งลำบากแน่ เพราะผมอยากให้เขามารับบทที่ทั้งความไม่พอใจและความฉลาดอยู่ในตัวอย่างดูขัดแย้งกัน เขาสามารถเล่นบทนั้นได้อย่างแนบเนียน ถ่ายทอดทั้งความรักและความไม่พอใจให้เห็นในหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง”

แม้ว่าจะมีบทที่เขียนขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ แต่เอลเลียตไม่เคยเจอตัวจริงของคูเปอร์ก่อนที่จะมาคุยกันเรื่องหนังเลย “แบรดลีย์เป็นคนนิสัยดีคนนึงในวงการ ผมคิดแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งช่วงที่เราพบกันครั้งแรก ผมก็รู้ว่าตัวเองคิดถูก เขามีเสน่ห์ มีมารยาท และเป็นคนตรงไปตรงมา เขาทำให้ผมรู้สึกดีตั้งแต่แรกเลย” เอลเลียตจำได้ “เราคุยกันเรื่องงาน คุยกันเรื่องแม่ของเรา และคุยกันเรื่องมุมมองของเขาต่อเรื่อง ‘A Star is Born’ และมีความเหมาะสมกับเรื่องยังไง”

ในช่วงนั้นคูเปอร์เริ่มมีการร่วมงานกับโค้ชด้านภาษาท้องถิ่น ทิม โมนิช เพื่อพัฒนาเรื่องน้ำเสียงของแจ็คที่ต่ำกว่าเสียงของเขา และเห็นได้ชัดในการแสดงของเอลเลียต “จากการที่ได้พบกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายคน มีอย่างหนึ่งที่ผมรู้ทันทีคือพวกเขาเดินเข้ามาในห้องพร้อมพลังที่อยู่ในตัวอย่างเต็มที่” คูเปอร์กล่าว “ผู้ชมจะสัมผัสถึงการแสดงของเขาในช่วงที่แจ็คสัน เมนเดินเข้ามาในหนังได้ มีเรื่องหนึ่งคือผมต้องลดเสียงพูดของผมลงมาหน่อย ผมเคยร่วมงานกับทิมในเรื่อง ‘American Sniper’ เขาน่าทึ่งมากครับ เราใช้เวลาหลายเดือนกับเรื่องเสียงของแจ็ค และผมคิดว่าตัวเองลดระดับโทนเสียงลงมาได้แล้ว แต่มันก็สนุกดี เพราะช่วงที่เราหาน้ำเสียงเจอ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวละครก็ดูจะไหลลื่นตาม”

เห็นได้ชัดว่าคูเปอร์ทำผลงานได้ดีจากช่วงที่เขาพบกับเอลเลียตครั้งแรก “เขาเล่นเสียงที่อัดไว้ตอนเขาอ่านบทและคุยกับโค้ชฝึกเรื่องน้ำเสียง ผมฟังแล้วรู้สึกแปลกใจมากว่าทำไมเสียงของเขาเหมือนผมขนาดนั้น” เอลเลียตกล่าว คูเปอร์ยังแชร์ฟุตเทจบางส่วนที่เขาร่วมงานกับกาก้าด้วย “เขาเอาคลิปในโทรศัพท์ระหว่างเขากับสเตฟานี่ร้องเพลงกันตอนที่เธอเล่นเปียโนให้ดู ผมรู้สึกแปลกใจมากอีกครั้งที่มันเพราะมาก

“มันเป็นเรื่องการร่วมงานกับแบรดลีย์ล้วนๆ เลย” เอลเลียตเล่าต่อว่า “ให้พูดตามความจริงแบบตรงไปตรงมา เขาเหมือนเพื่อนคู่คิด เป็นคนใจกว้าง เราวางใจเขาได้เลย เราจะรู้สึกอยากวางใจเขา เพราะเขาเป็นคนที่นิสัยดีจริงๆ”

นอกจากด้านความคล้ายกันของตัวละครแล้ว เอลเลียตยังแสดงบทบาทอีกด้านของบ็อบบี้ที่สำคัญในชีวิตของแจ็ค ซึ่งนั่นคือการเรียกสติให้เขา ถ้าแจ็คต้องการความจริง เขาแค่มองตาของพี่ชาย ซึ่งการมองไปทางอื่นดูจะง่ายซะกว่า.. สำหรับเขาทั้งคู่เลย “จากนั้นก็มีผู้หญิงคนนี้ เธอโดนใจแจ็คนับตั้งแต่นาทีที่เขาเห็นเธอ ได้ยินเสียงเธอ จนต่อมาก็ตกหลุมรักอย่างสุดหัวใจ ทั้งคู่แต่งเพลงและเข้าใจความหมายในเสียงดนตรีของพวกเขา นั่นเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุด แต่แจ็ครักษามันไว้ไม่ได้เพราะความเลวร้ายในเรื่องเดิมๆ ของเขาเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำร้ายจิตใจทุกคน รวมถึงบ็อบบี้พี่ชายของเขาด้วย”

แม้ว่าความคุ้นเคยกันจะทำให้เกิดการสบประมาทกันระหว่างพี่น้อง แต่บ็อบบี้ไม่ได้ขาดสติขนาดนั้น และสามารถมองเห็นความแตกต่างสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของเขากับโลกของแจ็ค ช่วงเวลาหนึ่งที่เอลเลียตชอบคือช่วงที่บ็อบบี้บอกกับแอลลี่ถึงสิ่งที่แจ็คเคยพูดกับเขาว่า “โดยพื้นฐานของโน้ตดนตรี 12 โน้ตจะมีความต่างในโน้ตตัวแรกกับตัวที่แปด  12 โน้ตกับโน้ตคู่ที่แปดวนซ้ำไปแบบนี้ มันคือเรื่องเดิมที่บอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่ศิลปินทุกคนมอบให้กับโลกได้คือพวกเขามองโน้ตทั้ง 12 นั้นแบบไหน” นั่นคือพรสวรรค์อีกอย่างหนึ่งของแจ็ค ชายผู้มอบสิ่งนั้นให้เธอและทุกคนไปมากมาย ขณะที่ตัวเองก็ต้องต่อสู้กับการดึงตัวเองกลับมาทีละนิด”

โดยเฉพาะช่วงเวลายากลำบากที่แจ็คพบว่าตัวเองเดินทางไปหาเพื่อนเก่าอย่างจอร์จ “นูเดิลส์” สโตน  

ตัวละครสำคัญนี้รับบทโดยเดฟ แชพเพล เขาเล่าว่า “นูเดิลส์เป็นตัวแทนเส้นทางของแจ็คที่ต่างออกไปในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เขาไม่เลือกใช้ชีวิตแบบนั้น มันเป็นเส้นทางชีวิตที่โดยส่วนตัวผมก็ทำแบบนั้น เป็นผู้ชายรักสนุกแล้วเกิดอยากปักหลักมีครอบครัวขึ้นมา นูเดิลส์จึงเลิกใช้ชีวิตสนุกสนานไปเรื่อย”

ในความเป็นจริงนูเดิลส์อาจจะมีวิธีอธิบายทางเลือกของตัวเขาเอง ซึ่งต่างจากที่แอลลี่เสนอให้แจ็ค หลังจากที่แจ็คดึงเขามาที่หน้าสวนเพื่อเล่าเรื่องของแอลลี่ “บางทีเธออาจมีทางของเธอ... เหมือนคุณลอยอยู่กลางทะเลแล้ววันหนึ่งเจอเท่าเรือ คุณพูดว่า ‘จะอยู่ที่นี่อีกสัก 2-3 วัน’ จากนั้น 2-3 วันกลายเป็น 2-3 ปี แล้วคุณก็ลืมไปเลยว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากที่ไหน จนรู้ตัวว่าคุณไม่สนใจอีกแล้วว่าจะไปที่ไหน เพราะคุณชอบที่ตรงนี้”

แชพเพลอยู่ในจุดที่ “เพื่อนที่ดีในชีวิตเราก็เหมือนกับออกซิเจน แล้วสำหรับคนที่มีชื่อเสียงอย่างแจ็คล่ะ? เรื่องชื่อเสียงอาจทำให้รู้สึกอึดอัดใจ แต่เขาก็เสพติดมันไปเลย ฉะนั้นแจ็คต้องผ่านความอึดอัดนี้ไปได้ การกลับไปหาเพื่อนเก่าก็เหมือนการวิ่งหาอากาศ แต่เขาหมดสติก่อนที่จะถึงผิวน้ำเท่านั้นเอง”

น่าแปลกใจที่แชพเพลไม่เคยเห็นเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ของเรื่องราว แต่เขาก็ไม่รู้หรอกว่ามันเคยมีอยู่ “ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่คิดว่าคงมีเรื่องการดูผู้คนตกหลุมรัก และไอเดียของคนที่ไม่เป็นที่รู้จักกลายเป็นคนมีชื่อเสียงได้ด้วยที่ปรึกษาคนนี้ มีเรื่องราวความรักที่คนๆ หนึ่งสอนอีกคนให้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่... ซึ่งมันสื่อออกมาได้อย่างมีพลังมากครับ”

 “ผมเจอเดฟตอนที่แสดงที่ลอนดอนและเขามาดูการแสดง” คูเปอร์เล่าให้ฟังว่า “ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเขามาโดยตลอด เราใช้เวลาคุยกันตลอดทั้งคืน มันมีพลังบางอย่างระหว่างเราที่ผมรัก และผมรู้ว่าจะต้องสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ผมคิดว่า “เขาต้องเล่นเป็นเพื่อนนักดนตรีของแจ็คสันที่สนิทมานาน” ผมดีใจมากที่เขาตอบตกลง และเขาถ่ายทอดออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ ทั้งอารมณ์ขัน ความดราม่า ความรู้สึกที่อยู่ข้างใน นี่เป็นฉากหนึ่งในหนังที่ผมชอบเลย”

“ผมรักบรรยากาศในฉากของแบรดลีย์ มีความผ่อนคลายในฉาก และรอบตัวเขามีแต่คนที่เขาไว้วางใจฝีมือได้” แชพเพิลกล่าว “เขาควบคุมจินตนาการของตัวเองเอาไว้ แต่ไม่กลัวที่จะลองทำบางสิ่ง หรือทำอะไรที่ต่างจากที่เขาวางแผนเอาไว้ถ้าเขาชอบมากกว่าในช่วงเวลานั้น เขาเป็นคนที่มีความเป็นธรรมชาติมากและเป็นนักแสดงคอมเมดี้ด้วย นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมชอบและสัมผัสได้”

แชพเพลพบกับกาก้าครั้งแรกระหว่างการถ่ายทำ “ความสามารถของเธอมีพลังจนอยากมองใกล้ๆ และเธอทำให้ผมติดอยู่กับความคิด จมอยู่กับความรู้สึกนั้นไปเลย” เขากล่าว “และผมคิดว่าเธอมีมิตรภาพที่จริงใจต่อแฟนๆ ของเธอกว่าศฺลปินคนไหนเท่าที่ผมเคยเห็นมา เธอคอยให้การสนับสนุนเด็กเหล่านั้นและพวกเขาก็คอยดูแลเธอ”

แม้จะรู้จักคูเปอร์ช่วงแรกจากผลงานแนวดราม่า แต่ชีวิตที่ผ่านมาของเขารักในคอมเมดี้ โดยเฉพาะการแสดงเดี่ยว นั่นทำให้เขาตามหานักแสดงตลกที่จะมารับบท โลเรนโซ่ พ่อของแอลลี่ และนั่นคือแอนดรูว์ ไดซ์ เคลย์ “ผมจำเทปแสดงคอมเมดี้ของแอนดรูว์ ไดซ์ เคลย์ตอนผมอยู่เกรด 8 ได้ และคอยท่องประโยคพวกนั้น ทำให้เพื่อนๆ รำคาญ” คูเปอร์ยิ้ม “แต่ผมมองว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์มาโดยตลอด ผมดูหนังทุกเรื่องที่เขาเล่น เลยรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับเขา”

ไดซ์เป็นคนหนึ่งที่ใช้เวลาอยู่ทั้งในและนอกสปอตไลท์ เขาเล่าถึงเรื่องราวว่า “ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องราวที่ยิ่งกว่าตรงประเด็นในปัจจุบัน เป็นผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียตอนนี้ ทุกคนอยากเป็นดาวเด่น ทุกคนดูโซเชียลมีเดียทุก 15 นาทีและต่างต้องการอยากเป็นไวรัล นั่นคือประเด็นที่ทุกคนถือโทรศัพท์เอาไว้ ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนในโลกเหมือนกัน

“แต่ชื่อเสียง.. ชื่อเสียงที่แท้จริง... เป็นจุดที่น่าขำ” เขากล่าวต่อว่า “ใครก็ตามที่มีชื่อเสียงขึ้นมาจริงๆ จะเข้าใจดี มันอาจกลายเป็นเรื่องน่ากลัวก็ได้ เราต้องการคนมาล้อมไว้เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เวลาที่ทั้งโลกรู้ว่าเราเป็นใคร”

บทพ่อของแอลลี่สำหรับไดซ์ทำให้เขาต้องเข้าฉากกับกาก้า คูเปอร์ให้พวกเขามาเจอกันครั้งแรกที่สตูดิโอในฮอลลีวูด เริ่มด้วยการคุยกันแบบสบายๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรื่องการเข้าฉาก “จากนั้นเขาก็ให้เราแสดงฉากหนักๆ” ไดซ์กล่าว “ผมต้องทรุดลงไปร้องไห้ ผมเพิ่งรู้จักผู้หญิงคนนี้ครึ่งชั่วโมง ผมประคองเธอไว้และน้ำตาของผมหยดใส่เธอ แต่แบรดลีย์ก็ร้องไห้ไปด้วย เราเป็นพวกอารมณ์อ่อนไหวง่าย”

ในเรื่องโลเรนโซ่เป็นพ่อที่คอยให้การสนับสนุน แต่ขณะเดียวกันก็คอยปกป้องเธอด้วย คอยระวังไม่ให้ลูกสาวตั้งความหวังสูงเกินไป เวลาที่เขาถึงแอลลี่ว่า “มีน้ำเสียงเหมือนมาจากสรวงสวรรค์ แต่รู้อะไรมั้ย? ไม่ได้เกิดขึ้นกับนักร้องเก่งๆ เสมอไปหรอก” เขาเทียบเธอเหมือนเป็นดาวเด่นในยุคของเขา มีน้ำเสียงเหมือนซินาตร้า แต่ไม่ได้มีภาพลักษณ์แบบนั้นที่สวมชุดหนังปลา มีแววตาสีฟ้า เขาพูดตามลมไปเรื่อยอย่างไม่คิดว่าคำพูดนั้นอาจทำร้ายจิตใจ

“ฉันไม่มีวันลืมฉากนั้นได้เลยค่ะ” กาก้ากล่าว “เขาดึงความรู้สึกของฉันช่วงเด็กๆ ตอนที่ไปออดิชั่นกลับมา จริงๆ แล้วฉันอยากเป็นนักแสดงก่อนจะอยากเป็นนักร้องด้วยซ้ำ และไม่มีความใกล้เคียงเลยว่าฉันจะได้รับการติดต่อกลับหรือได้รับบทไหน ในช่วงนั้นฉันคิดว่าคุณมองแอลลี่รู้สึกหมดหวังแล้วในวงการดนตรี เธอขาดความเชื่อมั่นในตัวเธอ เธอไม่คิดด้วยซ้ำว่าตัวเองสวยหรือเสียงดี นั่นคือช่วงที่จะได้เห็นโลเรนโซ่ให้กำลังใจเธอ ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่นั่นไม่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลย แค่เป็นการเตือนว่าเธออยู่ในวัย 30 และเธอทำมันไม่สำเร็จ”

ก่อนเธอได้พบกับแจ็ค คนที่คอยให้กำลังใจแอลลี่คือ เรมอน เพื่อนและผู้ร่วมงานของเธอที่รับบทโดยแอนโธนี่ รามอส “เรมอนเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ของแอลลี่ครับ เป็นเพื่อนที่ทุกคนอยากมีไว้ เขาจะคอยให้กำลังใจอย่างจริงใจ เพราะพวกเขารักคุณมาก ไม่ใช่เพราะต้องการอะไรจากคุณ ไม่ใช่เพราะพวกเขามีอะไรติดค้างอยู่ แต่เป็นเพราะพวกเขาอยากให้คุณชนะ” เขากล่าว

“เรมอนนำแสงสว่างมาสู่แอลลี่และช่วยให้เธอเชื่อมั่นในตัวเอง” กาก้ากล่าว “ทุกครั้งในหนังเวลาที่เธอก้าวออกมาและอยู่ในช่วงเวลานั้น เขาจะคอยให้กำลังใจเธอ และเวลาที่เธอล้มเขาจะคอยพยุงเธอ คอยเตือนว่าเธอเป็นใคร และแอนโธนี่เป็นคนที่ฉลาดมาก ฉันคิดว่าช่วงเวลานั้นเราแสดงกันอยู่ แต่เหมือนเราไม่ได้แสดงอะไรเลย”

ในความเป็นจริงแล้วเรมอนเป็นคนช่วยให้แจ็คได้เจอกับแอลลี่ “เรมอนเห็นแจ็คสัน เมนอยู่ด้านนอกคลับดูน่าเบื่อ เขาเลยลากเข้ามาด้านใน ชวนให้เขามาเห็นโลกที่เขาไม่น่าจะเคยเห็นมาก่อน” รามอสคิดแบบนั้น “เขาเห็นปฏิกิริยาของแจ็คสันที่มีต่อการแสดงของแอลลี่ ซึ่งนั่นทำให้เรมอนรู้สึกพอใจ เพราะเขารู้ว่าแอลลี่มีพรสวรรค์ขนาดไหน เขาเลยพาไปพบกับเธอ และเขาเป็นคนสนับสนุนให้แอลลี่มอบโอกาสให้แจ็คสันด้วย”

และเพื่อเป็นการให้โอกาสให้ตัวเธอเองด้วยเช่นกัน การอยู่ภายใต้การดูแลของแจ็คที่พยายามผลักดันให้เธอแสดงร่วมกับเขาเป็นครั้งแรก เรมอนผลักดันเพื่อนของเขาให้ไปในทางที่ถูกต้องโดยการก้าวขึ้นสู่เวที และด้วยความใส่ใจเป็นพิเศษของผู้จัดการดนตรีที่ผลักดันเธอไปให้ไกลยิ่งขึ้น เมื่อเขาต้องการให้เธอกลายเป็นศิลปินเดี่ยว

ราไฟ แกฟรอนรู้จักคูเปอร์มานานกว่า 15 ปี เขามารับบท เรซ แกฟรอน ผู้ชายที่ดูไม่ต่างจากแจ็คสักเท่าไหร่ เรื่องนามสกุลของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร เพราะนักแสดงชายกระตือรือร้นที่จะให้นามสกุลของเขาปรากฎในหนัง “มีฉากหนึ่งที่แอลลี่อยู่บนเวทีและพูดว่า ‘ฉันอยากขอบคุณผู้จัดการของฉัน เรซ แกฟรอน ค่ะ,” ผมคิดว่าครอบครัวแกฟรอนต้องสนุกถึงขั้นส่งเสียงร้องตะโกนออกมาแน่” เขานึกภาพไว้

จากประสบการณ์ที่ได้รู้มาและแกฟรอนเล่าถึงตัวละครของเขาว่า “เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแจ็ค ทั้งความสำเร็จและเรื่องจุดอ่อนทั้งหมดของเขา เขาเคารพแจ็คในฐานะของนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ แต่เขารู้ว่าแจ็คมีปัญหาเรื่องสิ่งเสพติด และสิ่งเดียวที่เขาสนใจคือมันจะขัดขวางการพัฒนาสู่ความสำเร็จของแอลลี่หรือไม่ เขาเคยเห็นมันมาแล้ว แจ็คตกหลุมรักเธอ แต่เรซรักในพรสวรรค์ของเธอ ความเชื่อมั่นในตัวเธอที่เขามีมันยิ่งใหญ่มาก เขาอยากให้ทั้งโลกได้ยินเสียงเธอ ฉะนั้นเขาต้องมีบางสิ่งมาปกป้องเธอด้วยเช่นกัน”

“เรซคือส่วนหนึ่งของการเดินทางด้านดนตรีของแอลลี่ มีส่วนร่วมในจุดเริ่มต้น การพัฒนาดนตรีของเธอ และภาพลักษณ์ของเธอนอกเหนือจากสิ่งที่แจ็คทำให้เธอ” คูเปอร์เล่าถึงตัวละครที่ดูคล้ายตำรวจร้าย/ตำรวจดี “หลายอย่างที่รไฟแสดงออกมาไม่ได้เตรียมมาก่อน และเขาก็แสดงออกมาได้ดีว่าจะโน้มน้าวศิลปินให้ก้าวสู่โลกใบใหม่ได้อย่างไร”

ต่างจากทุกจินตนาการในเรื่องที่แอลลี่มีทางเลือกในเส้นทางอาชีพของเธออีกแบบหนึ่ง ใช่ว่าแจ็คจะไม่พอใจที่เธอก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา เธอเลือกที่จะมีเส้นทางของตัวเอง เขาคิดว่าถึงเธอจะโด่งดังแต่คงไปได้ไม่ไกล

“เรซอยากให้แอลลี่ลุกออกมาจากหลังเปียโน มาร่วมงานกับคนออกแบบท่าเต้น และเธอก็ทำอย่างที่เขาคิดเอาไว้” กาก้ากล่าว “เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับฉันและอีกหลายคน ฉันมั่นใจค่ะ เนื้อเรื่องสะท้อนความจริงในแบบนั้นมากๆ”

ในภาพยนตร์ยังมีดาวเด่นจากโลกแห่งภาพยนตร์ ละครเวที และดนตรี อาทิเช่น รอน ริฟกิน, เกร็ก กรันเบิร์ก, เอ็ดดี้ กริฟฟิน, ลูอีเนล, ดี.เจ.ชานเจล่า เพียร์ซ, เดเรค เควิน โจนส์, วิลเลียม เบลลี่, มาร์ลอน วิลเลียมส์, แบรนดี้ ชาร์ลี และ แฮลซีย์

ผู้ที่ร่วมแสดงกับแจ็คเป็น “กลุ่มใหญ๋” ในการแสดงที่งาน Grammys ล้วนเป็นนักดนตรีมากประสบการณ์ อาทิเช่น ดอน วาส, วิคเตอร์ อินดริซโซ่, จอร์จ โดริ่ง, ไมเคิล แบร์เดน และ เลนนี่ แคสโทร และผู้ที่รับบทวงดนตรีของแจ็คใจหนังคือลูคัส เนลสัน และ โพรมิส ออฟ เดอะ เรียล

 

ฉันออกมาไกลเกินไป / ดูว่าฉันจะไปได้ไกลแค่ไหน / ฉันจะไม่มีวันหล่นมาสู่พื้น…

 

“สิ่งหนึ่งที่สเตฟานี่แบ่งปันสู่กองถ่ายเรื่องนี้คือโลกของเสียงดนตรี” คูเปอร์กล่าว “เธอจะพูดว่า ‘เราน่าจะร่วมงานกับคนนี้’ และ ‘คนนี้เก่งด้านนี้’ แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผม เธอจัดเตรียมทุกอย่าง จากนั้นผกแค่เดินเข้าไปในห้องนั้นเอง”

“เรามีสตูดิโอสำหรับทำงานและเราก็มีนักแต่งเพลงเก่งๆ ในห้องนั้น” กาก้ากล่าว “และเรามีเพลงสำหรับหนังเรื่องนี้เยอะมาก เรามีการแต่งเพลงกันระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ฉันเริ่มจากแต่งเพลง ‘I Don’t Know What Love Is’ หลังจากที่เราถ่ายฉากที่บาร์ เพราะฉันรู้สึกเต็มไปด้วยความรู้สึกจากการถ่ายทำฉากนั้น ฉันใช้ฉากของแอลลี่ด้วยซ้ำ ฉันถามว่าเก็บสมุดบันทึกไว้ได้มั้ยเพราะฉันเขียนทุกอย่างลงไปในนั้น  จากนั้นลูคัสกับฉันก็แต่งเสร็จ”

ลูคัส เนลสัน ลูกชายของวิลลี่ เนลสัน นักดนตรีแนวคันทรี่แห่งตำนานได้มาร่วมงานกับคูเปอร์และกาก้า ทั้งด้านแต่งเพลงและผลิตเพลงประกอบภาพยนตร์หลายเพลง จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาและเพื่อนร่วมวงจาก Promise of the Real ได้แก่ แอนโธนี่ โลเกอร์โฟ, อัลเบอร์โต บอฟ, โครีย์ แม็คคอร์มิค และ ทาโต้ เมลการ์ จะมาสวมบทวงดนตรีของแจ็คสัน เมนในหนัง

“แบรดลีย์เล่าไอเดียบางฉากที่ต้องมีดนตรีให้เราฟังว่า เขาไม่อยากจะให้ตัวละครหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังมาเกี่ยวข้องในเพลง” เนลสันกล่าว “เขาอยากให้มันฟังสบาย มีเรื่องราวของตัวมันเอง”

ซึ่งนั่นชัดเจนว่าต้องมีการใช้เนื้อเพลงมาเป็นบทสนทนา เหมือนกับเพลงเปล่าทั่วไป “ไม่มีช่วงในของหนังที่ร้องเนื้อเพลงออกมาแล้วจะไม่สอดล้องกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นช่วงนั้นในหนังเลย” คูเปอร์ยืนยัน “สิ่งที่ร้องออกมาจะสะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขากลัวจริงๆ ทั้งความหวัง ความฝันในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในบท แต่นั่นไม่ใช่บทสนทนา”

“สเตฟาน่ากับผมเพิ่งเริ่มแต่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง” เนลสันกล่าว “เธอเป็นนักแต่งเพลงที่น่าทึ่ง เขียนทำนองเพลงได้อย่างดีเยี่ยม และเราเข้าใจกันได้ดีมากในฐานะศิลปิน ความรู้สึกของเราตรงกัน และบางครั้งก็มีถ้อยคำที่โผล่ขึ้นมาในความคิดของเรา ส่วนแบรดลีย์ก็มีความถนัดด้านดนตรีด้วย ฉะนั้นระหว่างเรา 3 คนการสร้างเพลงขึ้นมาสำหรับโปรเจ็กต์นึงเหมือนเป็นการช่วยกันทำงาน”

ในส่วนการทำงานของคูเปอร์คือการพัฒนาสไตล์ดนตรีและเสียงของแจ็คสัน เมน โดยมีเนลสันช่วยให้เขาทำได้อย่างสำเร็จ “เขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ของนีล ยัง เราเลยมิกซ์เสียงของเขาเข้ากับ The Who’s Pete Townshend เพื่อหาเสียงกีตาร์ที่เหมาะกับเขาเป็นพิเศษ” เนลสันกล่าว “เราคิดถึงเวย์ลอน เจนนิ่งส์และเดอะ สโตรคส์ มันเป็นความตั้งใจและที่สำคัญคือให้ตรงตามตัวละครของเขา แบรดลีย์ทุ่มเทอย่างหนักแต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีความเป็นนักดนตรีอยู่ในตัว”

ระหว่างการทำงานมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับกาก้า คือคูเปอร์ไม่เคยรู้สึกว่าเคยมีใครทำให้เขาเป็นนักดนตรีขนาดนี้เลย “เธอปกป้องผมได้อย่างดีเยี่ยม” เขากล่าว “เธอรู้ว่าผมจะหาน้ำเสียงแจ็คไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ”

ซึ่งเทคนิคนั้นก็ได้ผล เนลสันพูดถึงเพลงเปิดตัวภาพยนตร์อย่าง “Black Eyes” มารวมเข้ากันได้อย่างทันเวลา “แบรดลีย์กับผมแต่งเพลงนั้นด้วยกันที่สตูดิโอพร้อมกับวงดนตรีที่นั่น ผมเริ่มเล่นเพลงส่วนเขาก็เริ่มร้องเพลงไปตามเนื้อ มันรวมตัวเข้ากันอย่างดีเยี่ยม”

คูเปอร์เรียนกีตาร์ เปียโน และการร้องเพลงจากโค้ชด้านการร้องเพลงโรเจอร์ เลิฟ “การร้องเพลงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” คูเปอร์ยอมรับ “โดยเฉพาะการร้องเพลงต่อหน้าคนเยอะๆ ตอนแรกพอจบท่อนหนึ่งผมถึงกับถอนหายใจ ผมต้องใช้เวลา 5 วันต่อสัปดาห์เป็นเวลา 6 เดือนสำหรับเรียนการร้องเพลง ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวแต่แจ็คสันด้วย”

แจ็คสัน เมนมีเพลงสำคัญซึ่งเป็นที่พูดถึงอย่าง “Maybe It’s Time” แต่งโดยเจสัน อิสเบล กาก้าเองก็ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ชำนาญในงวการอย่างมาร์ค รอนสัน, แอนโธนี่ รอสโซ่แมนโด และ แอนดรูว์ ไวแอตต์ เพื่อแต่งเลพงที่กลายเป็นธีมของแอลลี่และแจ็คอย่าง “Shallow” ซึ่งเป็นเพลงที่รวมไว้ในหนังก่อนที่จะเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ด้วยซ้ำ โดยมีจุดเริ่มต้นจากไม่กี่ท่อนที่แอลลี่ร้องในลานจอดรถตอนที่เธอเริ่มดูท่าทีของแจ็ค

 

หนีไปยังโลกภายนอก / ที่พวกเขาจะทำร้ายเราไม่ได้…

 

เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคูเปอร์มากที่สไตล์ถ่ายภาพในหนังจะต้องมีมุมมองจากตัวละคร โดยหวังว่าจะทำให้ผู้ชมได้สัมผัสความรู้สึกของการแสดงสดต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้ ซึ่งการสร้างความรู้สึกนั้นขึ้นมาคูเปอร์ลู้กำกับภาพแมทธิว ไลบาทีก เลือกเก็บภาพการแสดงทุกฉากจากมุมของตัวนักแสดง นั่นหมายความว่าจะเป็นมุมของนักร้องและนักดนตรีบนฉากที่พวกเขาแสดงโต้ตอบกัน ไม่มีการถ่ายคอนเสิร์ตมุมกว้างจากมุมของผู้ชม เลนส์ต่างๆ จะซ่อนอยู่บนเวทีการแสดง

เกอร์เบอร์เล่าว่า “แบรดลีย์สนใจการทำงานเป็นพิเศษว่าเขาจะถ่ายทอดภาพในหนังออกมายังไง มุมจากหนังคอนเสิร์ตทั่วไปจะไม่เห็นในหนังเรื่องนี้เลย แต่เขากับแม็ตตี้จะพาเราไปอยู่ท่ามกลางความรู้สึกของการเริ่มมีชื่อเสียง ความรู้สึกเวลามีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน และความรู้สึกเมื่อสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไป ล้วนเป็นความรู้สึกที่อยู่ภายในทั้งนั้น”

ไลบาทีกเคยเก็บภาพงานดนตรี คอนเสิร์ต และภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง “เขาเหมือนศิลปินคนหนึ่ง” คูเปอร์กล่าว “ผมเจอเขาผ่านดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ เขาร่วมงานกันในหนังมาแล้วหลายเรื่อง และเราก็ติดต่อกันตั้งแต่นั้นมา ผมบอกเขาว่าเราไม่ได้มีเวลาหลายวัน เราต้องถ่ายทำอย่างรวดเร็ว นี่คือสีสันที่ผมเห็น นี่คือการจัดวางองค์ประกอบฉากเปิดตัวบางส่วน และเขาก็เข้าใจทุกอย่าง”

ไลบาทีกได้ใช้เทคนิคการถ่ายทำหลากหลายแบบ รวมถึงการใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ กล้อง Steadicam การเก็บภาพตามแจ็คสัน เมนจากหลังเวทีจนถึงบนเวทีแบบยาว รวมไปถึงการโฟกัสมุมใกล้มากๆ และในวัตถุต่างๆ “ขอบคุณแม็ตตี้และทีมงานของเขา พวกเขาเหลือเชื่อมากเลย” คูเปอร์ยืนยัน “และผู้ชำนาญด้านกล้องของพวกเขาอย่างสก็อตต์ ซากาโมโต้ ผมพบว่าตัวเองเฝ้าดูเขาทำงาน เขาเหมือนกับแดนเซอร์ เป็นหนึ่งในยอดฝีมือตลอดกาลเลยครับ”

สำหรับการรวมองค์ประกอบภาพต่างๆ ซาวด์มิกซ์เซอร์อย่างสตีฟ มอร์โรว์ทำหน้าที่ซาวด์ดีไซน์ที่ทำให้การเปลี่ยนภาพจากฉากหลังเวทีไปจนถึงกลางเวทีดูไหลลื่น ตามสไตล์ของนักดนตรีโดยไม่มีเสียงใดสะดุดเลย เขาเล่ารายละเอียดว่า “ในหนังเกี่ยวกับเสียงดนตรีทั่วไป จะรู้สึกได้ว่าเสียงดนตรีเริ่มตอนไหน เราอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งได้ด้วยเสียง ซึ่งแบรดลีย์และสเตฟานี่ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น  ผู้ชมจะเจอกับความซับซ้อนมากขึ้น มีการสังเกตสิ่งต่างๆ จากมุมของผมสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการถูกแยกออกจากหนังเพราะเพลงเปิดตัว แบรดลีย์ไม่อยากให้ผู้ชมอยู่นอกโลกใบนี้และยืนดูสิ่งต่างๆ เขาอยากให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในนั้นอย่างเต็มที่”

จากที่มีเป้าหมายอยู่ในจินตนาการ ถือเป็นเรื่องจำเป็นมากที่นักแสดงจะต้องอัดเสียงร้องสดระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งหมายความว่าทุกสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในหนังจะบันทึกไว้กันในวันนั้นเลย “มันมีความบริสุทธิ์ของการร้องเพลงแบบสดๆ” คูเปอร์กล่าว “และการร้องเพลงทั้งหมดในหนังเป็นเสียงร้องสด ไม่มีการบันทึกเสียงเตรียมไว้ก่อน ผมคิดว่านั่นคือวิธีการถ่ายทอดความสมจริงของแต่ละการแสดงออกมาของพวกเรา”

เสียงเพลงที่บันทึกเตรียมไว้ล่วงหน้าจะมีเพียงนักแสดงเท่านั้นที่ได้ยินผ่านหูฟังเล็กๆ วงดนตรีจะเล่นแบบไม่มีเสียงระหว่างที่คูเปอร์และกาก้าร้องสด แทนที่จะใช้ไมโครโฟนที่ตั้งอยู่บนเวที มอร์โรว์และทีมของเขาเลือกที่จะใช้อุปกรณ์บันทึกเสียงหลายตัวและวางไว้ในแต่ละมุมรอบเวที “การทำแบบนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย” เขากล่าว “แต่เราอยากให้ดูปรุงแต่งน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราเลยเพิ่มขั้นตอนเข้าไปมากขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งที่แบรดลีย์ต้องการ”

หากขั้นตอนของการเก็บภาพและบันทึกเสียงมีความสมจริงได้ขนาดนั้นแล้ว ฉะนั้นสถานที่ก็ควรเป็นแบบนั้นเช่นกัน “เราพิจารณาไอเดียการแสดงบางอย่างในโรงถ่าย เพราะหลายอย่างควบคุมได้ทั้งในเรื่องเสียง แสงไฟ อะไรทั้งหลายเหล่านั้น” เกอร์เบอร์กล่าว “แต่ปรากฏว่าเรามีการเริ่มหาสถานที่เจ๋งๆ บางแห่ง และเป็นสถานที่ๆ เอื้อต่อการถ่ายทำหนังของพวกเรา จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใช้สถานที่ถ่ายทำฉากเหล่านี้เลย มันเป็นการเริ่มการถ่ายทำที่เข้มข้นมาก แต่กลับได้มุมที่มีความซับซ้อนอย่างน่าแปลกใจกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรก”

กองถ่ายได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ AEG และ Golden Voice เพื่อวางแผนและจัดการด้านแนวทางต่างๆ โดยกองถ่ายได้เริ่มจากที่อินดิโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยทีมงานใช้เวลาช่วงอาทิตย์แรกเก็บภาพบรรยากาศ Coachella Music Festival ระหว่างที่มีการจัดงานเทศกาล 2 อาทิตย์ ความซับซ้อนของการถ่ายทำที่นั่นกลับเป็นเรื่องง่ายขึ้นเมื่อดาวเด่นของงานเทศกาลนั้นไม่ใช่ใครนอกจากเลดี้ กาก้า

มีการใช้เวทีต่างๆ พวกอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมให้เก็บภาพฉากขนาดใหญ่ ซึ่งไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้ง่ายๆ “พวกอุปกรณ์ โคมไฟที่แขวนไว้ และบริเวณหลังเวทีพร้อมสรรพแล้ว เราไปถึงสถานที่ก็สามารถถ่ายทำได้เลย” โฮเวล เทย์เลอร์ อธิบาย “ในฉากต้องมีผู้ชมจำนวนมากเพื่อให้หนังดูสมจริง ถึงเราจะใช้เงินเยอะสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้เหมือนแบบนี้”

สำหรับเสียงร้องของแจ็คสัน เมนในช่วงเปิดตัวหนัง คูเปอร์และทีมงานได้ใช้เวทีหลักของ Stagecoach Music Festival เพื่อเก็บภาพการแสดงช่วงสั้นๆ ระหว่างเจมี่ จอห์นสันและวิลลี่ เนลสัน โดยไม่มีการร้องนำหรือเสียงร้องให้ฟังจากสปีคเกอร์เลย การแสดงในฉากนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่ไม่ทันตั้งตัวว่านักแสดงแบรดลีย์ คูเปอร์จะขึ้นมาบนเวทีเพื่อทำการแสดง  

มีการใช้เทคนิคนั้นอีกครั้งในงานเทศกาลดนตรีงานใหญ่ของยุโรป “มีความแปลกพอตัว” คูเปอร์กล่าว “คริส คริสทอฟเฟอร์สันเล่นช่วงซัมเมอร์ตอนที่เราอยู่ที่นั่น และเขาก็ใจดีพอที่จะให้เราใช้ฉากของเขาเป็นเวลาหลายนาที”

“มาถึงตอนนี้การร้องเพลงสดต่อหน้าฝูงชนคือเรื่องที่น่ากลัว ว่าแต่จำนวนคน 20,000 หรือ 80,000 กันนะ?” เขาเล่าต่อว่า “ผมต้องขอความช่วยเหลือจากสตีฟ มอร์โรว์ เพราะทุกครั้งก่อนที่เราจะทำการแสดง ผมจะพูดว่า ‘บางทีผมน่าจะร้องลิปซิงค์’ ซึ่งเขาจะบอกว่า ‘พูดเรื่องอะไร? คุณต้องร้องสด!’ และผมก็ทำจริงๆ ที่ประเทศอังกฤษผมแสดงบนเวทีที่ผมเห็นทั้งโรเบิร์ต แพลนท์, แจ็ค ไวท์, ธอร์น ยอร์ค.. แต่ช่วงที่ดีที่สุดหลังทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมต้องขอเอ่ยว่า ‘ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี คุณคริส คริสทอฟเฟอร์สัน’ จากนั้นเขาก็เดินออกมา ผมไม่มีวันลืมเลย”

พื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับการแสดงที่ใช้ในการถ่ายทำยังรวมถึง Shrine Auditorium, Greek Theater, Regent Theater และ The Forum สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่จุผู้ชมได้จำนวนเยอะมากได้สร้างความท้าทายให้การถ่ายทำ ซึ่งแทนที่จะใช้นักแสดงสมทบนับพัน ทีมงานเลือกที่จะทำให้ที่นั่งเต็มโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า นั่นคือฐานแฟนเพลงของเลดี้ กาก้าที่ยอมเสียสละมา

แฟนของกาก้าถูกเรียกว่าเป็น “ลิตเติ้ลมอนสเตอร์” ด้วยความรัก พวกเขามีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทำด้วยการแสดงเป็นผู้ชม บัตรเข้าชมถูกจำหน่ายเพื่อการช่วยเหลือมูลนิธิ Born This Way Foundation ของเลดี้ กาก้า ผู้สร้างภาพยนตร์ได้เห็นถึงความกระตือรือร้นอย่างจริงใจจากแฟนๆ ของเธอ ขณะเดียวกันก็มีผู้ชมการแสดงสดในการถ่ายทำที่มอบทั้งภาพและพลังได้อย่างที่หนังต้องการ ซึ่งพวกเขาได้กลายเป็นผู้โชคดีที่ได้อยู่ที่นั่นจนกระทั่งปิดงานช่วงค่ำคืนที่ The Greek ครั้งหนึ่งในชีวิตเป็นการส่วนตัว พร้อมด้วยการแสดงเปียโนแบบสดๆ ของเพลงฮิตจากเลดี้ กาก้า เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนเพลงของเธอที่สละเวลามา

เนื่องจากสไตล์การถ่ายทำและการมองจากมุมของศิลปิน แต่ละสถานที่จึงต้องอาศัยความหลากหลายและการแสดงที่ต่างกันไป “เห็นได้ชัดว่าแม็ตตี้มีการถ่ายทำด้วยกล้องแฮนด์เฮลด์เยอะมาก ซึ่งทำให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดได้อย่างดีเยี่ยม ตั้งแต่ห้องแต่งตัวไปจนถึงบนเวที” ผู้ออกแบบฉากคาเรน เมอร์ฟี่ ซึ่งเป็นผู้จุดไอเดียของการนำเสนอเส้นทางของศิลปินกล่าว  “ไม่ต่างจากมุมอื่นๆ ในหนังที่จะต้องดูสมจริงและมีหลากหลายมุมั้งแต่ช่วงแรก แบรดลีย์กับฉันคุยกันว่ามันสำคัญขนาดไหนที่ได้เห็นจุดสูงสุดของป๊อปสตาร์จากมุมมองฝั่งของเขาเอง การได้เป็นผู้มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วและการพบประสบการณ์ทุกอย่างครั้งแรก”

ตอนนั้นเมอร์ฟี่ไม่ได้อยู่ที่แอล.เอ. เขาต้องขับรถมาดูภาพโดยรวมและความรู้สึกที่มีต่อสถานที่หลายแห่ง “ลอสแองเจลิสมีสถานที่สวยๆ หลายแห่งและล้วนต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นคนนอกรู้สึกว่ามันมีเอกลักษณ์ดี”

เธอพบกับบ้านหลังหนึ่งบนถนนเคนซิงตันในบริเวณ Angelino Heights/Echo Park ซึ่งกลายมาเป็นบ้านที่แอลลี่อยู่กับพ่อ ซึ่งเป็นคนขับรถลีมูซีนที่ดูแลธุรกิจของเขาจากที่บ้าน “มันต้องให้ความรู้สึกว่ามีครอบครัวอาศัยอยู่ที่นั่น แต่ต้องไม่ใช่แมนชั่น ฉันชอบบ้านในบริเวณนั้นค่ะ มันมีขนาดสูง มองลงไปเห็นตัวเมืองลอสแองเจลิส ซึ่งจะได้ภาพที่ดูน่าสนใจจากมุมบนถนน และเราใช้บริเวณด้านนอกด้วยเพื่อให้เห็นวิวทิวทัศน์”

เพื่อเป็นการสร้างความแตกต่าง บ้านของแจ็คสัน เมนจะมีความเป็นส่วนตัว แม้แต่ บ็อบบี้ พี่ชายของเขาเองก็พบปัญหาเรื่องการหาบ้านในป่า “ฉันรู้สึกว่าแมนชั่นสไตล์ในแอล.เอ.ไม่เหมาะกับแจ็ค” เมอร์ฟี่กล่าว “เขามาจากแอริโซน่า เป็นคนดูติดดิน ดนตรีของเขาก็ดูเรียบง่าย ฉันอยากหาอะไรที่รู้สึกว่าเป็นเขาโดยไม่ต้องคิดเรื่องขนาดหรือความหรูหราอะไร แต่เป็นที่ๆ มีความสงบ ให้เขาได้แต่งเพลงหรือผลิตดนตรีเพราะๆ ออกมาได้ ฉันคิดว่าเขาอยู่คนเดียวมานานแล้วด้วยซ้ำ เขาน่าจะต้องการคามอบอุ่น สถานที่ๆ เป็นจุดศูนย์กลาง เพราะชีวิตของเขามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น”

เมอร์ฟี่ได้ใส่ไม้เข้าไปในบรรยากาศที่ไม่เกี่ยวกับคอนเสิร์ตเยอะมาก “ฉันไม่อยากให้อะไรๆ มีความป๊อปมากจนเกินไป ฉันเห็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับดนตรีเหลายเรื่องที่รวมสถานที่ๆ ศิลปินทำอัลบั้ม ล้วงลึกถึงชีวิตของพวกเขาและได้เห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขา มันไม่ค่อยมีเรื่องของแฟชั่นหรือสีสันอะไรสักเท่าไหร่ เป็นสภาพบรรยากาศจริง และเราเลือกโทนสีในบรรยากาศจริงไม่ได้ทุกครั้งหรอก เราทำได้แค่ใส่ของใช้ส่วนตัวและสิ่งที่พวกเขาควรจะมีลงไป”

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าบ้านของเขาไม่มีความน่ารัก “มันมีการตกแต่งอย่างสวยงาม ดูอบอุ่น น่ารักมากค่ะ เขามีชีวิตที่หรูหรา แต่ทุกอย่างมาจากชีวิตของเขาที่ต้องเดินทาง โปสเตอร์จากทัวร์ของเขาปีแล้วปีเล่า อะไรพวกนั้นมากกว่าค่ะ”

สำหรับการเก็บภาพประสบการณ์ศิลปินทั้งบนท้องถนนและบนเวที เมอร์ฟี่เล่าว่า “ฉันคิดว่ามันเป็ฯเรื่องสำคัญที่จะต้องมีผู้จัดการทัวร์ตัวจริงมาร่วมงานกับพวกเรา พร้อมด้วยแผนกศิลป์และแผนกตกแต่งฉาก เพราะเรากำลังสร้างคอนเสิร์ตขึ้นมาจริงๆ ทีมผู้สร้างฯ ได้พบกับอีริค จอห์นสัน ผู้เคยร่วมงานกับนีล ยัง เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมและเป็นที่ปรึกษาที่ดีมาก”

ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย อีริคน บีแนช ได้พบกับความท้าทายหลากหลายจากการทำงานในเรื่อง ซึ่งเรื่องที่โดดเด่นสุดคือ “การพยายามคาดเดาเรื่องแฟชั่นที่จะไม่ตกยุคตามท้องถนนในช่วง 2 ปี จนสุดท้ายได้สร้างลุคที่มีความเป็นอมตะขึ้นมา ฉันรู้ว่าสายตาทุกคนจะจับจ้องที่สเตฟานี่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ตัวละครของเธอเป็นจุดสนใจหลัก”

เช่นเดียวกับดีไซน์เนอร์เพื่อนร่วมงานของเธอ บีแนชได้ศึกษาประวัติของตัวละครต่างๆ จนถึงตอนเริ่มการถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อตัดสินใจว่าพวกเขาควรเป็นแบบไหนในช่วงที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว “เรารักไอเดียที่แจ็คสวมเสื้อผ้าตัวเล็กๆ และเป็นภาพเงาที่จะเห็นเขาไม่ค่อยชัด อันที่จริงเราเรียกว่าเป็นชุดเครื่องแบบของเขา เขาไม่พยายามสร้างความประทับใจให้ใคร เรานึกภาพเขาไม่ค่อยคิดถึงเรื่องเสื้อผ้าได้เลย เขามีกางเกงแค่ 3 ชุด เสื้อ 4 ตัว แจ็คเก็ต 1 ตัว ไม่มีใครสนใจเขาเลย เราจะไม่มีวันเห็นเขาเลือกเสื้อผ้าแน่นอน”

เรื่องเสื้อผ้าของเขาจึงมีเพียงคำสั่งเรื่องการผลิตสั้นๆ อย่างน่าแปลกใจ “เราผลิตเสื้อผ้าของแจ็คขึ้นมาทั้งหมด เราอาจไม่คิดว่าเสื้อผ้าของเขาต้องผลิตตามคำสั่ง แต่มันคือแบบนั้นเลย!” บีแนชยืนยัน “กางเกงยีนส์ของเขาทุกตัวต้องพอดีเป๊ะกับรองเท้าบูท เราผลิตเข็มขัดหนัง เสื้อเชิ้ตที่เหมือนการผสมผสานระหว่างเสื้อเชิ้ตยุค 70 กับยุคปัจจุบัน โดยเส้นใยของผ้าจะมีความหนัก ทำให้เขาดูผอมและไม่ค่อยเรียบร้อยสักเท่าไหร่ เขารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในโลกของตัวเอง ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือต้องไม่ผูกเขาเข้ากับอะไรที่จดจำได้”

ตรงกันข้ามกับแอลลี่ที่ต้องปรับให้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งผ่านเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ “ตอนเปิดตัวหนังเธอเป็นพนักงานเสิร์ตฟในโรงแรม เรามีเครื่องแบบนั้นชุดนึง และเธอต้องแสดงที่คลับ นั่นก็เป็นการสร้างอีกตัวตนหนึ่งขึ้นมา ฉะนั้นเธอจะสวมชุดรัดรูปที่ปกติเธอไม่ได้สวมในชีวิตจริง เพราะปกติเธอจะสวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืด เป็นสไตล์ของเธอที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะ”

เมื่อเธอเริ่มร่วมแสดงกับแจ็คบนเวที บีแนชเล่าว่า “เราจะได้เห็นความรักการผจญภัยของเธอ เราไปชอปปิ้งเสื้อผ้าแนววินเทจในตัวเมืองและที่ลองบีช เพื่อหาเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับเธอ”

เมื่อเธอเริ่มมีความเป็นศิลปินในแบบของตัวเอง แอลลี่จึงมีพัฒนาการขึ้น” บีแนชเล่าว่า “ดีไซน์เนอร์จะเริ่มประดับเธอด้วยสิ่งต่างๆ เธอเริ่มมีชุดสำหรับออกงานอีเวนท์ มีการไดร์ผม เธอกลายเป็นป๊อปสตาร์แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าสเตฟานี่ช่วยนำเสนอไอเดียดีๆ เพื่อเป็นแนวทางให้เราได้อย่างถูกต้อง”

จากนั้นบีแนชสามารถรวมดีไซน์เนอร์ระดับสูงเข้าไว้ด้วยกันได้ “เราติดต่อหลากหลายแบรนด์และมตัวเลือกที่น่าทึ่งเยอะมาก”

ชุดยาวตัวหนึ่งที่แอลลี่สวมใส่ออกแบบและผลิตโดยบีแนชกับทีมงานของเธอ “ไม่ขอบอกอะไรมากนะคะ แต่ในช่วงเวลาที่สำคัญมากช่วงหนึ่งในหนัง ตอนที่แอลลี่ร้องเพลงเกี่ยวกับความเป็นดาราของเธอ เราต้องการถ่ายทอดความหรูหราออกมาให้ได้ ฉันเลยออกแบบชุดสีฟ้าขึ้นมา ฉันคิดว่ามันถ่ายทอดความงามแห่งการเป็นดาวและอารมณ์ของเธอได้”

บีแนชยังมีการจดบันทึกไว้อีกด้วยว่ากาก้ามักจะชอบเต้นในห้องแต่ตัวของเธอ “วิธีที่จะเข้าถึงการออกแบบเสื้อผ้าของนักเต้นได้ดีที่สุด คือการดูท่าทางการเต้น! นี่เป็นส่วนที่ฉันชอบที่สุดในการทำงานค่ะ ได้ดูสเตเฟนี่ซ้อมเต้นกับนักออกแบบท่าเต้นของเธอ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเราสามารถอ่านสิ่งที่เธอคิดอยู่ในช่วงนั้นได้จากการเคลื่อนไหวเวลาเต้นและเสียงดนตรี พอฉันได้ข้อมูลแล้วก็สามารถเขียนไอเดียต่างๆ ออกมาได้!” เธอกล่าว

กาก้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาตัวละครของเธอด้วย ทุกอย่างรอบตัวเธอกลับอลังการขึ้นเมื่อเส้นทางอาชีพของแอลลี่หยุดชะงัก กาก้าเล่าว่า “พอฉันพูดว่าโอเค ไม่มีเปียโน ฉันตัดสินใจว่าจะต้องมีแดนเซอร์ จากนั้นก็เริ่มออกแบบชุดของตัวเอง ผลิตของตกแต่งเวทีเอง มันกลายเป็นโชว์ที่อลังการขึ้นเลย แต่สิ่งสำคัญสำหรับฉันตอนที่เริ่มแสดงครั้งแรก มีแค่ฉันกับเปียโนเท่านั้นค่ะ”

 

เราออกมาไกลจากฝั่งแล้ว

 

เมื่อกองถ่ายปิดกล้องลง คูเปอร์ต้องเดินทางกลับบ้านของเขามาพร้อมกับทีมลำดับภาพพื่อตัดต่อหนัง “ผมต้องบอกว่าทั้งผู้ลำดับภาพของผม เจย์ แคสซิดี้ และผู้ช่วยคนแรกของเขา ไมค์ เอซวีโด้ เราใช้เวลา 16 ชั่วโมงต่อวันมานานกี่เดือนแล้วเพื่อทำหนังเรื่องนี้ร่วมกัน พวกเขาคือส่วนสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้สำเร็จ”

ในช่วงที่คูเปอร์จัดการงานช่วงหลังการถ่ายทำ นักแสดงและทีมงานส่วนใหญ่ได้แยกย้ายกันไป แต่เวลาที่เคยมีร่วมกันทำให้ “A Star Is Born” เกิดความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน  

กาก้ายังคงช่วยงานหลังการถ่ายทำตลอด เพื่อดูว่าซาวด์แทรคสำเร็จเรียบร้อยดี เธอเล่าว่า “มีหลายช่วงในหนังที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจฉัน ฉันคิดว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจในประเด็นต่างๆ และเรื่องราวในหนังจะฝังลึกในใจพวกเขา ส่วนดนตรีคือสิ่งที่เล่าเรื่องราวความรัก เป็นสิ่งที่เราทุกคนตั้งใจทำและเชื่อมั่นมาก เราทุกคนเห็นจินตนาการของแบรดลีย์และอยากทำให้มันเพอร์เฟ็กต์จนวินาทีสุดท้าย”

 “มีอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือเวลาที่เราสร้างศิลปะแขนงใดขึ้นมาก็ตาม เราต้องเชื่อสัญชาตญาณตัวเองแต่ต้องมีความยืดหยุ่นให้มันด้วย เราอาจสร้างสิ่งที่เปลี่ยนแนวทางการมองโลกของใครสักคนไปเลยก็ได้” คูเปอร์กล่าว และเวลาที่ทีมงานทั้งหมดอยู่ตรงนั้นร่วมกับเรา? นั่นเป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก การที่ทุกคนวางใจจินตนาการของผมถือเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก และมันทำให้ผมมีความมั่นใจในการทำงานที่น่ากลัวนั้นได้ทุกวัน

“นี่เป็นการเดินทางที่ยาวนานถึง 3 ปี ประสบการณ์ที่ได้มันน่าทึ่งมาก ถ้าผมโชคดีพอที่จะมีใครให้ผมได้ทำหน้าที่นั้นอีก ผมจะทำอย่างแน่นอน” คูเปอร์กล่าวต่ออีกว่า “มีประโยคหนึ่งที่แจ็คบอกกับแอลลี่ว่า ‘ถ้ามีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ มันคงเป็นเพราะทุกคนอยากฟังมัน’ ผมหวังว่านั่นคือสิ่งที่เราทำนะครับ”

 

Related image



Latest

Facebook Conversations


อีเมล์   รหัสผ่าน  

สามารถตอบแสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น คลิกเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิกได้ที่นี่


แสดงความคิดเห็น