ส่งท้ายสงกรานต์ ชวนดูหนังฟอร์มยักษ์ “เมาคลี” เวอร์ชั่นล่าสุด และ “สโนว์ไวท์” ภาคต่อ
2016-04-16 16:52:45
Advertisement

ส่งท้ายสงกรานต์ ชวนดูหนังฟอร์มยักษ์ “เมาคลี” เวอร์ชั่นล่าสุด และ “สโนว์ไวท์” ภาคต่อ

The Jungle Book

The Jungle Book

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กรู้จักเรื่องราวเป็นอย่างดี จนไม่อะไรเหลือให้จินตนาการ จะสร้างออกมาได้สนุกตื่นเต้นและประทับใจได้ขนาดนี้ ผู้ที่เคยเป็นลูกเสือและเนตรนารีทุกคนต่างรู้จักเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า เพราะหนังสือนี้เป็นประตูแห่งการเรียนรู้ด่านแรกของลูกเสือสำรองในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ เรียนรู้ความกล้าหาญและการกระทำความดี ก่อนเลื่อนเป็นลูกเสือสามัญ ทั้งอาจเคยกล่าวคำปฏิญาณ “อาคีรา เราจะทำดี” ซึ่งอาคีราก็คือตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องนี้

เมาคลีลูกหมาป่าเป็นวรรณกรรมอมตะของรัดยาร์ด คิปลิง นักเขียนชาวอังกฤษที่มีประสบการณ์ใช้ชีวิตที่อินเดีย และถ่ายทอดความผูกพันธุ์ที่เขามีต่อประเทศนี้ออกมาใน The Jungle Book ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1894 ชื่อเมาคลีแปลว่าลูกกบ เด็กน้อยถูกหมาป่าที่เลี้ยงดูตั้งชื่อเช่นนี้ เพราะเขาเหมือนลูกกบคือไม่มีขน

เมาคลีถูกสร้างเป็นหนังหลายครั้งหลายเวอร์ชั่น ทั้งคนแสดง ทั้งเป็นอนิเมชั่น แต่ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือเวอร์ชั่นที่ดิสนีย์สร้างเป็นอนิเมชั่น เมื่อปี 1967 เป็นการ์ตูนคลาสสิคที่ทำรายได้สูงมาก และไม่ใช่เฉพาะหนัง เพลงประกอบหนังก็ประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นกัน เป็นเพลงการ์ตูนเรื่องแรกที่ได้รับแผ่นเสียงทองคำ (ขายได้เกิน 500,000 แผ่น) เพลง The Bare Necessities ผลงาน เทอรี กิลไคสัน ได้รับการเสนอชิงรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเพลง I Wanna Be Like You ของพี่น้องเชอร์แมน ก็เป็นเพลงที่นักฟังเพลงหลายคนชื่นชอบ ซึ่งเมาคลีในเวอร์ชั่นใหม่ปี 2016 ก็ยังคงมีทั้งสองเพลงนี้อยู่ในเรื่อง

The Jungle Book 2016 ได้ จอห์น แฟฟโรว์ ผู้กำกับ Iron Man ภาคหนึ่งและสองเป็นผู้กำกับ งานนี้ท้าทายเขาอย่างมาก ทำอย่างไรถึงจะเล่าเรื่องที่คนส่วนใหญ่รู้จักดีให้สนุกและเพลิดเพลิน แฟฟโรว์ยึดเรื่องราวตามหนังสือของคิปลิง ผสมผสานอนิเมชั่นคลาสสิคของดิสนีย์ และเติมการผจญภัยให้มากขึ้น ฉากเด่นๆ ของอนิเมชั่นยังคงปรากฏอยู่ในหนัง เช่น ฉากที่เมาคลีนั่งบนพุงหมีบาลู ร้องเพลงลอยไปตามลำน้ำ และฉากที่เมาคลีโดน คา งูเหลือม สะกดจิต เวอร์ชั่นใหม่นี้ คาเป็นงูเหลือมตัวเมียไม่ใช่ตัวผู้เหมือนในการ์ตูน

หนังเรื่องนี้โดดเด่นด้วยการผสมผสานอย่างลงตัวของนักแสดง และ CG ที่สมจริง สิงสาราสัตว์ในเรื่องนี้มีการเคลื่อนไหวแบบสัตว์แท้ เวลาที่พูดก็จะขยับปากในสไตล์ของสัตว์เช่นกัน เมื่อประกอบกับเสียงพากย์จากดารามากความสามารถหลากหลายคน ทำให้สัตว์ในหนังเรื่องนี้เสมือนเป็นสัตว์จริงๆ ที่พูดได้ ทั้งเจ้าเล่ห์มีชีวิตชีวา เช่น หมีบาลู พากย์โดยบิล เมอร์เรย์ เย้ายวนครอบงำจนถูกสะกดจิตแบบงูเหลือมคา พากย์โดย สการ์เลต โจแฮนส์สัน เอางานเอาการประดุจครูผู้สั่งสอนศิษย์ของเสือดำ บากีรา พากย์โดยเบน คิงสลีย์ หรือโหดเหี้ยมดุร้ายเหมือนเสือโคร่ง แชร์คาน เสียงโดย ไอคริส เอลบา

นอกจากความวิจิตรงดงามของบรรยากาศในป่าที่เสมือนจริง และสิงสาราสัตว์ที่โลดเล่นดุจมีเลือดเนื้อแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าประทับใจคือนักแสดง นีล เซทธิ ได้รับการคัดเลือกให้เล่นบทเมาคลี จากเด็กที่มาออดิชั่นประมาณ 2,000 คน เด็กที่สวมบทนี้ต้องมีเสน่ห์พอที่จะทำให้คนดูอยู่กับเขาตลอดทั้งเรื่อง มีความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์และมีจินตนาการพอที่จะแสดงกับตัวละครและฉากที่เป็น CG ทั้งหมด ซึ่งนีลก็สามารถทำให้เมาคลีเป็นตัวละครที่คนดูสามารถสัมผัสได้ถึงความกล้าหาญ ความรักพวกพ้องและความแจ่มใสร่าเริง ทั้งๆ ที่ไม่เคยแสดงหนังมาก่อน

The Jungle Book เป็นหนังที่นักดูหนังไม่ควรพลาด แม้พลอตเรื่องจะเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ แต่เทคนิคพิเศษที่ใช้ในการถ่ายทำหนังถือเป็นระดับสุดยอดที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะสร้างออกมาได้ขนาดนี้ หนังถ่ายทำด้วยระบบสามมิติ จึงทั้งสมจริงและละเอียด ภาพป่าและสัตว์ต่างๆ ที่ปรากฏในหนังวิจิตรงดงามราวมีชีวิตจริง นักแสดงเพียงคนเดียวของเรื่องถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยสัตว์ CG ที่แนบเนียนเหมือนมีชีวิต เป็นหนังดีมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่ดูได้ทั้งครอบครัว

และแม้จะเร็วไปที่จะพูดถึงรางวัลออสการ์ แต่หนังเรื่องนี้ก็ควรค่าแก่การที่จะได้รับการเสนอชิงรางวัลออสการ์ปีต่อไปสาขาใดสาขาหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพหรือการออกแบบงานสร้าง

The Huntsman : Winter’s War

The Huntsman

เมื่อหนังเรื่อง Snow White and the Huntsman เข้าฉายปี 2012 ไม่นึกว่าจะมีภาคต่อของหนังเรื่องนี้ เพราะแม้ว่าจะหลงรัก คริส เฮมส์เวิร์ธ และชอบการแสดงของแม่มดแสนสวยชาร์ลิซ เธอรอน แต่หนังออกแนวยืดยาดน่าเบื่อ ทั้งยังขัดใจว่าหนังไม่ชี้ชัดว่า สโนว์ไวท์ลงเอยกับเอริค นายพรานรูปหล่อที่แสดงโดยคริส เฮมสเวิร์ธหรือเปล่า แต่พอมี The Huntsman :Winter’s War ออกมา ถึงได้เข้าใจว่าแท้จริงเอริคนั้น มีรักแท้รักเดียวที่มอบให้ซารา ภริยา ซึ่งก็มีพูดถึงในหนังสโนไวท์ภาคแรกเหมือนกัน

The Huntsman : Winter’s War ช่วงต้นเรื่องเป็นเรื่องก่อนเกิดสไวท์ พูดถึงแม่มดพี่น้องสองคน พี่คือราเวนนา (ชาร์ลิซ เธอรอน) ราชินีทองคำที่ครอบครองกระจกวิเศษ น้องสาวคือ เฟรยา (เอมิลี บลันด์) ราชินีน้ำแข็งที่มีพลังซ่อนอยู่ในตัว แต่พลังนั้นไม่สำแดงจนกระทั่งเฟรยาสูญเสียลูกสาวและความรัก นางปลีกตัวไปสร้างอาณาจักร และแย่งชิงเด็กทั้งหญิงและชายจากพ่อแม่ มาสร้างเป็นกองทัพพรานป่าเพื่อเป็นขุมกำลังของตน กฎเหล็กของราชินีน้ำแข็งคือ ห้ามทุกคนมีความรัก แต่เอริค (คริส เฮมส์เวิร์ธ) และซารา (เจสสิกา แซสเทน) นักรบฝีมือดีที่สุดของเฟรย่ากลับตกหลุมรักกันและกัน เฟรยาพรากคนทั้งสองโดยลวงให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิด

เรื่อง Snow White and the Huntsman เกิดในช่วงที่ เอริคถูกกำจัดจากเมืองเฟรย่า เขาคิดว่าซาราตาย จึงใช้ชีวิตแบบพรานป่าขี้เมาซึ่งท้ายสุด เข้าร่วมกับสโนว์ไวท์แย่งบัลลังก์คืนจากราเวนน่า เรื่อง The Huntsman มีต่อว่า เมื่อเฟรยารู้ว่าราเวนนาตายและกระจกวิเศษหายไป เธอต้องการกระจกมาเพิ่มอำนาจตนเอง จึงส่งคนมาติดตาม ในขณะที่เอริคก็ไม่ต้องการให้เฟรยาได้กระจกนี้ เขาจึงตามหากระจกเพื่อทำลาย ภารกิจนี้ทำให้เอริคกลับมาพบกับซารา และอำนาจของกระจกยังทำให้ราเวนนาฟื้นคืนชีพขึ้นมา ความลับที่ซ่อนอยู่ถูกเปิดเผย นำไปสู่การต่อสู้ของราชินีทองคำกับราชินีน้ำแข็ง

จินตนาการของผู้สร้างหลุดออกนอกกรอบเรื่องสโนว์ไวท์ที่เราคุ้นเคย แม้เรื่องจะเชื่อมเกี่ยวกับสโนไวท์ภาคแรก แต่แม้ไม่ได้ดูภาคแรกก็ตามเนื้อเรื่องได้ หนังสนุก ฉากตระการตาและแฟนตาซีกว่าภาคแรก คอสตูมดีไซน์เลิศหรูอลังการ ผลงานของคอลลีน แอทวู้ด เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจาก Alice in Wonderland, Memories of Geisha และ Chicago ชุดของสองราชินี สะท้อนบุคลิกของแต่ละนาง ราเวนนาสีสันโหดสตรอง เฟรยาสีเงิน เข้ากับผมสีขาวที่ตบแต่งอย่างประณีต เมื่อใส่หน้ากากเกล็ดน้ำแข็งที่ทำเป็นตัวนกฮูก ทั้งเยือกเย็นและเลือดเย็น

นักแสดงหลักทั้งสี่แสดงได้ดี ราเวนนามีบทอยู่แค่ตอนต้นและตอนท้ายเรื่อง แต่ทุกฉากที่ออกมาทรงพลังและอำนาจ เฟรยาสวยเศร้าตีบทกระจุยสมเป็นราชินีน้ำแข็ง ซาราไม่สวยสง่าเท่าสองราชินี แต่บทนักรบหญิงของเธอก็ดูฉกาจไม่แพ้ใคร เอริคในภาคนี้ไม่ใช่นายพรานขี้เมาเช่นภาคแรก แต่เป็นพรานหนุ่มขี้เล่น กล้าหาญและรักเดียวใจเดียว ที่สำคัญหล่อมากถึงมากที่สุด

The Huntsman : Winter’s War เป็นหนังที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้หญิงน่าจะชอบ เพราะแค่ดูเสื้อผ้าหน้าผมของราชินีทั้งสองก็คุ้มแล้ว ฉากการต่อสู้และปะทะกันทั้งอารมณ์และเวทมนตร์ของราชินีตัวแม่ในตอนท้าย ก็น่าจะพอทำให้คุณผู้ชายที่เข้าไปดูรู้สึกสนุกสนาน

 

ที่มา  มติชนออนไลน์

 

 



Latest

Facebook Conversations


อีเมล์   รหัสผ่าน  

สามารถตอบแสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น คลิกเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิกได้ที่นี่


แสดงความคิดเห็น