ผู้โพส

0 จำนวน Like
96 จำนวน Point






ไวรัสตับอักเสบบี เป็นอย่างไร? อันตรายไหม? อาการเป็นอย่างไร?

หมวด Lifestyle | โพสเมื่อ 2019-07-14 เวลา 10:31:10
0       0       659      
Share
 

ตับเป็นอวัยวะภายในบริเวณช่องท้อง ทำหน้าที่สำหรับในการกรองเลือดก่อนจะไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย การรับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะตับอักเสบซึ่งถ้าหากมีลักษณะอาการเรื้อรังจะนำมาซึ่งโรคตับแข็งและก็โรคมะเร็งตับ อันเป็นสาเหตุให้คนทั่วโลกเสียชีวิตถึงกว่า 780,000 คนต่อปี โรคนี้ก็เลยได้ชื่อว่าเป็นโรคติดโรคที่รุนแรงและก็จำเป็นต้องเฝ้าระวัง

ไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตับอักเสบมี 5 ประเภทด้วยกัน

ตัวอย่างเช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี แล้วก็อี โดยไวรัสที่คือปัญหาในบ้านพวกเรา ตัวอย่างเช่น ไวรัสตับอักเสบบีรวมทั้งซีไวรัสตับอักเสบบีนั้นติดต่อผ่านทางการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย}โรคนี้ (เลือดน้ำลาย น้ำเชื้อ และก็น้ำหล่อลื่นจากอวัยวะเพศ) เหมือนกับไวรัสตับอักเสบซีแล้วก็ดี ส่วนเชื้อไวรัสตับอักเสบเอรวมทั้งอีนั้นจะติดต่อผ่านการรับประทานอาหารและก็น้ำกินที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัส อย่างไรก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้มีวัคซีนที่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีรวมทั้งดีได้แล้ว

 

อัตราการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

สถิติจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าทั้งโลกมีผู้ป่วย}โรคตับอักเสบเรื้อรังโดยประมาณ 300 ล้านคน และก็อย่างน้อย 1 ล้านคนจะเปลี่ยนเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด โดยคาดว่าแหล่งที่มีความชุกของการติดเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเยอะที่สุดเป็นบริเวณเอเชียตะวันออก รวมทั้งแอฟริกาใต้ซาฮารา ซึ่งอาจมีประชากรผู้ใหญ่ประมาณ 5-10% ที่เป็นผู้ติดเชื้อ

 

ส่วนในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีโดยประมาณปริมาณร้อยละ 5 ของประชากร หรือราว 3 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าการได้รับเชื้อโดยมากเกิดขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็ก

 

ต้นเหตุโรคไวรัสตับอักเสบบีและปัจจัยเสี่ยง

ไวรัสตับอักเสบบี ทนต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสประเภทอื่น และสามารถติดต่อได้ทางเลือด น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่น และสารคัดเลือกหลั่งต่างๆของร่างกาย โดยวิธีการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นได้ เช่น

 

  • การแพร่ระบาดจากแม่ไปสู่ทารกตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์
  • การใช้เข็มร่วมกับผู้ป่วย}โรคนี้ หรือการใช้อุปกรณ์ฉีดยาที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
  • โดนเข็มที่ปนเปื้อนเชื้อตำ
  • การได้รับเลือดหรือสารคัดหลั่งต่างๆผ่านทางการถ่ายเลือดหรือทางแผลเปิด
  • การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ติดเชื้อ อาทิเช่น แปรงสีฟัน หรือใบมีดโกน เนื่องจากว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถมีชีวิตอยู่นอกร่างกายผู้ป่วย} ตามข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์
  • การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน

เชื้อไวรัสตับอักเสบบีไม่สามารถแพร่ผ่านอาหารรวมทั้งน้ำดื่ม (เว้นแต่ว่าอาหารนั้นจะผ่านการเคี้ยวมาก่อน อาทิเช่น แม่เคี้ยวของกินก่อนป้อนให้แก่เด็กแรกคลอด)  

และไม่สามารถติดต่อผ่านช่องทางต่างๆต่อไปนี้

 

  • การใช้ส้อมร่วมกัน
  • การให้นมลูก
  • การกอด จูบ หรือจับมือ
  • การจามหรือไอใส่

 

อาการของโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

การรับเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีส่วนมากเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก โดยพบว่าช่วง 10-15 ปี แรกจะมีปริมาณไวรัสสูงมากมายแต่มักไม่มีอาการใดๆก็ตามเพราะว่าเม็ดเลือดขาวยังไม่ทราบว่ามีไวรัสอยู่ในร่างกาย จนถึงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เม็ดเลือดขาวจะเริ่มตรวจเจอและทําลายเซลล์ตับที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ทำให้เกิดลักษณะของภาวะตับอักเสบเฉียบพลันได้ คือ มีลักษณะอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ เจ็บใต้ชายโครงขวา เป็นไข้ต่ำ ตาเหลือง ตัวเหลือง และก็ฉี่มีสีเหลืองเข้ม ซึ่งผู้ป่วย}ที่มีอาการระยะเฉียบพลันนี้ได้โอกาสหายเป็นปกติมากถึง 90-95%

 

ส่วนคนที่มีลักษณะตับอักเสบแบบเรื้อรังชอบไม่แสดงอาการใดๆไม่เหมือนอาการระยะเฉียบพลัน แล้วก็อาจมีผลการตรวจสุขภาพปกติ จึงจำต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งถ้าเซลล์ตับของผู้ป่วย}ถูกทำลายมากมายเข้า ก็จะทำให้เกิดโรคตับแข็ง ทำให้มีพังผืดในตับ แล้วก็กำเนิดโรคมะเร็งตับตามมาได้ พวกนี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิตนั่นเอง

 

บุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  • คนที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือติดโรคเอชไอวีมาก่อน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  • บุคลากรทางการเเพทย์ซึ่งต้องปฏิบัติงานสัมผัสกับเลือดหรือรอยแผลของผู้ติดเชื้อไวัรัสตับอักเสบบีโดยตรง
  • ผู้ที่เดินทางไปยังประเทศที่มีความชุกของโรคสูง
  • ผู้ป่วย}ที่ฟอกไตทางหลอดเลือดดำ
  • ผู้ป่วย}เบาหวาน

 

การรักษาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

อาการจากโรคไวรัสตับอักเสบแบบเฉียบพลันสามารถดีขึ้นไปได้เองเมื่อนอนพักอย่างเพียงพอ แล้วก็ทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบ แต่ว่ามีผู้ป่วย}บางรายมั่นใจว่าการกินน้ำหวานมากจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการแบบนี้ไม่ถูกต้อง และหมอไม่แนะนำ เพราะว่าน้ำตาลจากน้ำหวานนั้นจะกลายเป็นไขมันในตับ ส่งผลให้ตับโตและก็จุกแน่นกว่าปกติ

 

ส่วนผู้ป่วย}ที่มีอาการไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง ซึ่งมักไม่มีการแสดงอาการ แม้กระนั้นอาจตรวจพบจากการตรวจร่างกาย แพทย์จะให้การรักษาโดยฉีดยาอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ให้ผู้ป่วย} โดยจำเป็นต้องฉีดตรงเวลาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4-6 เดือนก็เลยจะได้ผล ผู้ป่วย}ราวๆ 30-40% มีลักษณะอักเสบของตับรวมทั้งจำนวนไวรัสลดลงจากการใช้แนวทางนี้ อย่างไรก็แล้วแต่ ตัวยาที่ใช้แพงค่อนข้างสูงและก็ส่งผลข้างเคียงมาก การใช้ยาจึงต้องควรอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของหมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารเท่านั้น 

 

นอกเหนือจากยาฉีดอินเตอร์เฟอรอนแล้ว ยาอีกชนิดหนึ่งที่แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ก็คือยาลามิวูดีน ซึ่งเป็นยาแบบรับประทาน มีคุณภาพพอเหมาะพอควรแล้วก็มีผลข้างๆน้อยกว่า แต่แม้ใช้ไปเป็นเวลานานๆอาจจะเป็นผลให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ โดยได้โอกาสเกิดเชื้อดื้อยาได้ถึง 20% ตั้งแต่ในปีแรกที่ใช้ และจะมีการเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนอกนั้นยานี้จะใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วย}ที่มีการปฏิบัติงานของตับธรรมดา หรือเป็นกรุ๊ปพาหะ

 

ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยต่อสู้กับโรคโดยผู้ป่วย}โรคนี้ควรจะงดเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็นบริหารร่างกายเป็นประจำ รวมทั้งตรวจสุขภาพเป็นประจำถ้าเกิดปรารถนากินยาคุมกำเนิดสามารถรับประทานได้ตามเดิม แล้วก็ถ้าต้องการมีบุตร คุณก็สามารถตั้งท้องได้

Please take out with full credits:




TAGS





อีเมล์   รหัสผ่าน  

สามารถตอบแสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น คลิกเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิกได้ที่นี่


imot_1.gif imot_11.gif imot_12.gif imot_13.gif imot_14.gif imot_16.gif imot_2.gif imot_3.gif imot_10.gif imot_5.gif imot_6.gif imot_8.gif imot_15.gif imot_9.gif nine_01.gif imot_7.gif nine_03.gif imot_4.gif nine_16.gif nine_19.gif nine_30.gif nine_15.gif nine_13.gif nine_02.gif
Advertisement
BubbleTea
My Bubble Tea หวานน้อย รักร้อย 100% ดูย้อนหลังได้ที่ Viuคลิก!!!